
ยูทูบ
40% ของการดูยูทูบทั่วโลก เป็นการดูผ่านเครื่องมือสื่อสารเคลื่อนที่ เช่น โทรศัพท์สมาร์ทโฟน และแท็บเล็ต ไม่ใช่จากจอทีวีอินเทอร์เน็ต หรือพีซี ตั้งโต๊ะ
40% ของการดูยูทูบทั่วโลก เป็นการดูผ่านเครื่องมือสื่อสารเคลื่อนที่ เช่น โทรศัพท์สมาร์ทโฟน และแท็บเล็ต ไม่ใช่จากจอทีวีอินเทอร์เน็ต หรือพีซี ตั้งโต๊ะ
80% ของการดูยูทูบมาจากนอกสหรัฐอเมริกา ซึ่งถือว่าเยอะมาก และยังได้รับการแปลเป็นภาษาท้องถิ่น 61 ภาษาใน 61 ประเทศอีกด้วย
ยูทูบเปิดตัวครั้งแรกในปี 2007 ปัจจุบันมีผู้เข้าชมเข้าใช้ไม่ซ้ำกันกว่า 1,000 ล้านคน
ในแต่ละเดือนถ้านับซ้ำได้ด้วย จะพบว่ามีคนชมวิดีโอในยูทูบ 4,000 ล้านวิว/วัน!
มากกว่าจำนวนทีวีทั้งหมดในโลกนี้รวมกัน
คนไทยดูยูทูบรวมกันวันละเกินล้านชั่วโมง...วันละเกินล้านชั่วโมง...อ่านไม่ผิดครับ
นี่คือสถาบันสื่อที่ยิ่งใหญ่จนเกินจินตนาการ โดยเฉพาะเมื่อคำนึงว่าเนื้อหาในยูทูบเป็นวิดีโอ ไม่ใช่ ข้อความให้อ่าน หรือภาพถ่ายให้มอง ซ้ำยังมีเสียงประกอบและวิดีโอ
นี่เองที่สามารถพาผู้ชมก้าวข้ามกำแพงภาษาและข้อจำกัดทางวัฒนธรรมได้ง่ายกว่าการเล่าเรื่องด้วยวิธีอื่นๆ ที่มนุษย์เคยมีมา
มีผู้สมัครเป็นสมาชิกติดตามดูวิดีโอของยูทูบเป็นประจำจากในเมืองไทยอย่างเดียวถึง 32 ล้านบัญชี และยังเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในแต่ละปี
แน่นอนว่านิยมดูมิวสิควิดีโอเพลงกับวิดีโอเพื่อความบันเทิงมากที่สุด
การปลูกสร้างค่านิยมให้คนไทยมีบุคลิกและจิตสำนึกใหม่ๆ อย่างเนียนๆ จึงเป็นสิ่งที่น่าออกแบบผ่านวิดีโอบันเทิงเหล่านี้มาก
คนมักดูวิดีโอสองแบบ แบบที่สร้างมาเพื่อตั้งใจให้คนดู ซึ่งจะสร้างมาโดยมืออาชีพ หรือจะมาจาก มือสมัครเล่นก็แล้วแต่ กับแบบที่เป็นวิดีโอบันทึกเหตุการณ์ที่ผู้ถูกบันทึกเองก็ไม่ได้ตั้งใจว่าจะมีใครบันทึกไว้ อาจมาจากกล้องวงจรปิด อาจมาจากกล้องบันทึกของใครอื่นที่ไม่รู้จัก แต่เผอิญผ่านมาพานพบเหตุการณ์
แต่ไม่ว่าจะมาจากแบบไหนข้างต้น...คนดูเลือกดูจากความน่าดูของเนื้อหา หรือเลือกดูเพราะมีการ แนะนำกันมา จะส่งบอกต่อกันผ่านเฟซบุ๊ก ไลน์ หรือแนะนำโดยหน้าจอของยูทูบเองก็ตาม ล้วนมีอิทธิพลสูงในการดึงดูดให้คนตามดูกัน
ข้อเสนอที่น่าลอง คือ บรรดาองค์กรที่ต้องการ สู้สร้างภาพลักษณ์ใหม่อย่างศุลกากร ตำรวจ ราชทัณฑ์ ที่ดิน ขนส่ง สิ่งแวดล้อม
หรือในทางกลับกัน องค์กรแห่งความคาดหวัง อย่าง ป.ป.ช. ป.ป.ท. สตง. กรมบัญชีกลาง และเครือข่ายที่ต้องการรณรงค์ต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น น่าจะจ้างผลิตหรือประกวดวิดีโอคลิป ที่สร้างทั้งหิริและ โอตตัปปะในเรื่องคอร์รัปชั่นที่องค์กรตัวเองตรวจเจอบ่อยๆ
สร้างให้สนุก สั้น ดูเข้าใจง่าย และไม่จำต้อง แสดงตราหรือใส่ชื่อคน ชื่อองค์กรเสียจนแข็งเกร็งหมดอรรถรสว่าเป็นเครดิตของใครอีกบ้าง
ไม่เช่นนั้นจะมีผลเหมือนป้ายสวัสดีปีใหม่ อวยชัยให้พรสงกรานต์ หรือป้ายรณรงค์ห่วงใยความปลอดภัยทางถนน ที่เอางบแผ่นดิน เอาเงินบริจาคมาสร้างป้ายใส่รูปตัวเอง ขยายใหญ่จนเกินเหตุ แล้วมาผลิตเป็น บิลบอร์ดติดอยู่ริมทางหรือตามทางแยก ซึ่งไม่น่าจะเปลี่ยนพฤติกรรมใครได้ มีแต่จะทำให้หน่วยงานอื่นๆ เอาอย่าง ผลาญภาษีราษฎรเลียนแบบกันต่อ
กระทรวงศึกษาธิการเองก็อาจลองเอาครูกวดวิชาชื่อดังมาสร้างคลิปถ่ายทอดเทคนิคการจำหลักไวยากรณ์ เทคนิควิเคราะห์ปัญหาคณิตศาสตร์ เทคนิคการทำข้อสอบและอะไรอีกมาก มาตัดต่อใส่แสงเสียงเผยแพร่บนยูทูบเสียเลย
แต่ไม่ใช่ทำกันดิบๆ จนกลายเป็นมักง่าย ค่าจ้างทำคลิปอาจแพงหน่อยก็ไม่ว่า แต่นี่จะทำให้ได้กระบวนการเรียนรู้ทั้งแก่ครู ผู้ปกครอง นักเรียน และสังคมไปพร้อมกันว่า ที่ว่าสอนสนุกเขาทำอย่างไร
ส่วนว่าจะมีนโยบายต่อสถานกวดวิชาอย่างไร ก็พึงต้องถามตัวเองซ้ำแล้วซ้ำอีกว่า ชีวิตจริงๆ ของเราทุกวันนี้ มีใครได้ใช้ความรู้ตามข้อสอบของหลักสูตรที่บังคับให้เรียนกันมากน้อยแค่ไหน
ถ้าเราจะสนับสนุนให้สถานกวดวิชากลาย เป็นสถานพัฒนาทักษะฝีมือ การดูแลสุขภาพและ สิ่งแวดล้อมล่ะ
เป็นสถานกวดทักษะการสื่อสารสนทนาและเขียนไทย และภาษาคอมพิวเตอร์ให้รู้เรื่องล่ะ เป็นสถานกวดทักษะการใช้ภาษาต่างประเทศล่ะ
เราจะได้คืนเวลาเล่น เวลานันทนาการให้เด็ก แต่ไม่ใช่ปล่อยเด็กไปทำอะไรเหลวไหลตามใจเรื่อยเปื่อย
ในต่างประเทศคนทุกชั้นวัยจะมีชมรมให้เข้าร่วมเต็มไปหมด ทั้งศิลปะ ดนตรี กีฬา หรือกลุ่มกิจกรรมที่จัดทำโดยชุมชน องค์กรวิชาการ องค์กรการกุศล มีค่ายกิจกรรมสารพัด ทั้งแบบที่ให้เด็กมีผู้ปกครองไปร่วมด้วยพร้อมกัน หรือไม่มี ทั้งในรั้วโรงเรียนและนอกสถานที่
ถึงตรงนั้นแล้ว แม้ไม่มีครูเชี่ยวชาญเฉพาะจำนวนมากพอสำหรับทุกค่าย ทุกชมรม ก็อาจพึ่งพาจอ แท็บเล็ต จอทีวีออนดีมานด์ช่วยสอน มีครูอาสาประจำชมรมช่วยแนะนำ ช่วยดูแล
สถิติยูทูบในอนาคต อาจบอกว่าคนไทยใช้ยูทูบมากที่สุดเพื่อกระบวนการเรียนรู้ ไม่ใช่เอาแต่ดูคลิปหลุดอย่างเดียว







