
ห้ามตุกติกแจกคูปองทีวี
กสทช.พร้อมแจกคูปองทีวีดิจิทัล ถึงมือประชาชน 14-15 ต.ค.นี้ ขู่ดำเนินคดีอาญาบริษัททุจริต
กสทช.พร้อมแจกคูปองทีวีดิจิทัล ถึงมือประชาชน 14-15 ต.ค.นี้ ขู่ดำเนินคดีอาญาบริษัททุจริต
พร้อมส่งมอบคูปองรับเงินสด คูปอง ทีวี ดิจิตอล ให้แก่ประชาชน 1415 ต.ค.นี้ พร้อมเปิดให้แลก 20 ต.ค. มั่นใจไม่เกิดปัญหาทุจริตหรือล่าช้า ขู่บริษัทใดทุจริต ดำเนินคดีอาญา ส่วนช่อง 3 เชื่อยุติปัญหาได้เร็วๆ นี้ไม่เกิดจอดำ
นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการกระจายเสียง (กสทช.) เปิดเผยว่า กสทช.พร้อมแจกคูปองแลกซื้ออุปกรณ์รับชมทีวีดิจิทัล (เซตท็อปบ็อกซ์) ล็อตแรก จำนวน 4.6 ล้านใบ ในวันที่ 10 ต.ค.นี้ ทางไปรษณีย์ คาดว่าจะถึงมือประชาชนใน 21 จังหวัด ภายในวันที่14-15 ต.ค.นี้
“มั่นใจว่าขั้นตอนการแจกคูปองจะไม่เกิดปัญหาข้อผิดพลาดหรือทุจริตเพราะใบคูปองมูลค่า 690 บาท ป้องกันลอกเลียนแบบไว้ถึง 67 จุด” นายฐากร กล่าว
นอกจากนี้ กสทช.จะเข้าไปสุ่มตรวจบริษัทแต่ละแห่งด้วยว่ามีการจำหน่ายกล่องเซตท็อปบ็อกซ์จริงหรือไม่ โดยกสทช.จะลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมในบางจังหวัด ว่ามีความพร้อมจำหน่าย กล่อง เซ็ท ทอป บอกซ์ ในระดับใด รวมถึงตรวจสอบโครงข่ายการให้บริการว่ามีความพร้อมหรือไม่ และระหว่างวันที่810 ต.ค.นี้ กสทช.จะประชาสัมพันธ์ขั้นตอนการใช้คูปองผ่านสื่อทีวีทุกช่อง ก่อนวันที่ 20 ต.ค. ที่จะเปิดให้ประชาชนนำคูปองไปแลกซื้อกล่องเซต ท็อป บอกซ์ได้ที่ร้านค้าล่้อง เซ็ท ทอป บอกซ์ ในพื้นที่และร้านค้าต่างๆ
ให้แก่ประชาชนจะไม่เกิดปัญหาขึ้น โดยขั้นตอนแรก ในวันที่ 10 ต.ค.นี้จะส่งมอบคูปอง เงินสด เพื่อแลกซื้อ กล่อง เซ็ท ทอป บอกซ์ จำนวน 4.64 ล้านใบให้แก่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย เพื่อแจกให้แก่ประชาชนจำนวน 21 จังหวัด
พร้อมกันนี้ ในวันที่ 8 ต.ค.นี้จะมีการสาธิตวิธีการใช้คูปอง เพื่อสร้างความเข้าใจให้แก่ประชาชนที่ กสทช. รวมทั้งจะมีการถ่ายทอดสดผ่านฟรีทีวีด้วย ส่วนในวันที่ 10 ต.ค.นี้ จะมีการทำประชาสัมพันธ์ขั้นตอนการใช้คูปอง ทีวี ดิจิตอล ผ่านสื่อฟรีทีวีในทุกช่อง
สำหรับ 42 บริษัทที่ได้รับใบอนุญาตขายกล่องเซตท็อปบ็อกซ์ หากจำนวน 42 บริษัทจาก กสทช. นั้น ไม่อนุญาตให้มีการหลอกหลวงการขายกล่องเซ็ท ทอป บอกซ์ หรือ ไม่ได้ขายกล่องจริงๆ แต่เก็บคูปองเงินสดไว้ กสทช.จะดำเนินการสั่งให้หยุดขายกล่องเซตท็อปบ็อกซ์ทันที และถือว่ามีความผิดทางอาญาและเป็นการฉ้อโกงประชาชน
ขณะที่ ในวันที่ 1 ต.ค.ที่ผ่านมา สำนักงาน กสทช. ได้จัดประชุมชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจกับผู้ประกอบการจำนวน 42 บริษัทที่ผ่านคุณสมบัติเข้าร่วมโครงการสนับสนุนประชาชนในการเปลี่ยนผ่านไปสู่การรับชมโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอล เพื่อให้ผู้ประกอบการมีความเข้าใจตรงกัน และจะดำเนินคดีทางกฎหมายอย่างสูงสุดกับผู้ที่ทำการทุจริต
นายฐากร กล่าวถึง กรณีช่อง 3 ว่า ในวันที่ 30 ก.ย.ที่ผ่านมา สำนักงาน กสทช.ได้ส่งหนังสือไปยัง บริษัท บีอีซี มัลติมีเดีย เจ้าของช่อง 33 เอชดี เรื่องการออกอากาศคู่ขนานของช่อง 3 อนาล็อค ให้ส่งผังรายการออกอากาศคู่ขนานมาให้ สำนักงาน กสทช.พิจารณา หากส่งมาให้เร็ว ก็จะเสนอให้ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) พิจารณาภายในวันจันทร์ที่ 6 ต.ค.นี้
อย่างไรก็ตาม ในกรณีช่ิอง 3 เชื่อมั่นว่าจะสามารถหารือเพื่อให้ได้ข้อสรุปในเรื่องดังกล่าวได้ในเร็วๆ นี้ ก่อนวันที่ 11 ต.ค.นี้ เชื่อมั่นใจว่าจะไม่เกิดปัญหาช่อง 3 จอดำอย่างแน่นอน และหากได้ข้อสรุปในเรื่องช่อง 3 จาก คณะกรรมการ กสท.แล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นต้องนำเข้าสู่การพิจารณาของ คณะกรรมการ กสทช.
เมื่อวันที่ 1 ต.ค.ที่ผ่านมา นายสุพรรณ เสือหาญ ทนายความจากบริษัท อาร์เอส ได้เป็นตัวแทนบริษัท อาร์เอส อินเตอร์เนชั่นแนล บรอดคาสติ้ง แอนด์สปอร์ต แมเนจเม้นท์ หรืออาร์เอสบีเอส เข้ายื่นฟ้องคดีอาญา พ.อ.นที ศุกลรัตน์ ประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ (กสท.) ที่ศาลอาญา รัชดาภิเษก กรุงเทพฯ เนื่องจากบริษัทไม่ได้รับความเป็นธรรมตามประกาศ รายการโทรทัศน์สำคัญที่ให้เผยแพร่ได้เฉพาะบริการโทรทัศน์ที่เป็นการทั่วไป หรือกฎมัสต์แครี ในกรณีถ่ายทอดฟุตบอลโลก 2014 ที่ผ่านมา
“หรือ กับกรณีการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลก 2014
ที่ผ่านมา อาร์เอสบีเอส ได้ยื่นขอความเป็นธรรมจากศาลปกครองสูงสุดและได้รับการพิจารณาแล้วว่า เป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเป็นการรับทราบโดยทั่วกันอยู่แล้ว ทำให้ อาร์เอสบีเอส บริษัทจำเป็นต้องร้องขอความเป็นธรรมจากศาล เพื่อเอาผิดจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ และเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างและเกิดการกระทำเช่นนี้อีก” นายสุพรรณ กล่าว
นอกจากนี้ ยังถือเป็นการสร้างบรรทัดฐานให้กับเจ้าหน้าที่รัฐต้องบังคับใช้กฎหมายด้วยความเป็นธรรม เสมอภาค และรับผิดชอบต่อสิ่งที่ได้กระทำไป ซึ่งการกระทำดังกล่าวทำให้ อาร์เอสบีเอสได้รับความเสียหายและได้รับความเดือดร้อนทั้งในแง่ของทรัพย์สิน ชื่อเสียงและเวลาในฐานะเจ้าของลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2014 ที่ต้องใช้เวลาต่อสู้เพื่อให้ได้รับความเป็นธรรม ซึ่งหลังจากนี้จะเป็นกระบวนการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป
นายสุพรรณ หาญเสือ ทนายความจากบริษัท อาร์เอส กล่าวว่า ศาลจะนัดไต่สวนคดีอีกครั้งในวันที่ 1 ธ.ค.ที่จะถึงนี้เวลา 09.00 น. หลังจากนั้นคงต้องรอศาลตัดสินถึงการปฏิบัติหน้าที่ที่ไม่เป็นธรรมของ พ.อ.นที ศุกลรัตน์ ซึ่งปัจจัยที่ทำให้ฟ้อง พ.อ.นที คนเดียว เพราะพ.อ.นที เป็นผู้ริเริ่มการออกกฎดังกล่าว
สาเหตุที่ทำให้ อาร์เอสบีเอส ฟ้องร้องครั้งนี้ เพราะกสท.อนุญาตให้การแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ 2014 สามารถออกอากาศได้ตามกฎมัสต์แฮฟ แต่กลับให้บริษัท ทรูวิชั่นส์ นำไปออกอากาศ ทั้งที่เป็นระบบบอกรับสมาชิก ซึ่งชนิดกีฬาดังกล่าวอยู่ใน 7 ชนิดกีฬาต้องอยู่ภายใต้กฎมัสต์แฮฟ ประกอบด้วย 1.ฟุตบอลโลก 2.ซีเกมส์ 3.เอเชียนเกมส์ 4.เอเซียนพาราเกมส์ 5.อาเซียนพาราเกมส์ 6.กีฬาโอลิมปิกและ7.พาราลิมปิกเกมส์







