
ดีเอสไอระดมพลังปราบการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา
ดีเอสไอระดมพลังปราบการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา หลังถูกสหรัฐประกาศเป็น หนึ่งใน 12 ประเทศที่ติดบัญชีประเทศที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษ
ดีเอสไอระดมพลังปราบการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา หลังถูกสหรัฐประกาศเป็น หนึ่งใน 12 ประเทศที่ติดบัญชีประเทศที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษ
นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวว่า ปัจจุบันปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศไทยมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยประเทศไทยได้ขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งจำหน่ายและผลิตสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งสถานการณ์ในการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของไทย ถูกจับตามองจากสำนักงานผู้แทนทางการค้าสหรัฐอเมริกา หรือ ยูเอสทีอาร์ ประกาศให้ไทยเป็นหนึ่งใน 12 ประเทศคู่ค้าที่ติดบัญชีประเทศที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษ หรือ พีดับบลิวแอล (Priority Watch List) ในปี2552 ซึ่งถือเป็นระดับของการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่รุนแรงและส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศอย่างกว้างขวาง
ทั้งนี้รัฐบาลได้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว จึงได้กำหนดให้มีคณะกรรมการนโยบายทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และได้กำหนดยุทธศาสตร์ในการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา 5 ยุทธศาสตร์ คือ 1.บูรณาการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อให้การป้องกันและปราบปราม เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จริงจัง ต่อเนื่อง 2. ดำเนินกระบวนการทางกฎหมายกับผู้ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญญาอย่างรวดเร็ว และนำกฏหมายที่เกี่ยวข้องทุกฉบับมาใช้ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด 3.พัฒนากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ให้สามารถใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทันสมัย เท่าทันเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป ตลอดจนเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา
4. พัฒนาปรับปรุงและบูรณาการระบบข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อให้สามารถติดตามและประเมินผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ5 ร่วมมือกับต่างประเทศในการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของไทยในต่างประเทศ และป้องกันไม่ให้มีการส่งสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาจากต่างประเทศเข้ามาไทย
ด้านพ.ต.อ.ประเวศน์ มูลประมุข ผู้บัญชาการสำนักคดีทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า ในฐานะที่กรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นหน่วยงานกลางในการบังคับใช้กฎหมายและแก้ไขปัญหาอาชญากรรมพิเศษ โดยเฉพาะสำนักคดีทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งมีหน้าที่ป้องกันและปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับคดีทรัพย์สินทางปัญญาจึงได้กำหนดนโยบายของสำนักคดีทรัพย์สินทางปัญญาไว้ 5 ด้าน คือ 1. บูรณาการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อให้การป้องกันและปราบปราม เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จริงจัง ต่อเนื่อง 2. ดำเนินกระบวนการทางกฎหมายกับผู้ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญญาอย่างรวดเร็ว และนำกฏหมายที่เกี่ยวข้องทุกฉบับมาใช้ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด 3. พัฒนาบุคลากร โครงสร้าง มาตรฐานและองค์ความรุ้เพื่อเป็นผู้นำหลักในการป้องกันปราบปรามและควบคุมอาชญากรรมทรัพย์สินทางปัญญา 4. พัฒนาปรับปรุงและบูรณาการระบบข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อให้สามารถติดตามและประเมินผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ 5. ร่วมมือกับต่างประเทศในการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของไทยในต่างประเทศ และป้องกันไม่ให้มีการส่งสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาจากต่างประเทศเข้ามาไทย
จากการดำเนินงานที่ผ่านมาได้พบปัญหาและอุปสรรคหลายประการ อาทิ เรื่องข้อจำกัดในการดำเนินคดีต้องมีมูลค่าความเสียหายตั้งแต่ 5แสนบาทขึ้นไป การบูรณาการแลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกันระหว่างหน่วยงานของรัฐและเอกชนขาดต่อเนื่อง รวมทั้ง งบประมาณในการบูรณาการระหว่างหน่วยงานและอาชญากรมีการพัฒนารูปแบบการกระทำความผิดที่ซับซ้อนเพื่อให้พ้นผิดตามข้อกฎหมายที่บัญญัติไว้มีกระบวนการทำงานในรูปแบบเครือข่าย และวงจรของการกระทำผิดโดยเชื่อมโยงกับผู้มีอิทธิผล
นอกจากนี้ สำนักคดีทรัพย์สินทางปัญญา กรมสอบสวนคดีพิเศษ จึงได้จัดประชุมเสวนาเพื่อประสานความร่วมมือทางด้านทรัพย์สินทางปัญญา ระหว่างหน่วยงานของภาครัฐ และเอกชน ในวันศุกร์ที่ 4 มิถุนายน 2553 ระหว่างเวลา ๐๘.๐๐ – ๑๒.๐๐ น. ณ โรงแรมรามาการ์เด้น วิภาวดีรังสิต เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในประเทศไทย แนวคิด พัฒนาการและแนวทางในการแก้ไขปัญหา รวมทั้งประสานความร่วมมือทางด้านทรัพย์สินทางปัญญา ระหว่างหน่วยงานของภาครัฐ เอกชน เพื่อแลกเปลี่ยน ความรู้ ความคิดเห็น และนำข้อสรุปที่ได้ไปพัฒนาหรือเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏบัติงาน โดยมี นายวิศิษฐ์ วิศิษฐ์สรอรรถ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุม







