posttoday
การปฏิรูป : องค์กรปฏิรูปแห่งชาติ

การปฏิรูป : องค์กรปฏิรูปแห่งชาติ

01 ตุลาคม 2557

จากนี้ไปเราคงได้เห็นบทบาทของสภาปฏิรูปแห่งชาติที่กำลังขับเคลื่อนการปฏิรูปทั้ง 11 ด้าน ตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 และบทบาทสำคัญของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวร โดยมีเงื่อนเวลาในการทำงานจากนี้ไปประมาณ 1 ปี เพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และการจัดวางโครงสร้างทางการเมืองใหม่ การเข้าสู่อำนาจรัฐ การใช้อำนาจรัฐ และการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐรวมถึงการกระจายอำนาจและอื่นๆ ก็ต้องดูผลผลิตของ สปช. อย่างไรก็ดีเพื่อความยั่งยืนแห่งการปฏิรูปทั้งปวงจึงควรพินิจการเมือง ดังนี้

จากนี้ไปเราคงได้เห็นบทบาทของสภาปฏิรูปแห่งชาติที่กำลังขับเคลื่อนการปฏิรูปทั้ง 11 ด้าน ตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 และบทบาทสำคัญของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวร โดยมีเงื่อนเวลาในการทำงานจากนี้ไปประมาณ 1 ปี เพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และการจัดวางโครงสร้างทางการเมืองใหม่ การเข้าสู่อำนาจรัฐ การใช้อำนาจรัฐ และการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐรวมถึงการกระจายอำนาจและอื่นๆ ก็ต้องดูผลผลิตของ สปช. อย่างไรก็ดีเพื่อความยั่งยืนแห่งการปฏิรูปทั้งปวงจึงควรพินิจการเมือง ดังนี้

1.ความสำเร็จของการปฏิรูปในเชิงกระบวนการจะต้องมีการสร้างความชอบธรรมทางการเมืองที่ประกอบด้วย 5 สถาบันหลักในการดำเนินงานอย่างเป็นเอกภาพ ได้แก่ คสช. สนช. สปช. ครม. และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่สำคัญที่สุดคือ ประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยมีความรู้ความเข้าใจและยินยอมที่จะปฏิรูปประเทศอย่างจริงจัง

2.ขอเสนอให้มี “องค์กรปฏิรูปแห่งชาติ” เพื่อที่จะทำหน้าที่บูรณาการองค์กรทั้ง 5 ข้างต้น และมีภารกิจในเชิงกระบวนการปฏิรูป ได้แก่ การสร้างเครือข่ายภาคประชาสังคม การประชาพิจารณ์ และการรับฟังความคิดเห็น การรวบรวมสังเคราะห์ข้อมูลเชิงวิชาการที่สมบูรณ์ และการติดตามตรวจสอบการปฏิรูปทั้ง 11 ด้าน ในระยะแรก ระยะกลาง และในระยะสุดท้าย (ต้องมีแผนปฏิบัติการการปฏิรูปทั้ง 11 ด้าน อย่างชัดเจน)

โดยวิธีการดำเนินงาน “องค์กรปฏิรูปแห่งชาติ” ควรจะมีองค์ประกอบสำคัญ 2 ส่วน ได้แก่ 1.ส่วนบน ควรเป็นคณะกรรมการอันประกอบไปด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ (อาจจะใช้บุคคลที่เป็นคณะกรรมการสรรหา สปช.ทั้ง 11 ด้าน มีจำนวนไม่ควรเกิน 50 คน) ทำหน้าที่ติดตามกำกับตรวจสอบการปฏิรูปเป็นระยะๆ แล้วรายงานปัญหาและอุปสรรคต่อสภานิติบัญญัติ คณะรัฐมนตรี และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เรียกว่า “คณะกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิรูป”

2.ส่วนล่าง ควรเป็นบุคคลที่ไม่ได้รับการคัดเลือกเป็น สปช.ทั้ง 11 ด้าน และ สปช.ทั้ง 77 จังหวัด เรียกว่า “สมาชิกสมัชชาปฏิรูป” (มีจำนวนประมาณ 7,000 คน ครอบคลุมทั้งประเทศ) อาจจัดโครงสร้างออกเป็น 2 ระดับ ได้แก่ สมัชชาปฏิรูปทั้ง 11 ด้าน (สมาชิกได้แก่ บุคคลที่ไม่ได้รับการสรรหาเป็น สปช.ทั้ง 11 ด้าน) เรียกว่า “สมาชิกสมัชชาปฏิรูปด้าน...” อาทิ สมัชชาปฏิรูปด้านการเมือง สมัชชาปฏิรูปด้านสังคม เป็นต้น

โดยสมัชชาดังกล่าวเน้นการทำงานเฉพาะด้านทั้ง 11 ด้าน ให้มีการเลือกประธานสภา รองประธานสภากันเอง ให้มีอำนาจหน้าที่ในการรองรับสนับสนุนการปฏิรูปทั้ง 11 ด้าน โดยคำนึงถึงการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นและการให้ข้อเสนอแนะ รวบรวมให้กับ สปช.อย่างมีประสิทธิผล สมัชชาปฏิรูปประจำจังหวัด ได้แก่ บุคคลที่ไม่ได้รับการสรรหาเป็น สปช.แต่ละจังหวัด เรียกว่า “สมาชิกสมัชชาปฏิรูปประจำจังหวัด”

มีหน้าที่สำคัญในการเป็นแกนนำระดับจังหวัด เพื่อให้รองรับ สนับสนุน การจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นระดับจังหวัด ทำหน้าที่ประสานงานและรวบรวมข้อเสนอแนะการปฏิรูปส่งมอบให้กับ สปช.ต่อไป อนึ่งหากต้องการให้บุคคลที่ได้รับการสรรหาในแต่ละด้าน ด้านละ 50 คน เท่ากับ 550 คน และจังหวัดละ 5 คน 77 จังหวัด เท่ากับ 385 คน รวมทั้งสิ้น 935 คน

อาจเสนอแต่งตั้งให้เป็นอนุกรรมการการปฏิรูปแห่งชาติ มีอำนาจหน้าที่ร่วมประชุม กำหนดประเด็น ข้อเสนอต่างๆ ตาม 11 ประเด็น ร่วมกับ สปช. โดยการสร้างการมีส่วนร่วมรับฟังความคิดเห็นทั่วไป ดำเนินการโดยสำนักงานเลขาธิการ “องค์กรปฏิรูปแห่งชาติ” (อาจใช้เจ้าหน้าที่จากสำนักงานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญและมีทักษะการจัดประชุมสัมมนาจับประเด็นได้อย่างมีประสิทธิภาพ และขณะนี้มีเจ้าหน้าที่รองรับประมาณ 200 คน รวมทั้งได้มีการจัดสรรงบประมาณไว้เบื้องต้น)

ขณะเดียวกันให้มีศูนย์ประสานงานระดับจังหวัดร่วมกับ กอ.รมน. โดย คสช.อาจให้ กอ.รมน.จังหวัด ทำหน้าที่ประสานงานกับฝ่ายเลขาธิการ “องค์กรปฏิรูปแห่งชาติ” โดยออกคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี รองรับ สนับสนุน เพื่อให้การปฏิรูปครั้งนี้สำเร็จด้วยดี

3.“องค์กรปฏิรูปแห่งชาติ” ต้องเป็นหน่วยงานหลักในการบังคับวิถีแห่งการปฏิรูปทั้งปวง โดยสมควรที่จะต้องบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับถาวรต่อไป ให้มีไว้เพื่อดำเนินการปฏิรูปให้แล้วเสร็จ โดยใช้สำนักงานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติบูรณาการเป็นหน่วยงานอิสระใหม่ที่ตอบโจทย์แห่งการปฏิรูปทั้งปวง

จัดระเบียบการมีส่วนร่วมทางการเมืองที่ทำให้เกิดวัฒนธรรมทางการเมืองที่เอื้อต่อการปกครองของไทยอย่างแท้จริง “องค์กรปฏิรูปแห่งชาติ” มีการดำเนินงาน 2 ระยะ ได้แก่ 1.ระยะดำเนินงานในช่วงระหว่างการปฏิรูป ได้แก่ การทำงานร่วมกันอย่างมีเอกภาพของ คสช. ครม. สนช. สปช. และคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยมีสมัชชาปฏิรูปแต่ละด้าน และสมัชชาปฏิรูปประจำจังหวัด เป็นแนวร่วมการปฏิรูปทั้งปวง

2.ระยะดำเนินงานภายหลังการมีรัฐธรรมนูญฉบับถาวร โดยให้ “องค์กรปฏิรูปแห่งชาติ” เป็นหน่วยงานอิสระที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับถาวรอย่างชัดเจน มีอำนาจหน้าที่ในการสานต่อภารกิจการปฏิรูปทั้งปวงให้เป็นรูปธรรม และให้จัดทำแผนงาน โครงการที่เกี่ยวเนื่องกับการปฏิรูปทั้ง 11 ด้านอย่างชัดเจน รวมถึงการติดตามและประเมินผล การปรับปรุงและถอดบทเรียนของการปฏิรูปดังกล่าว

ที่สำคัญคือ การมีอำนาจพิเศษในการบังคับวิถีตามแนวทางการปฏิรูปดังกล่าว โดยการจัดการแบบนี้หากเปรียบเทียบกับการรัฐประหารปี 2549 ที่จัดให้มีการประชามติรับรองรัฐธรรมนูญ 2550 แต่เมื่อมีการเลือกตั้งและเปลี่ยนผ่านอำนาจจากกลุ่มทหารสู่นักการเมืองอาชีพจะเห็นได้ว่า “ไม่สามารถตอบโจทย์การปฏิรูปได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล” นั่นหมายถึงการไม่บังคับวิถีทางใดๆ ให้การปฏิรูปเป็นไปตามเจตนารมณ์แห่งกฎหมายได้ ดังนั้นจึงน่าทดลองให้มีองค์กรปฏิรูปแห่งชาติข้างต้น เผื่อจะมีแสงสว่างแห่งการปฏิรูปที่ปลายอุโมงค์

ข่าวล่าสุด

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69