posttoday
ส่งออกไทยตกม้าตายดึงเศรษฐกิจติดหล่ม

ส่งออกไทยตกม้าตายดึงเศรษฐกิจติดหล่ม

01 ตุลาคม 2557

ถึงตอนนี้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องยอมรับกันให้ได้ว่า เศรษฐกิจโดยรวมของไทยกำลังเข้าสู่ภาวะซบเซาอย่างหนัก

โดย...อรวรรณ จันทร์ธิวัตรกุล

ถึงตอนนี้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องยอมรับกันให้ได้ว่า เศรษฐกิจโดยรวมของไทยกำลังเข้าสู่ภาวะซบเซาอย่างหนัก

เห็นได้ชัดจากดัชนีโดยรวมพาเหรดกันหัวทิ่มหัวตำไปถ้วนหน้า ภาษีมูลค่าเพิ่มที่สะท้อนกำลังซื้อในประเทศติดลบมาต่อเนื่องหลายเดือนแล้ว

ภาษีแวตที่เก็บจากการนำเข้าสินค้าและวัตถุดิบติดลบหนักอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนและติดต่อกันหลายเดือนแล้ว

ภาคการท่องเที่ยวที่น่าจะเป็นรายได้เสริมก็ไม่แตกต่างกันนัก ตัวเลขนักท่องเที่ยวและรายได้พลาดเป้าไปหมด

ครั้นจะมาหวังภาคการส่งออกที่เป็นเสมือนหัวรถจักรหลักที่เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เนื่องจากมีสัดส่วนในการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ 60-65% ก็บอกได้คำเดียวว่า หมดหวัง

เนื่องจากตัวเลขการส่งออกในเดือน ส.ค. 2557 ที่ทำได้ 18,943.3 ล้านเหรียญสหรัฐนั้น ถือว่าลดลงถึง 7.4% ติดลบสูงสุดในรอบ 32 เดือน นับตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2554 ที่การส่งออกลดลง 8.15% เป็นข่าวร้ายมากสุดในขณะนี้

ยิ่งเมื่อพิจารณาจากปริมาณการส่งออกของไทยในห้วง 8 เดือนที่ผ่านมา จะพบว่าไทยสามารถส่งออกไปได้แค่ 4,843,756 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2556 6.6% แต่เมื่อคิดเป็นเงินเหรียญสหรัฐ กลับพบว่ามีมูลค่าส่งออก150,543.9 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 1.4%

นั่นเท่ากับว่า รายได้จากการส่งออกของไทยเฉลี่ยแค่เดือนละ 18,817.98 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงจากปกติที่ต้องทำได้ไม่น้อยกว่าเดือนละ 1.952 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ

ในด้านการรบ สะท้อนว่าทัพหน้าในการทำมาหาได้ขายสินค้านำเงินมาหล่อเลี้ยงระบบเศรษฐกิจประเทศพ่ายคู่แข่งกระเจิง

ภาคการส่งออกที่จะป็นความหวังเดียวในการผลักดันเศรษฐกิจให้ขยายตัวได้ตามเป้าหมาย กลับต้องตกม้าตายจากภาวะเศรษฐกิจโลกไม่ฟื้นตัวดังที่คาดหวังไว้

กฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ระบุว่า ผลที่ตามมาคือการขยายตัวจีดีพีไทยปีนี้มีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าเป้าหมาย จากที่ สศค.ได้เคยประเมินไว้ 2% เนื่องจากฐานการส่งออกที่เคยคาดว่าจะขยายตัว 1.5% ล่าสุดอาจจะขยายตัวได้ไม่ถึง 1% และจากเครื่องชี้เศรษฐกิจไทยในเดือน ส.ค. ที่มีแนวโน้มชะลอตัว ทั้งการส่งออก การบริโภค และการลงทุนภาคเอกชน จึงประเมินว่าจีดีพีปีนี้มีแนวโน้มขยายตัว 1.62%

การคาดการณ์ของ สศค.ไม่ได้ผิดพลาดไปจากความจริงนัก เพราะขนาดกระทรวงพาณิชย์ก็ออกมายอมรับว่า การส่งออกไทยทั้งปีนี้จะไม่ถึงเป้าหมายที่กำหนดไว้ 3.5%

“เดิมทีเราคาดว่าเศรษฐกิจโลกและประเทศคู่ค้าหลักๆ จะกลับมาฟื้นตัวเร็ว แต่กลับฟื้นตัวช้า ประกอบกับแนวโน้มการลงทุนทองคำชะลอตัวลง ทำให้การส่งออกไทยในเดือน ส.ค. ปรับตัวลดลงมาก แต่ก็ยังคาดหวังว่าการส่งออกปีนี้จะขยายตัวได้ 0.51%” นันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าว

แต่นั่นเป็นเพียงความคาดหวัง ท่ามกลางสัญญาณร้ายของคนทำงานเท่านั้น

แต่ในความจริงแล้ว ตัวเลขการส่งออกในช่วง 8 เดือน ซึ่งมีมูลค่า 1.5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ติดลบ 1.36% นั้น พบว่าตลาดศักยภาพสูงและศักยภาพรอง ซึ่งเป็นความหวังต่อการผลักดันส่งออกที่จะไปทดแทนตลาดหลักทั้งสหรัฐ ยุโรป มีสัดส่วนต่อการส่งออกลดลงทุกปี

ตลาดอาเซียนที่เป็นตลาดหลักของไทยมีสัดส่วนในการส่งออกร่วม 2627% ปรากฏว่าในช่วง 8 เดือน ปริมาณการส่งออกลดลง 2.5% ตลาดจีนลดลง 5.4% ฮ่องกงลดลง 4.8% ทวีปออสเตรเลียลดลง 18% ละตินอเมริกาลดลง 5.2% แคนาดาลดลง 3.5%

ขณะที่ตลาดหลักสำคัญคือ ญี่ปุ่น ปรากฏว่าการส่งออก 8 เดือน ลดลง 1.6%

มีแต่ตลาดสหรัฐเพิ่มขึ้น 2.6% และสหภาพยุโรปเพิ่มขึ้น 6% แต่ทั้งสองตลาดกลับมีสัดส่วนการส่งออกของไทยอยู่เพียงตลาดละ 9-10% ปริมาณการส่งออกแค่ 6.56-7.5 แสนล้านบาท/ปีเท่านั้น

กำลังซื้อของคู่ค้าทั่วโลกชะลอตัวลง กำลังเป็นภาวะคุกคามต่อเศรษฐกิจของไทย

ยิ่งเมื่อพิจารณาสินค้าส่งออกก็ยิ่งต้องหาทางรับมือกันแต่เนิ่นๆ เนื่องจากสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรลดลง 3.3% สินค้าที่ส่งออกลดลง เช่น ยางพาราลด 20% น้ำตาลลด 22.4% เป็นผลมาจากราคายางและน้ำตาลในตลาดโลกปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง

การส่งออกสินค้าเกษตรนั้น ต้องยอมรับว่าไทยยังคงต้องพึ่งพาตลาดโลก มูลค่าการส่งออกสินค้าในกลุ่มนี้จึงเคลื่อนไหวตามทิศทางราคาซื้อขาย แม้ว่าไทยจะสามารถรักษาปริมาณส่งออกเท่าเดิม แต่หากราคาสินค้าในตลาดโลกปรับตัวลดลง มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรจะปรับตัวลดลงตามไปด้วย

ด้านสินค้าอุตสาหกรรม พบว่าขยายตัวเพิ่มขึ้น 0.5% แต่หากแยกเป็นรายการสินค้าส่งออกที่มีสัดส่วนต่อการส่งออกไทยในภาพรวม เช่น กลุ่มเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า และกลุ่มยานยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ซึ่งทั้ง 3 กลุ่มมีสัดส่วนต่อการส่งออกไทยเกือบ 40% พบว่าการส่งออกกลุ่มเครื่องอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้น 3.6% กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าเพิ่ม 1.8% กลุ่มยานยนต์และส่วนประกอบเพิ่ม 0.5%

อย่างไรก็ดี ต้องยอมรับว่าศักยภาพการส่งออกสินค้าในกลุ่มเหล่านี้ถดถอยลงทุกปี จากเดิมที่เคยขยายตัวมากกว่า 10% ในช่วง 35 ปีที่ผ่านมา ปัจจุบันการขยายตัวเหลือเพียงตัวเลขหลักเดียว จากการเปลี่ยนถ่ายเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว และการย้ายฐานผลิตไปยังประเทศที่มีกำลังซื้อภายในรองรับฐานการผลิต โดยเฉพาะกลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน ซึ่งเป็นการลงทุนจากกลุ่มทุนต่างชาติได้มีการย้ายฐานลงทุนจากไทยไปอินโดนีเซีย เพื่อรองรับกำลังซื้อภายในตลาดอินโดนีเซีย

ส่วนกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า ได้ย้ายฐานการผลิตไปประเทศในอาเซียนอื่น เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย เนื่องจากปัจจัยค่าแรงที่จูงใจกว่าไทย

ส่วนสินค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ขยายตัวลดลงที่น่าสนใจคือ ทองคำยังไม่ขึ้นรูปที่เคยเป็นพระเอก ตอนนี้ลด 6.8% จากสาเหตุราคาทองคำในตลาดโลกปรับตัวลดลง ทำให้มีการชะลอส่งออกไว้ก่อน วัสดุก่อสร้างลดลง 16.2% ผลิตภัณฑ์ยางลด 6.2% จากทิศทางราคายางในตลาดโลกตกต่ำ

ด้านการนำเข้าในกลุ่มสินค้าทุนที่สะท้อนถึงการขยายตัวสต๊อกหรือการวางแผนเพิ่มกำลังการผลิต กลับพบว่าในช่วง 8 เดือน ยังคงนำเข้าลดลง 11.5% กลุ่มเครื่องจักรกลและส่วนประกอบลด 8.9% เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบลด 3.3% เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบลด 13.7% กลุ่มวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปนำเข้าลดลง 17.8%

นับเป็นสัญญาณร้ายต่อการส่งออกไทยในปี 2558 เพราะสินค้าทุนและวัตถุดิบจะต้องมีการวางแผนนำเข้าเพื่อนำมาผลิตสินค้าส่งออกใน 36 เดือนข้างหน้า

ความเปราะบางของเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ฟื้นตัวในปีนี้ ประกอบกับการนำเข้าสินค้าทุนเพื่อนำมาผลิตสินค้าส่งออก ทิศทางการส่งออกสินค้าไทยในช่วงโค้งสุดท้ายจึงไม่น่าจะมีปาฏิหาริย์ที่ทำให้ตัวเลขการส่งออกกลับมาพลิกฟื้นอย่างรวดเร็ว

แม้กระทรวงพาณิชย์จะคาดหวังกำลังซื้อในไตรมาส 4 ซึ่งเป็นไตรมาสสุดท้ายที่จะเป็นวัฏจักรของการนำเข้าสินค้าจากประเทศต่างๆ รองรับเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ อาจไม่เพียงพอต่อกำลังซื้อที่หดตัวต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้นปี

ขณะที่การวางแผนของภาครัฐในการปรับโครงสร้างส่งออกไทย โดยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้กับภาคเอกชนที่เป็นตัวขับเคลื่อนการส่งออกในระยะยาว กลับไม่มียุทธศาสตร์ชัดเจน จากปัญหาความวุ่นวายภายในประเทศในช่วงที่ผ่านมา และแม้ว่าภาครัฐจะมีการอัดกิจกรรมลงไปในตลาดเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อกำลังซื้อหด การทุ่มงบเพื่อกิจกรรมทางการตลาดจึงไม่เข้าเป้าอย่างที่วางไว้

หากจะผลักดันให้การส่งออกเติบโตในระดับ 0.51% นั่นหมายความว่า การส่งออกในช่วงเดือนที่เหลือจะต้องทำให้ได้ 1.92 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เป็นอย่างต่ำ ซึ่งดูเลือนรางเต็มที

โมเดลในการพัฒนาใหม่น่าจะมีองค์ประกอบ 3 ประการคือ หนึ่ง การสร้างขีดความสามารถทางเทคโนโลยีของ

ผู้ประกอบการไทย

สอง การใช้ประโยชน์จากความเชื่อมโยงภายในภูมิภาคและการสร้างความสมดุลระหว่างตลาดส่งออกในระดับโลก ระดับภูมิภาค และกำลังซื้อในประเทศในระยะยาว

สาม การเพิ่มผลิตภาพ (productivity) ของแรงงานและปรับค่าตอบแทนของแรงงานให้เหมาะสม ควบคู่ไปกับการรักษาสภาพแวดล้อม

การใช้ประโยชน์จากความเชื่อมโยง

ภายในภูมิภาค (utilizing connectivity) เพื่อลดอุปสรรคทางการค้าทัง้ ที่เกิดจากมาตรการด้านภาษี

ศุลกากรและมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีศุลกากร ตลอดจนเพื่อเพิ่มโอกาสทางการตลาด เรียนรู้เทคโนโลยี

การผลิตที่ทันสมัย และเพิ่มทักษะความรู้ให้แก่แรงงานในภาคอุตสาหกรรม ผ่านโครงการความ

ร่วมมือต่างๆ

iv

ในด้านการใช้ประโยชน์จากความเชื่อมโยงในภูมิภาคเพื่อลดอุปสรรคทางการค้าที่เกิดจาก

มาตรการด้านภาษีศุลกากร (ดูรายละเอียดได้ในบทที่ 2 และ 3) การศึกษาพบว่า ในปี 2555

ความตกลง FTA จำนวน10 ฉบับกับประเทศคู่ค้าจำนวน 15 ประเทศ ช่วยให้สินค้าส่งออกของไทย

โดยภาพรวมมีภาระด้านภาษีศุลกากรลดลงประมาณร้อยละ 3.0 และช่วยให้วัตถุดิบและสินค้านำเข้า

จากประเทศคู่ค้าโดยภาพรวมลดลงร้อยละ 3.1 เมื่อคิดเป็นมูลค่าเงิน ในด้านส่งออก ผู้นำเข้าใน

ประเทศภาคีประหยัดเงินค่าภาษีศุลกากรไปได้รวมทั้งหมดประมาณ 1.2 แสนล้านบาท ในขณะที่

ด้านนำเข้า ผู้นำเข้าในไทยประหยัดได้ประมาณ 9 หมื่นล้านบาท อย่างไรก็ตาม การใช้ประโยชน์จาก

ความตกลง FTA ทัง้ ภาคส่งออกและนำเข้ายังไม่เต็มที่ โดยอัตราการใช้สิทธิประโยชน์ในด้านส่งออก

และนำเข้าอยู่ที่ร้อยละ 49 และ 52 ตามลำดับ ทำให้ยังมีผลประโยชน์ที่ “ยังตกหล่นอยู่” รวม 1.9

แสนล้านบาท

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง