
ชาวบ้านไส้แห้ง
บริโภคติดลบการผลิตหดเดือนที่17ธปท.คาดเศรษฐกิจปีนี้โตได้แค่1.5ครม.เคาะมาตรการกระตุ้นศก.วันนี้
บริโภคติดลบการผลิตหดเดือนที่17ธปท.คาดเศรษฐกิจปีนี้โตได้แค่1.5ครม.เคาะมาตรการกระตุ้นศก.วันนี้
ธปท.ห่วงบริโภคส่งออกหด กดจีดีพีปีนี้โตต่ำ 1.5% มาตรการกระตุ้นส่งผลปีหน้า
นางรุ่ง มัลลิกะมาส ผู้อำนวยการอาวุโส สายนโยบายเศรษฐกิจการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยภาวะเศรษฐกิจเดือน ส.ค. ชะลอตัวลงเล็กน้อย มาจากการบริโภคภาคเอกชนขยายตัวติดลบ 0.2% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าที่เพิ่มขึ้น 1% ขณะที่การลงทุนขยายตัวติดลบ 1.2% ลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าที่ติดลบเพียง 0.5%
นอกจากนี้ แรงกระตุ้นเศรษฐกิจ จากการใช้จ่ายภาครัฐยังแผ่วลง การเบิกจ่ายล่าช้า ด้านการส่งออกลดลงเพราะเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้ายังไม่ฟื้นตัวดี โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทยยังขยายตัวได้น้อยกว่าคู่แข่ง
“ธปท.ยังมองเศรษฐกิจปีนี้โตที่ระดับ 1.5% แต่ยอมรับว่ามีโอกาสที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) จะต่ำกว่าที่คาด เศรษฐกิจเคยคิดว่าจะโตในลักษณะรูปตัววี(วีเชป) ก็อาจจะไม่เป็นไปตามคาดหมาย ต้องรอดูมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลจะประกาศในเร็วๆ นี้ ว่าจะช่วยพยุงเศรษฐกิจได้แค่ไหน” นางรุ่ง กล่าว
นายสมชาย หาญหิรัญ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) กล่าวว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมเดือน ส.ค.ติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 17 โดยติดลบ 2.7% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน เป็นผลจากการบริโภคในประเทศยังชะลอตัว การส่งออก เดือนส.ค.ก็ติดลบประมาณ7% ตลาดที่ดีขึ้นมีเพียงยุโรปและญี่ปุ่น ขณะนี้ตลาดขนาดใหญ่อย่างจีนและสหรัฐฯ ยังซบเซา
นายฐากร ปิยะพันธ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อยุธยา แคปปิตอล เซอร์วิสเซส หรือกรุงศรี คอนซูมเมอร์ กล่าวว่า ขณะนี้บริษัทจับตากลุ่มลูกค้าที่มีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 5 หมื่น1 แสนบาท ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าที่ผ่อนรถคันแรกและผ่อนบ้านด้วย มีสัดส่วนหนี้สินเพิ่มขึ้นอีก 3% ภายใน 1 ปี เมื่อเทียบค่าเฉลี่ยหนี้สินกับรายได้ปกติจะอยู่ที่ 39% ถือว่าเป็นกลุ่มที่มีหนี้สูง
“ปัญหาหนี้ครัวเรือนสูง ทำให้เราอาจเข้มงวดสินเชื่อบุคคลออกไปอีก 2 ปี ช่วงปี 2558-2559 เพราะมองว่าปัญหานี้ยังไม่ผ่อนคลาย” นายฐากร กล่าวนางสาลินี วังตาล ประธานกรรมการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย(เอสเอ็มอีแบงก์) กล่าวถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจโค้งสุดท้ายในปลายปีนี้ว่า เศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้ช้าหรือเร็วน่าจะอยู่ที่ความเชื่อมั่น เพราะถ้าเชื่อมั่นคนจะกล้ายืมเงินในอนาคตมาใช้จ่าย ขณะที่ธนาคารผู้ให้กู้ก็จะเกล้าให้ยืม ซึ่งในขณะนี้ถึงเศรษฐกิจจะฟื้นช้ากว่าที่คาดไปบ้าง หรือฟื้นเป็นตัววีไม่ได้ แต่ก็ยืนยันว่าเศรษฐกิจไม่ได้ชะลอตัว
“ที่ฟื้นช้าน่าจะมาจากปัจจัยที่มาฉุดรั้ง คือ ภาคการเกษตรที่ราคาพืชผลไม่ดี มันทำให้คนในต่างจังหวัดทั่วประเทศ ไม่ใช่แค่ในกรุงเทพหรือหัวเมืองใหญ่ชะลอการจับจ่ายใช้สอยไปบ้าง ส่วนมาตรการภาครัฐที่จะมากระตุ้นยังต้องติดตามว่าจะส่งผลได้ทันปีนี้หรือไม่ ซึ่งธนาคารจะพยามกระตุ้นให้เกิดการขยายตัวมากขึ้นผ่านการให้สินเชื่อให้มากที่สุดแก่ภาคธุรกิจเอสเอ็มอีที่ขาดสภาพคล่อง เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยฟื้นตัวของเศรษฐกิจต่อไป” นางสาลินีกล่าวกรุงศรี คอนซูมเมอร์ เข้มรับมือหนี้ครัวเรือนสูง รายได้ต่ำกว่าหมื่นหมดสิทธิกู้เพิ่ม
นายฐากร ปิยะพันธ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อยุธยา แคปปิตอล เซอร์วิสเซส หรือ กรุงศรี คอนซูมเมอร์ เปิดเผยว่า บริษัทได้ปรับเงื่อนไขและเพิ่มความเข้มงวดในการพิจารณาอนุมัติบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและหนี้ครัวเรือนที่ยังสูงขึ้น จึงส่งผลช่วง 3 ไตรมาสที่ผ่านมา ยอดการอนุมัติลูกค้ารายใหม่ลดลงและไม่เป็นไปตามเป้าที่ตั้งไว้
ทั้งนี้ บริษัทจะพิจารณาจากภาระหนี้สินเดิมและพฤติกรรมการผ่อนชำระหนี้ของลูกค้าเป็นหลัก ว่าเกินกว่ากำลังความสามารถของตัวเองหรือไม่ โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่มีรายได้ต่ำกว่า 1 หมื่นบาท หรือกลุ่มบัตรกรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ ที่ไม่ได้รับการอนุมัติบัตรใหม่มาตั้งแต่ปลายปี 2556 ซึ่งปัญหาเกิดจากค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น และมีหนี้สินเดิมอยู่แล้ว ขณะที่กลุ่มที่มีรายได้ 13 หมื่นบาทต่อเดือน ก็เข้มงวดรองลงมา ส่วนกลุ่มที่มีรายได้ 3-5 หมื่นบาทต่อเดือน ไม่น่ากังวล
นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มลูกค้าที่มีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 5 หมื่นบาทถึง 1 แสนบาท ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มลูกค้าที่ผ่อนรถคันแรกและผ่อนบ้านด้วย จึงเป็นกลุ่มที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีภาระหนี้สินสูง มีสัดส่วนหนี้สินเพิ่มขึ้นอีก 3% ภายใน 1 ปี เมื่อเทียบค่าเฉลี่ยหนี้สินกับรายได้ปกติจะอยู่ที่ประมาณ 39% ทำให้ปัจจุบันลูกค้าใหม่ไม่ผ่านการอนุมัติเพิ่มขึ้น 7-10% เมื่อเทียบกับสถานการณ์ปกติที่บัตรเครดิตจะผ่านการอนุมัติ 50-55% และสินชื่อส่วนบุคคลผ่านการอนุมัติ 4045%
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือเอ็นพีแอลนั้น ปัจจุบันอยู่ที่ 1.3-1.4% เพิ่มขึ้น 0.6-0.7% ส่วนสินเชื่อส่วนบุคคลอยู่ที่ 3.4-3.5% เพิ่มขึ้น 1% ขณะที่ยอดสินเชื่อใหม่อยู่ที่ 2.6-2.7 แสนล้านบาทเติบโต 6% แต่ก็ยังต่ำกว่าเป้า โดยสิ้นปีตั้งเป้าไว้ 3.1 แสนล้านบาท ซึ่งฐานลูกค้าหลัก 75% เป็นผู้ที่รายได้ประจำ ส่วนที่เหลืออีก 25% เป็นเจ้าของธุรกิจหรือมีอาชีพอิสระ
“ปัญหาหลักไม่ใช่เรื่องเอ็นพีแอลที่เพิ่มขึ้น เพราะเรายังคุมได้อยู่ แต่ห่วงเรื่องหนี้ครัวเรือนมากกว่า ทำให้เราเริ่มเข้มงวดมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว และคาดว่าจะทำอย่างนี้ไปอีก 2 ปี หรือปี 2558-2559 เพราะมองว่ายังมีปัญหาเรื่องหนี้ครัวเรือนอยู่” นายฐากร กล่าว
อย่างไรก็ตาม ทำให้ช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี ต้องทุ่มงบประมาณด้านการตลาดถึง 1,200 ล้านบาท จากทั้งปีที่ตั้งงบไว้ 3,000 ล้านบาท เพื่อกระตุ้นยอดใช้จ่ายผ่านบัตรและสินเชื่อใหม่ในปีนี้เติบโตตามเป้า
สำหรับการประชุมคณะรัฐมนตรีในวันนี้ จะมีการนำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหญ่เข้าสู่การพิจารณาด้วย







