
รัฐบาลประยุทธ์อ่วมตั้งแต่ออกตัว
เส้นทางของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตั้งเค้าไม่ราบรื่นเสียแล้ว
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
เส้นทางของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตั้งเค้าไม่ราบรื่นเสียแล้ว เพราะเพียงแค่ออกตัวเริ่มต้นทำงานยังไม่ถึงเดือน กลับต้องเจอสารพัดมรสุมรุมเร้าจนออกอาการซวนเซ
แม้สามเดือนที่ผ่านมาในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะสามารถโชว์ผลงานใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือสะสางปัญหาที่หมักหมมจนโดนใจชาวบ้าน
ทั้งกวาดล้างมาเฟีย ปราบผู้มีอิทธิพล จัดระเบียบวินรถตู้ วินรถจักรยานยนต์ จัดระเบียบแผงลอย ปราบปรามยาเสพติด ตู้ม้า บ่อนการพนัน ไปจนถึงสะสางปัญหาเด็กแว้น นักเรียนอาชีวะตีกัน ส่งผลให้โพลออกมาคะแนนสูงปรี๊ด
ทว่านั่นเป็นบทบาทในฐานะหัวหน้าคณะปฏิวัติ แถมยังอยู่ในช่วงฮันนีมูนที่ประชาชนยังพร้อมจะให้โอกาส หากพาบ้านเมืองออกจากความขัดแย้งได้จริง
แต่ “ต้นทุน” ของ พล.อ.ประยุทธ์ และ คสช.กำลังะถูกกัดกร่อนลงไปทุกที
เริ่มตั้งแต่มรสุมลูกแรกจากปมปัญหา “ไมค์ทองคำ” ถึงขั้นส่งผลสั่นคลอนความเชื่อมั่นในตัวรัฐบาล คสช.อย่างรุนแรง โดยเฉพาะภาพลักษณ์ความซื่อสัตย์สุจริต
เมื่อการป้องกันและปราบปรามการทุจริตถือเป็นวาระสำคัญของรัฐบาลชุดนี้ แถมออกตัวว่าจะเข้ามาสะสางมะเร็งร้ายที่เกาะกินสังคมมานาน ถึงขั้นพยายามปลุกกระแสโปร่งใส ตรวจสอบได้
นี่จึงกลายเป็นงูที่ขว้างไปไม่พ้นคอตัวเอง ทั้งความเร่งรีบ รวบรัด ไม่ใช้วิธีการจัดซื้อจัดจ้างตามระบบปกติ ก่อตัวเป็นความเคลือบแคลงถึงการใช้เงินจากภาษีประชาชน
ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องความ “คุ้มค่า” หรือ “พอเพียง” กับภารกิจของ ครม.ที่จะต้องใช้ไมโครโฟนจอสัมผัสพร้อมระบบมัลติมีเดีย DCN เทียบชั้นทำเนียบขาว
ทว่าต้องแลกมาด้วยราคาขายที่สูงถึงเครื่องละ 1.45 แสนบาท แม้ว่าราคาซื้อขายจริงจะได้ส่วนลดอีก 35% ช่วยประหยัดงบได้ถึง 14 ล้านบาท แต่ก็ยังดูฟุ่มเฟือยเกินความจำเป็นอยู่ดี
ก่อนทุกอย่างจะบานปลาย พล.อ.ประยุทธ์สั่งยุติการจัดซื้อครั้งนี้ และนำไมโครโฟนเก่ามาติดตั้งไปพลาง พร้อมตั้งกรรมการขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริง
แน่นอนว่าการรีบตัดตอนครั้งนี้ เพื่อป้องกันไม่รัฐบาล คสช.ต้องมัวหมองไปกับเงื่อนงำการจัดซื้อจัดจ้าง อันจะยิ่งเป็นปัญหาต่อความน่าเชื่อถือในการบริหารงบประมาณต่อไป
โดยเฉพาะในยุคที่ คสช.ต้องการจะสร้างบรรทัดฐานเรื่องความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ให้เป็นตัวอย่างต่อไปในอนาคต หากมีแผลเรื่องนี้ย่อมทำให้ทุกอย่างที่พยายามทำต้องพังทลายลงไป
ยิ่งล่าสุดรัฐบาลมีคำสั่งยกเลิกการตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ ทั้งโครงการขนาดใหญ่และโครงการขนาดเล็ก ที่มีเม็ดเงินลงทุนต่ำกว่า 100 ล้านบาท ที่ คสช.เคยออกประกาศไว้ก่อนหน้านี้ ด้วยเหตุผลเพื่อความคล่องตัวในการจัดซื้อจัดจ้าง
นี่จึงอาจเป็นช่องโหว่ให้การใช้เกิดการรั่วไหลได้ง่ายขึ้น เมื่อรัฐบาลพยายามเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณค้างท่อ ให้เม็ดเงินออกสู่ระบบได้รวดเร็วอันเป็นหนึ่งในมาตรการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
แม้สมหมาย ภาษี รมว.คลัง จะสั่งตั้งทีมติดตามการใช้จ่ายงบประมาณลงลึกไปถึงโครงการ แต่ก็ยากจะอุดทุกช่องโหว่ได้ เมื่อกรณี“ไมค์ทองคำ” ยังเป็นแผลใหญ่ที่ไม่มีใครออกมารับผิดชอบ
ระเบิดเวลาลูกต่อไปอยู่ที่การสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่กำลังปั่นป่วนอย่างหนักเวลานี้ เริ่มตั้งแต่ปัญหา “ล็อกตัว” ตั้งแต่ขั้นตอนวางตัวกรรมการสรรหาที่หลายคนเป็นกุนซือ ทีมที่ปรึกษาของ คสช. จนประเมินทิศทางการสรรหา สปช.ได้
ปัญหาตั้งเค้ารุนแรงมากขึ้น เมื่อมีคนออกมาเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการล็อกโผการสรรหา สปช.ในสัดส่วนจังหวัดหลายพื้นที่ ไม่ต่างจากการสรรหาในสัดส่วน 11 ด้าน
เมื่อไม่มีการกำหนด “หลักเกณฑ์” การสรรหา สปช.อย่างชัดเจน ทุกอย่างจึงกลายเป็นเรื่องของ “ดุลพินิจ” ตั้งแต่การสรรหารอบแรก และเคาะสุดท้าย 250 คน
ถึงที่ผ่านมาจะเกิดกระแสเรียกร้องให้เปิดเผยกระบวนการสรรหาเพื่อแสดงความโปร่งใส แต่ทาง คสช.ยังยืนยันที่จะเปิดเผยเมื่อได้รายชื่อสุดท้าย 250 คน
กระแสการไม่ยอมรับในตัว สปช.จึงอาจเป็นชนวนลุกลามบานปลายใหญ่โต เพราะ สปช.ถือเป็นกลไกต้นทางของการปฏิรูป หากจุดเริ่มต้นไม่เป็นที่ยอมรับ ย่อมทำให้ผลลัพธ์ไม่เป็นที่ยอมรับด้วย
ที่สำคัญ 11 ด้านของการปฏิรูปที่ สปช.จะทำนั้น ล้วนแต่เต็มไปด้วยความเห็นที่แตกต่างหลากหลาย การตัดสินใจเลือกทางใดทางหนึ่งย่อมมีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย และนั่นย่อมอาจถูกหยิบยกมาเป็นประเด็นสร้างการไม่ยอมรับการดำเนินการได้
ความขัดแย้งในเวที สปช.ย่อมสะเทือนเป็นลูกโซ่มาถึงการทำงานของ รัฐบาล คสช. อีกทั้งหากที่มาที่ไปและการทำงานของ สปช.ยังไม่สามารถ แสดงความเป็นอิสระสลัดภาพให้หลุดจากการครอบงำของ คสช.ทุกอย่างย่อมเสี่ยงจะวนกลับมาอยู่ในวังวนขัดแย้งเดิมๆ
ระเบิดอีกลูกที่กำลังจะสั่นคลอนรัฐบาลคือการเคลื่อนไหวทางการเมืองจากกลุ่มต่างๆ
ล่าสุดรัฐบาลกำลังตกเป็นจำเลย เมื่อถูกมองว่าทำเกินกว่าเหตุและปิดกั้นเสรีภาพทางวิชาการกับกลุ่มนักวิชาการที่จัดสัมมนาคลุมปี๊บ ทั้งที่น่าจะเป็นสิทธิที่แสดงออกทางวิชาการ
ปรากฏการณ์ที่นักวิชาการ 60 คน จาก 16 สถาบัน เรียกร้องให้ คสช.เคารพเสรีภาพทางวิชาการ พร้อมประณามการใช้กำลังทหารตำรวจเข้ายุติการจัดสัมมนาวิชาการ จึงยิ่งย้ำภาพลักษณ์การปิดกั้นการแสดงออกของรัฐบาล คสช. และเป็นแรงเสียดทานสำคัญต่อการบริหารงาน
นี่จึงเป็นโจทย์ที่สำคัญของรัฐบาล คสช.ว่าจะเปิดกว้างให้มีการสัมมนาวิชาการได้มากน้อยแค่ไหน รวมไปถึงรูปแบบการเคลื่อนไหวของภาคประชาชน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนเสื้อแดง หรือกลุ่มอื่นๆ
ยิ่งในวันที่รัฐบาลตัดสินใจยกเลิกการประกาศใช้กฎอัยการศึก กลุ่มต่อต้านรัฐประหาร กลุ่มอำนาจเก่า และกลุ่มอื่นๆ ย่อมเปิดหน้าออกมาเคลื่อนไหวได้อย่างเต็มที่ และจะเพิ่มแรงกดดันให้การทำงานของรัฐบาลมากยิ่งขึ้น
ช่วงเวลาการบริหารไม่ถึงเดือน รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ยังต้องเผชิญหน้ากับมรสุมรุมเร้าขนาดนี้ แน่นอนว่าเส้นทางต่อจากนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย







