
ตลาดทุนโลกยังเปราะไม่พร้อมรับมือขึ้นดอกเบี้ย
แม้ในช่วงที่ผ่านมาตลาดหุ้นทั่วโลกจะทะยานอย่างร้อนแรงมาโดยตลอด จนนักลงทุนต่างพากันตบเท้าเข้าตลาดหุ้นอย่างคึกคัก
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
แม้ในช่วงที่ผ่านมาตลาดหุ้นทั่วโลกจะทะยานอย่างร้อนแรงมาโดยตลอด จนนักลงทุนต่างพากันตบเท้าเข้าตลาดหุ้นอย่างคึกคัก กระนั้นพฤติกรรมดังกล่าวของนักลงทุนอาจกำลังกลายเป็นการเป่าฟองสบู่ในตลาดให้โป่งขึ้นโดยไม่รู้ตัวก็เป็นได้
เมื่อไม่นานมานี้เกิดปรากฏการณ์ตลาดหุ้นสหรัฐพุ่งแรงขึ้นอีกครั้ง สะท้อนได้จากดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ทะลุเพดานขึ้นไปทำสถิติใหม่ที่ 17,156.85 จุด เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ เมื่อวันที่ 18 ก.ย. วันเดียวกันดัชนีแนสแด็ก คอมโพสิต ก็ปรับตัวสูงขึ้นไปที่ 4,562.19 จุด ซึ่งนับว่าทำผลงานได้ดีเช่นกัน ถึงแม้จะยังต่ำกว่าในช่วงวิกฤตฟองสบู่ดอทคอมก็ตาม ขณะที่ดัชนีสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ 500 (เอสแอนด์พี 500) กำลังอยู่ระหว่างช่วงทะยานขึ้นอย่างยาวนานต่อเนื่องยาวนานที่สุดตั้งแต่ปี 1998
แน่นอนว่าความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นสหรัฐเป็นผลสะท้อนปัจจัยบวกต่างๆ ที่เกิดขึ้นทั่วโลก เช่น กรณีที่ชาวสกอตแลนด์ตัดสินใจไม่แยกตัวออกจากอังกฤษ แต่ปัจจัยที่นับว่าสำคัญที่สุดคือ กรณีที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณจะคงนโยบายดอกเบี้ยต่ำต่อไปนั่นเอง
ทั้งนี้ นโยบายดอกเบี้ยต่ำนับเป็นปัจจัยที่ส่งเสริมการลงทุนในตลาดหุ้นมาโดยตลอด เนื่องจากเป็นกลไกที่ทำให้ผลตอบแทนจากเงินฝากต่ำจนแทบไม่มีความหมาย ผลักดันให้นักลงทุนเบนเข็มไปหาการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง แต่ก็ให้ผลตอบแทนสูงด้วยเช่นกัน
ยืนยันได้จากเหตุการณ์การเปิดขายหุ้นไอพีโอของหุ้นอาลีบาบา กรุ๊ป โฮลดิ้ง อีคอมเมิร์ซยักษ์ใหม่สัญชาติจีน ที่วอลสตรีท ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเดียวกับที่เฟดประกาศคงดอกเบี้ยต่ำต่อไป ส่งผลให้ราคาหุ้นอาลีบาบาพุ่งจากราคาไอพีโอที่ 68 เหรียญสหรัฐ (ราว 2,190.79 บาท) เป็น 93.89 เหรียญสหรัฐ (ราว 3,024.89 บาท) ภายในวันเดียว นับเป็นภาพสะท้อนได้อย่างชัดเจนเกี่ยวกับความมั่นใจของนักลงทุนในตลาดหุ้น
นอกจากนี้ ตลาดหุ้นยังได้รับปัจจัยเสริมจากสภาพคล่องที่มากล้น ถึงแม้ว่าเฟดจะเตรียมปรับลดการใช้นโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ในเดือน ต.ค.นี้อย่างแน่นอนแล้วก็ตาม ทว่าการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) และธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ก็ได้เข้ามาทดแทนสภาพคล่องที่หายไปได้
ด้าน ทอด เอลเมอร์ หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ภูมิภาคเอเชียไม่นับรวมญี่ปุ่น แสดงความเห็นสภาพคล่องในตลาดโลกยังคงอยู่ในระดับดี แม้เฟดจะเริ่มปรับลดคิวอีก็ตาม นอกจากนี้ยังระบุด้วยว่าสิ่งที่น่าจับตามองต่อไป คือ ระดับสภาพคล่องที่สูงจะก่อให้เกิดความผันผวนในตลาดหรือไม่
นอกจากนี้ จากการอัดฉีดสภาพคล่องของบรรดาธนาคารกลางไม่ได้ส่งผลเฉพาะความเชื่อมั่นของนักลงทุนในตลาดวอลสตรีทเท่านั้น แต่ยังส่งต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งโลกเลยก็ว่าได้
ถึงกระนั้น ในช่วงเวลาเดียวกันกับที่นักลงทุนกำลังหลงระเริงกับความสำเร็จ จนสิ่งที่เห็นได้ทั่วไป คือ ตลาดที่มีความผันผวนต่ำ และบวกอย่างต่อเนื่อง ทว่ากลับมีหลายสัญญาณเช่นกันที่ชี้ว่านักลงทุนกำลังไว้วางใจตลาดหุ้นแห่งนี้มากเกินไป
หนึ่งในสัญญาณที่เริ่มปรากฏให้เห็นเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ คือดัชนีตลาดหุ้นที่เติบโตขึ้นนั้น เป็นแรงผลักดันมาจากการเติบโตของหุ้นขนาดเล็ก หรือที่รู้จักกันในชื่อ “สมอลแคป” มากกว่าการเติบโตจากหุ้นชั้นนำ หรือ “หุ้นบลูชิป”
สะท้อนได้จากความเคลื่อนไหวของดัชนีรัสเซล 2000 ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดการเติบโตของหุ้นขนาดเล็ก ซึ่งปรากฏว่าปรับตัวสูงขึ้น 37% ขณะที่ในช่วงเดียวกันดัชนีสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ 500 (เอสแอนด์พี 500) ซึ่งเป็นดัชนีรวมหุ้นของบริษัทขนาดใหญ่กลับปรับตัวสูงขึ้นเพียง 29.6% เท่านั้น
เหตุการณ์ดังกล่าวนับว่าเกิดขึ้นได้ยากมาก เนื่องจากโดยปกตินักลงทุนมักสนใจถือหุ้นของบริษัทขนาดใหญ่ ด้วยปัจจัยด้านความมั่นคงของบริษัทและการจ่ายปันผล หากเปรียบเทียบกับหุ้นของบริษัทขนาดเล็กจะเห็นได้ชัดว่าทำกำไรได้น้อยกว่า และบางกิจการแทบไม่จ่ายปันผลด้วยซ้ำ
ฉะนั้น กรณีหุ้นขนาดเล็กเติบโตแซงหน้าหุ้นขนาดใหญ่ จึงมองเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจากการแห่เข้าไปเก็งกำไรระยะสั้นเท่านั้น ซึ่งชี้ให้เห็นว่าตลาดหุ้นที่กำลังเติบโตอยู่ในขณะนี้ เป็นเพียงปรากฏการณ์ระยะสั้นๆ และไม่มีความยั่งยืน
สัญญาณต่อมาคือกรณีที่ราคาหุ้นอาลีบาบาที่เคยเปิดตัวด้วยราคาถึง 93.89 เหรียญสหรัฐ/หุ้น กลับหดตัวลงอย่างรวดเร็ว จนอยู่ที่ 87.17 เหรียญสหรัฐ หลังจากเปิดตัวได้เพียง 3 วันเท่านั้น ขณะเดียวกันกับที่ตลาดหุ้นสหรัฐเริ่มย่อตัวลง หลังจากที่สหรัฐและกลุ่มพันธมิตรโลกอาหรับเริ่มเปิดฉากโจมตีกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม (ไอเอส) ในซีเรียเป็นครั้งแรก
เช่นเดียวกันอีกหนึ่งสัญญาณที่น่าวิตกไม่น้อย คือกำไรที่เพิ่มขึ้นของบริษัทจดทะเบียนในวอลสตรีท กลับไม่ได้เกิดจากการจับจ่ายที่มากขึ้นของประชาชน แต่กลับเกิดจากการปรับลดต้นทุนของบริษัท หมายความว่าในความเป็นจริงแล้วกำไรไม่ได้เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด แต่ราคาหุ้นในตลาดกลับสูงขึ้น
ด้านธนาคารกลางสหรัฐเฝ้าจับตาความเคลื่อนไหวในตลาดหุ้นด้วยความไม่ไว้วางใจนัก จนล่าสุด เจเน็ต เยลเลน ผู้ว่าการเฟด ได้ออกโรงเบรกความร้อนแรงของตลาดหุ้นด้วยการเตือนว่านักลงทุนทั้งหลายควรเตรียมตัวให้พร้อม สำหรับกรณีที่เฟดอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ หากเศรษฐกิจสหรัฐเติบโตได้ตามเป้า
ซึ่งล่าสุด การเติบโตผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของสหรัฐ ในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ปรับตัวสูงขึ้นอยู่ที่ 4.6% หลังจากในไตรมาสแรกจีดีพีหดตัวลบ 2.1% เนื่องจากสภาพอากาศที่หนาวรุนแรงผิดปกติ
ทั้งนี้ ถึงแม้ตลาดหุ้นที่เติบโตอย่างแรงจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจสหรัฐ ทว่าหากเฟดประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเมื่อไร ก็น่าวิตกไม่น้อยว่าตลาดหุ้นที่ร้อนแรงอาจยังปรับตัวไม่ทัน จนก่อให้เกิดความผันผวนอย่างร้ายแรงและส่งผลในแง่ลบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐในที่สุด
ทางเฟดจึงต้องเฝ้าจับตาความความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นอย่างระมัดระวังและคอยออกโรงลดความร้อนแรงในบางครั้ง เพราะไม่ว่าอย่างไรการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยย่อมต้องเกิดขึ้นสักวัน และแน่นอนว่าผลกระทบจากกรณีดังกล่าวจะแพร่กระจายอย่างรวดเร็วไปทั่วโลก
ดังนั้น การแห่แหนเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นโดยละเลยปัจจัยด้านการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดย่อมไม่ส่งผลดีแน่นอน สัญญาณเตือนดังกล่าวไม่ได้เจาะจงเฉพาะนักลงทุนในสหรัฐเท่านั้น แต่หมายรวมถึงนักลงทุนทั้งโลกไม่เว้นแม้แต่นักลงทุนของบางประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยเช่นกัน







