posttoday
เหตุเกิดแห่งรักและโกรธ

เหตุเกิดแห่งรักและโกรธ

28 กันยายน 2557

ก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมชาติ 4 อย่าง ย่อมเกิดเพราะธรรมชาติ 4 อย่าง 4 อย่างคืออะไร

เหตุเกิดแห่งรักและโกรธ

นิกเขปบท

จตฺตารีมานิ ภิกฺขเว ชายนฺติ กตมนิ จตฺตาริ เปมา เปมํ ชายติ

เปมา โทโส ชายติ โทสา เปมํ ชายติ โทสา โทโส ชายตีติ.

องฺ. จตุกฺก. 21/290

แปล

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมชาติ 4 อย่าง ย่อมเกิดเพราะธรรมชาติ 4 อย่าง 4 อย่างคืออะไร คือ ความรักเกิดเพราะความรัก โทสะเกิดเพราะความรัก ความรักเกิดเพราะโทสะ โทสะเกิดเพราะโทสะ.

ความย่อ

1.ความรักเกิดเพราะความรักนั้น คือ เช่นคนหนึ่งเป็นที่รักเป็นที่พอใจของตน ตนได้เห็นคนเหล่าอื่นสนทนาปราศรัยกับคนที่รักนั้นด้วยอาการอันน่าพึงพอใจ ก็พอใจ และเกิดความรักในบุคคลเหล่านั้น

2.โทสะเกิดเพราะความรักนั้น คือ เช่นบุคคลหนึ่งเป็นที่รักใคร่ พอใจของตน แต่คนอื่นๆ มาประพฤติต่อบุคคลที่ตนรักนั้น ด้วยอาการไม่น่าพอใจก็ขัดเคืองโกรธแค้นในบุคคลเหล่านั้น

3.ความรักเกิดเพราะโทสะนั้น คือ เช่นบุคคลหนึ่งไม่เป็นที่รักของตนและคนอื่นๆ ก็ประพฤติต่อบุคคลนั้น ด้วยอาการอันไม่น่าพอใจก็ชอบใจ และเกิดรักในคนเหล่านั้น

4.โทสะเกิดเพราะโทสะนั้น คือ เช่นบุคคลหนึ่งไม่เป็นที่รักของตน แต่คนอื่นมาประพฤติต่อบุคคลนั้น ด้วยอาการที่น่าพอใจ ก็ขัดเคืองโกรธแค้นในบุคคลเหล่านั้น

เหตุเกิดแห่งรักและโกรธ

 

ในเวลาใด ผู้ปฏิบัติสงัดจากกาม จากอกุศลธรรม ฯลฯ ได้ฌานทั้ง 4 ในเวลานั้น รักเกิดเพราะรัก รักเกิดเพราะโทสะ โทสะเกิดเพราะรัก โทสะเกิดเพราะโทสะ ไม่มี ในเมื่ออาสวะทั้งหลายสิ้นไป ได้เจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ ความรักและโทสะเป็นอันบุคคลนั้นละได้ขาด ไม่มีอีกต่อไป แต่จะทำได้ถึงเช่นนี้ต้องปฏิบัติหัดใจอย่างนี้ คือ

1.น อุสฺเสเนติ ไม่อุ้มไว้ คือ ไม่เห็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นต้น

2.น ปฏิสฺเสเนติ ไม่โต้ตอบ คือ ไม่ด่าตอบ ไม่ประหารตอบ ไม่ทะเลาะวิวาทตอบกับใคร

3.น ธูมายติ ไม่บังหวนควัน คือ ไม่ยอมเป็นไปตามอำนาจของตัณหา

4.น ปชฺชลติ ไม่ลุกเป็นเปลว คือ ไม่ยอมเป็นไปตามอำนาจของมานะ

5.น ปชฺฌายติ ไม่ไหม้ คือ ละอัสมิมานะได้

องฺ. จตุกฺก. 21/292

อยู่เป็นทุกข์และอยู่เป็นสุข

นิกเขปบท

รูปารามา ภิกฺขเว เทวมนุสฺสา รูปรตา รูปสมุทิตา รูปวิปริณามวิราคนิโรธา ทุกฺขา ภิกฺขเว เทวมนุสฺสา วิหรนฺตีติ

สํ. สฬายตนะ 18/161

แปล

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย มีรูปเป็นที่มายินดี ยินดีแล้วในรูปหมกมุ่นในรูป ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะรูปแปรปรวนจางหายและดับไป เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ย่อมอยู่เป็นทุกข์.

ความย่อ

1.เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย มี รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ เป็นที่มายินดี ยินดีแล้วในรูป เสียง เป็นต้นนั้น หมกมุ่นในรูปเสียงเป็นต้นนั้น เพราะรูปเสียงเป็นต้นแปรปรวน จางหายและดับไป จึงอยู่เป็นทุกข์

2.ส่วนพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงทราบความเกิดขึ้น ความดับไป ความยินดี และโทษของรูปเสียงเป็นต้นนั้น ทรงทราบความสลัดออกจากรูปเสียงเป็นต้นนั้น ตามความเป็นจริง ไม่ทรงยินดีในรูปเสียงเป็นต้นนั้น เพราะรูปเสียงเป็นต้นนั้นแปรปรวนจางหายและดับไป ก็ทรงอยู่เป็นสุข

3.ตรัสสอนว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ ไม่ใช่ของเธอ เธอจงละมันเสีย ข้อที่ละได้นั้น จักเป็นไปเพื่อประโยชน์เพื่อความสุขแก่เธอทั้งหลาย

4.เปรียบเหมือนคนนำหญ้า ไม้ กิ่งไม้ และฟาง ในพระเชตวันนี้ไปเผา หรือจัดการตามที่ควร เรานึกอย่างนี้หรือว่า คนนำเราไปเผาหรือไปจัดการตามที่ควร พระภิกษุกราบทูลว่า มิได้เห็นอย่างนั้นเลย พระเจ้าข้า เพราะเหตุไร เพราะเหตุว่าสิ่งนั้นไม่ใช่ตน ไม่ควรนับว่าเป็นตน ตรัสว่าฉันใดก็ฉันนั้น เธอจงละมันเสีย ละได้แล้ว จักเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข

วิธีปฏิบัติ เมื่อรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์มาถูกต้องทางทวาร 6 อย่าให้ความยินดียินร้ายครอบงำจิต 1 ปรารภความเพียรไม่ย่อหย่อน 1 มีสติตั้งมั่นไม่หลงลืม 1 ให้กายระงับ ไม่กระสับกระส่าย 1 ให้จิตตั้งมั่นมีอารมณ์เดียว 1

เรื่องไม่หวั่นไหว

นิกเขปบท

กาเมสุ พฺรหมฺจริยวา วีคตโหณฺ สทา สโต

สงฺขาย นิพฺพุโต ภิกขุ ตสฺส โน สนฺติ อิญฺชิตาติ

ขุ.จู. 30/35

แปล

ภิกษุประพฤติดังพรหมในกามทั้งหลาย ปราศจากตัณหา มีสติทุกเมื่อ พิจารณาแล้วดับเสียได้ ภิกษุนั้นไม่มีความหวั่นไหว

ความย่อ

พระพุทธภาษิตนี้ ตรัสแก้ปัญหาของติสสเมตเตยยมาณพ ศิษย์ของพาวรีพราหมณ์ ซึ่งเป็นผู้ถามปัญหากับพระพุทธเจ้าเป็นลำดับที่ 2 คือ ติสสเมตเตยยมาณพทูลถามว่า

โกธ สนฺตตุสิโต โลเก กสฺส โน สนฺติ อิญฺชิตา

แปลว่า ใครเป็นผู้พอแล้วในโลกนี้ ความไม่หวั่นไหวของใครย่อมไม่มีฯ

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ภิกษุประพฤติดังพรหมในกามทั้งหลายปราศจากตัณหา มีสติทุกเมื่อ พิจารณาแล้วดับเสียได้ (เป็นผู้พอแล้วในโลกนี้) ภิกษุนั้นไม่มีความหวั่นไหว

คำว่า ในกามทั้งหลายนั้น คำว่า กาม มี 2 อย่าง คือ วัตถุกาม วัตถุอันน่าใคร่ 1 กิเลสกาม กิเลสเป็นเหตุใคร่ 1 จะอธิบายคำว่า พรหมจรรย์ ประพฤติดังพรหม

คำว่า ประพฤติดังพรหม หรือ ประพฤติพรหมจรรย์ หมายความว่าประพฤติไม่เกาะเกี่ยวด้วยเรื่องกาม เหมือนพรหมไม่มีเพศ ไม่มีผู้หญิง ผู้ชาย เป็นพรหมเสมอกันหมด จึงไม่เกี่ยวข้องในกามทั้งหลาย ตัดกามทั้งหลายได้หมด ได้แก่ การงด การเว้น การเว้นขาด การงดเว้น ไม่มีกิริยาแสดงออก ไม่กระทำ ไม่แกล้งล่วงละเมิด ไม่ล่วงเขตแดน แห่งการประพฤติ อสัทธรรม (หมายถึงการเกี่ยวข้องด้วยเมถุนธรรม) ชื่อว่า ประพฤติดังพรหมอีกอย่างหนึ่ง เมื่อกล่าวโดยตรง การประพฤติตามอริยมรรคมีองค์ 8 ชื่อว่า ประพฤติพรหมจรรย์

คำว่า ปราศจากตัณหา ได้แก่ ละ ตัดขาด ทำให้สงบ ทำให้ระงับ ไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไป เผาเสียด้วยไฟคือญาณ ทำให้ (ใจ) เย็นสนิท ได้เสวยความสุขอยู่ด้วยตนที่เป็นเหมือนพรหม คำว่า มีสติทุกเมื่อได้แก่อบรมสติปัฏฐาน 4 ทุกเมื่อ คือ ให้มีสติอยู่ที่กาย เวทนา จิต และธรรมทุกเมื่อ

คำว่า พิจารณาแล้วดับเสียได้ หมายความว่า พิจารณาให้เห็นตามความเป็นจริงแล้ว ดับกิเลสเสียได้ เช่น พิจารณาเห็นว่า ราคะ โทสะ โมหะ มีโทษ ไม่ดีอย่างไร เห็นแจ้งตามเป็นจริงแล้ว ดับราคะ โทสะ โมหะ เสียได้ ดับได้อย่างนี้มันไม่เกิดขึ้นอีกต่อไป

คำว่า ภิกษุนั้นไม่มีความหวั่นไหว นั้น ความหวั่นไหวย่อมเกิดเพราะ กิเลส กิเลสที่ทำความหวั่นไหวนั้น ได้แก่ กิเลสทุกอย่าง แต่ในบาลีท่านยกขึ้นเพียง 3 ชื่อ คือ ตัณหา มานะ ทิฏฐิ

รวมความว่า คุณสมบัติของผู้พอแล้วในโลก ไม่มีความหวั่นไหว 4 ประการ คือ ประพฤติเพียงดังพรหมในกามทั้งหลาย 1 ปราศจากตัณหา 1 มีสติทุกเมื่อ 1 พิจารณาแล้วดับเสียได้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท