
เสียงบ่นจากคนกันเอง
การเมืองขณะนี้มีสภาพค่อนข้าง “เกร็ง” บางคนก็บ่นว่าไม่รู้จะทำอะไร มันทำให้อึดอัดและ “เขม็งเกร็ง” ไป
การเมืองขณะนี้มีสภาพค่อนข้าง “เกร็ง”
บางคนก็บ่นว่าไม่รู้จะทำอะไร มันทำให้อึดอัดและ “เขม็งเกร็ง” ไป
คำว่า “เกร็ง” ออกเสียงคล้ายๆ “เกรง” แต่มีความหมายต่างกัน เกร็งนั้นใช้กับกิริยาการแข็งตัวของกล้ามเนื้อ เช่น เกร็งแขนเกร็งขา ส่วนเกรงจะแปลว่านึกกลัวหรือนึกวิตกไปเอง บ่อยครั้งจะใช้คู่กันเป็น “เกรงกลัว” ซึ่งแปลว่า “รู้สึกไม่อยากประสบสิ่งที่ไม่ดีแก่ตัว” เช่น กลัวเสือ กลัวผี สำหรับเขม็งมีความหมายคล้ายเกร็ง คือแปลว่า ตึงเครียด แน่น แข็ง แน่วแน่ เช่น จ้องเขม็ง
บรรยากาศอย่างนี้คล้ายๆ กับหลายๆ ครั้งที่ทหารก่อการรัฐประหาร แต่ครั้งที่ผู้เขียนกลัวที่สุดก็คือการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2549 เพราะเป็นการยึดอำนาจในช่วงที่สังคมไทยถูกแบ่งแยกออกเป็นสองพวก กระทั่งในเหตุผลของการยึดอำนาจที่ทหารแถลงก็ระบุไว้ชัดเจนว่า “เพื่อป้องกันการปะทะกันระหว่างประชาชนที่เกิดความแตกแยก”
ในชีวิตผู้เขียนที่ผ่านมากว่าครึ่งศตวรรษนี้ ได้ผ่านบรรยากาศของความรุนแรงทางการเมืองมาแล้ว 8 ครั้ง คือ 16 ต.ค. 2516, 6 ต.ค. 2519, 14 เม.ย. 2524, 9 ก.ย. 2529, 23 ก.พ. 2534, 1722 พ.ค. 2535, 19 ก.ย. 2549 และ 22 พ.ค. 2557 แม้ว่าหลายครั้งอาจจะไม่มีเหตุการณ์อะไรรุนแรงมากนัก แต่ทุกครั้งที่มันเกิดขึ้นก็อดที่จะ “กลัว” ไม่ได้ เพราะ“ไม่อยาก ประสบสิ่งที่ไม่ดีแก่ตัว” ตามคำแปลนั่นเลย
หลายวันก่อนมีอดีตนักการเมืองทางภาคอีสานที่ผู้เขียนเคารพนับถือท่านหนึ่ง โทรศัพท์มาปรับทุกข์ว่าทำอย่างไรจึงจะช่วยให้ทหารปฏิรูปประเทศได้สำเร็จ ผู้เขียนจึงถามขึ้นว่ารักและเป็นห่วง คสช.มากหรือ ท่านก็ตอบว่า เปล่า แต่เพราะรักประเทศชาติ จึงเป็นห่วงว่าทหารจะทำไม่สำเร็จ แต่ที่น่ากลัวไปกว่านั้นท่านบอกว่า “ทำอย่างนี้ไอ้ระบอบเก่ากลับมาแน่”
“ทีนี้จะแอบโซลูต มีอำนาจเข้มแข็งยิ่งกว่าเดิม”
ด้วยประโยคหลังนี่เอง ทำให้ผู้เขียนต้องตั้งใจฟังอีกเกือบครึ่งชั่วโมง เพราะอยากจะรู้เหตุผลและข้อวิเคราะห์ต่างๆ
ท่านบอกว่าเวลานี้ทหารจึงมีศัตรูมากมาย ส่วนหนึ่งก็คือพวกที่เสียผลประโยชน์จากการถูกรัฐประหาร โดยเฉพาะนักการเมืองในระบอบที่สร้างปัญหาไว้ ที่ต้องถูกไล่ล่าและจำกัดเขตไม่ให้เข้ามายุ่งเกี่ยว รวมที่กำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินคดีและสอบสวนเอาผิดต่างๆ
อีกส่วนหนึ่งก็จากนโยบายและการกระทำของทหารหลังการรัฐประหาร เช่น รัฐบาลของ คสช.ยังคงดำเนินนโยบายหลายอย่างไปตามสิ่งที่รัฐบาลในระบอบเดิมนั้นได้วางแผนไว้ เช่น การซื้อรถเมล์เอ็นจีวี รถไฟทางคู่ รวมถึงการบริหารจัดการน้ำ ที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไร รวมทั้งนโยบายที่สร้างความสับสนในสังคม อย่างภาษีมรดก ที่เชื่อว่าคงจะทำไม่สำเร็จ ซึ่งจะทำให้ คสช.ลดความน่าเชื่อถือ และมีราคาไม่แตกต่างจากรัฐบาลทั้งหลายที่ผ่านมา ร่วมกับการดำเนินนโยบายบางอย่างที่ทะแม่งๆ อย่าการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์เรื่องเขตแดนกับน้ำมันของเขมร ฯลฯ
แต่อีกส่วนหนึ่งก็คือการก่อศัตรูกับพวกเดียวกันเอง เช่น การประกาศว่าจะไม่เอา กปปส. มาเป็น สนช. และ สปช. (แม้จะไม่ระบุออกมาอย่างชัดเจน แต่หลายคนก็ตีความไปในทำนองนั้น) หรืออย่างการควบคุมเสรีภาพบางอย่าง โดยอ้างความมั่นคงและกฎอัยการศึก แต่ก็เหมือนปิดฟ้าด้วยฝ่ามือที่ขัดต่อธรรมชาติ ทั้งธรรมชาติของมนุษย์และธรรมชาติของการเมือง ในขณะเดียวกันที่ไปปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นในสื่อต่างๆ ก็กลายเป็นว่าปิดกั้นข้อมูลที่เป็นจริงที่กำลังเป็นอยู่และเป็นไปในสังคม หมดโอกาสที่จะรู้ว่าใครเป็นมิตรและศัตรู
อดีตนักการเมืองอีสานท่านนี้ยังเปรียบเทียบให้เห็นอีกว่า ในขณะที่ควบคุมและปิดกั้นฝ่ายเดียวกัน แต่กับฝ่ายตรงข้ามกลับปล่อยให้ “โวยวาย” ได้อย่างสะดวกปากสบายตัว เช่น การให้ข่าวกับสื่อของอดีตรัฐมนตรีบางคนในระบอบสามานย์ ที่ดูเหมือนจะตอกหน้า คสช.อยู่บ่อยครั้ง รวมทั้งลิ่วล้อบริวารของ “จอมบงการ” ที่ยังดูกร่างไม่สร่าง ตลอดจนลูกชายและลูกสาวที่ยังปลุกระดมบรรดาแฟนคลับให้กระชุ่มกระชวยด้วยข่าวสารความเคลื่อนไหวจากคนแดนไกล
“ทุกองคาพยพดูเหมือนจะรอคำสั่งจาก คสช.”
“ไม่ใช่เฉพาะแต่คณะรัฐมนตรีและ สนช. ที่ต้องรอธงและไฟเขียวจาก คสช. ซึ่งก็คือทหาร แต่รวมถึงสภาปฏิรูปฯ ที่กำลังจะคัดเลือกกันนี้ด้วย ซึ่งถ้าเป็นไปตามนโยบายเพื่อความมั่นคงของทหารในเวลานี้ ก็คงต้องเอาคนที่ไม่มีปากมีเสียง หรือต้องพูดภาษาเดียวกันกับ คสช.”
“จึงน่าสนใจว่า คสช.ตั้งธงอะไรไว้ในเรื่องของการปฏิรูป อย่างเช่นระบบการเลือกตั้ง จะเอาอย่างไรกัน เพราะถ้าเป็นแบบเดิมมันกลับมาครองเมืองแน่ หรือการห้ามนักการเมืองในระบอบเก่าไม่ให้มายุ่งเกี่ยวกับการเมืองตลอดชีวิต จะกล้าทำหรือไม่”
“คสช.ไม่ต้องซ่อนความในใจหรือแผนการอะไรอีกแล้ว ควรจะเปิดเผยให้กับประชาชนได้รู้ เพราะนี่คือความสบายใจ ที่สำคัญองคาพยพทั้งหลายก็จะได้รู้ทิศทางและเป้าหมาย แล้วเขาก็จะได้ทำงานให้ไปสู่เป้าหมายที่ คสช.นั้นต้องการ ถ้ายังเป็นแบบนี้จะมีคนเข้าใจผิดๆ ต่อไปเรื่อยๆ”
ผู้เขียนถามกลับไปอีกว่า แล้ว “มัน” จะกลับมาได้อย่างไร ก็ยังมีคดีความอีนุงตุงนัง รวมทั้งคนอื่นๆ ก็ไม่คิดอยู่ในประเทศแล้ว เตรียมหอบลูกหอบผัวหนี ซื้อที่ตายไว้ที่ต่างประเทศแล้ว
“โธ่ อาจารย์เจ๋ง” แกเรียกชื่อเล่นของผู้เขียนที่ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ตั้งให้ เหมือนจะเอ็นดูว่าทำไมคิดได้น้อยอย่างนี้ “มันไม่ต้องกลับมาหรอก มันมีเงินมากจะจ้างใครเป็นรัฐบาลก็ได้ รู้จักไหม Proxy น่ะ มันร้ายกาจกว่านอมินีเสียอีก แบบว่าถึงตัวจะไม่ใช่แต่หัวใจเดียวกัน”
Proxy แปลตรงตัวว่า ตัวแทน ผู้รับมอบฉันทะ ผู้รับมอบอำนาจ ผู้ทำการแทน
เอาละซี มันหมายถึงผู้มีอำนาจเต็ม ผู้ที่ทำอะไรได้เต็มที่ตามที่กฎหมายกำหนด แต่ว่ามันจะไปมอบอำนาจกันที่ไหนอย่างไร และ “ใคร” คือผู้รับมอบอำนาจนั้น
ตอนท้ายของการสนทนาราวครึ่งชั่วโมงนั้น ท่านอดีตนักการเมืองใหญ่แห่งแดนอีสานยังให้ข้อแนะนำที่เป็นประโยชน์อยู่ 23 เรื่อง หนึ่ง คนที่ยังรักทหารและห่วงชาติบ้านเมืองอยู่ก็ต้องเอาใจช่วยทหารและ “เชื่อฟัง” ทหารต่อไป สอง ต้องบอกให้ทหารกล้าพูดกล้าทำ เปิดเผยออกมาบ้างว่าอยากทำอะไร ต้องการอะไร สังคมจะได้เข้าใจและเดินตาม
สำหรับข้อสามนี่เด็ดมาก ไว้ถึงเวลาแล้วจะบอก







