posttoday
'สรสุมปฏิรูป' จุดเปราะบางรัฐบาล

'สรสุมปฏิรูป' จุดเปราะบางรัฐบาล

28 กันยายน 2557

“เหมือนสงบแต่ไม่สงบ” หลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ควบคุมอำนาจบริหารประเทศ

โดย...ธรรมสถิตย์ ผลแก้ว

“เหมือนสงบแต่ไม่สงบ” หลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ควบคุมอำนาจบริหารประเทศ ทำให้สถานการณ์บ้านเมืองเป็นไปด้วยความเรียบร้อย แต่เมื่อจัดตั้งรัฐบาลเริ่มปรากฏหย่อมความกดอากาศทางการเมืองก่อตัวเข้าปะทะ

ทั้งบรรยากาศวิพากษ์วิจารณ์การทำงานรัฐบาล ทั้งเสียงเรียกร้องให้เลิกประกาศกฎอัยการศึก ทั้งถูกจับตามองโรดแมปการเมือง โดยเฉพาะแนวทางปฏิรูปประเทศก่อนเลือกตั้งผ่านการคัดเลือกสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่มีความคลุมเครือ

ปณิธาน วัฒนายากร นักวิชาการสายความมั่นคงจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งได้รับแต่งตั้งให้มาเป็นที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) สัมผัสได้ต่อแรงกระเพื่อมเหล่านี้ และประเมินมรสุมที่กำลังเกิดขึ้น

“ผมมองว่าความเคลื่อนไหวทางการเมืองลดลงไปมาก เนื่องจากถูกควบคุมด้วยประกาศกฎอัยการศึก ขณะเดียวกันกลุ่มพลังต่างๆ กำลังจัดระบบ เปลี่ยนผู้นำ เปลี่ยนวิธีการ กอปรกับจังหวะผู้คนมีความกังวลต่อความขัดแย้งทางการเมืองมานานหลายปี ต่างเห็นพ้องให้มีการจัดระเบียบทางการเมืองกันใหม่” ปณิธาน กล่าว

ปณิธาน บอกว่า ผลของการประกาศกฎอัยการศึกทำให้การเคลื่อนไหวทางการเมืองอยู่ในขอบเขตจำกัด มีความเคลื่อนไหวลดลง ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่าจะหมดไป เห็นได้จากช่วงแรกๆ ของการประกาศกฎอัยการศึกยังมีคดีเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวทางการเมืองอยู่บ้าง ส่วนแนวร่วมต่างๆ ใช้วิธีสื่อสารเตรียมการ แต่ไม่ได้เคลื่อนไหวในรูปแบบพร้อมเผชิญหน้าเท่าไหร่นัก

อีกปัจจัยหนึ่งเป็นที่ทราบโดยทั่วกันว่า หลังเข้าควบคุมอำนาจบริหารประเทศ มีการจัดระเบียบบ้านเมือง ผู้คนยังให้โอกาส คสช.และรัฐบาลบริหารประเทศไปก่อนสัก 3 หรือ 6 เดือน ว่าจะแก้ปัญหาปากท้องได้หรือไม่ เพราะตอนเข้ามาได้ปลดล็อกเรื่องจ่ายเงินชดเชยโครงการรับจำนำข้าว ทำให้สถานการณ์คลี่คลายเร็ว ขณะที่รัฐบาลก่อนทำได้ยาก ซึ่งการให้โอกาสรัฐบาลพลิกฟื้นทางเศรษฐกิจ ต้องดูว่าจะมีแรงส่งให้รัฐบาลไปได้อย่างคล่องตัวหรือไม่

“หากแรงส่งทางเศรษฐกิจดีจะทำให้งานการเมืองไปได้” ปณิธาน ขยายความเชื่อมโยงแรงส่งทางเศรษฐกิจที่มีผลต่องานทางการเมือง

“อย่าลืมว่าหลังจากมี สปช.รัฐบาลต้องเข้าไปมีบทบาททางการเมืองอย่างมาก โดยสมาชิก สปช.ทำงานคล้ายๆ สส.แต่ไม่ใช่โดยตรง กล่าวคือ การทำงานของ สปช.จะมีความคิดเห็นในประเด็นปฏิรูปที่หลากหลายมากกว่าสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)”

คสช.ออกแบบสภาปฏิรูปต้องการให้ทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมด้วยการเปิดรับสมัคร ปรากฏว่าสมัครเข้ามา 7,000 กว่าคน แต่ต้องคัดเหลือ 250 คน ซึ่งตรงนี้จะทำให้การปฏิรูปมีพลังหลากหลาย จริงอยู่อาจมีความเห็นพ้องต้องกันในหลายเรื่อง เพราะประเด็นปฏิรูปเคยตกผลึกกันมาบ้างแล้วจึงไม่ขัดแย้งรุนแรง แต่แรงกระเพื่อมจะเกิดขึ้นนอก สปช. เป็นการเคลื่อนไหวแบบหลากหลาย

แต่ถ้าแรงส่งเศรษฐกิจดี แก้ปัญหาปากท้องน่าพอใจ แก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นได้ จะทำให้รัฐบาลทำเรื่องเกี่ยวกับปรองดองได้ง่าย วางกติกาใหม่ได้มากขึ้น ในที่สุดนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับถาวรเป็นที่ยอมรับ

พลังทางสังคมต่อการปฏิรูปที่มีอย่างหลากหลายนี่เอง ที่ทำให้นักวิชาการสายความมั่นคงชี้ว่าอาจเป็นจุดเปราะบางรัฐบาล

“ผมเห็นว่าคนหวังไว้เยอะต่อการปรับเปลี่ยนโครงสร้างสำคัญของประเทศ เมื่อคาดหวังสูงก็อันตรายต่อทุกรัฐบาลอยู่แล้ว อาจไม่ใช่จุดอ่อนแต่เป็นจุดเปราะบางได้ ถ้าผิดหวังย่อมไม่เป็นผลดีสำหรับรัฐบาลในแง่แรงสนับสนุนหรือแรงต้าน”

ยิ่งเมื่อได้ สปช. 250 คน สิ่งที่ คสช.ต้องคิดต่อ คือ จะทำอย่างไรกับผู้ที่ไม่ได้รับคัดเลือก รวมถึงการเคลื่อนไหวของกลุ่มก้อนปฏิรูปนอกสภา จะดึงกลุ่มคนเหล่านี้เข้ามามีบทบาทต่อการปฏิรูปประเทศอย่างไร

“การแก้ปัญหาทางการเมืองจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลากหลายพลัง ถ้าออกแบบ สปช.ไม่หลากหลาย พลังที่เหลืออยู่อาจเคลื่อนไหวสะเปะสะปะให้เกิดปัญหาได้ ยกตัวอย่างง่ายๆ การคัดเลือก สปช.จากจำนวน 7,000 กว่าคน ให้ได้ 250 คน ถามว่าที่เหลือ 6,000 กว่าคนจะทำอะไรต้องหาโครงสร้างมารองรับ 6,000 กว่าคนให้มีระบบในการเคลื่อนไหว”

นอกเหนือจาก 7,000 คน ยังมีอีกหลากหลายกลุ่มที่มีแนวร่วมทางการเมือง ไม่ว่ากลุ่มทางวิชาการ พลังมวลชนท้องถิ่นที่ไม่ได้สมัคร ทั้งหมดนี้ต้องไปยึดโยงกับกลุ่มพลังเหล่านี้ให้เข้ามามีส่วนร่วมรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ตรงนี้ถือเป็นความท้าทายมาก ถ้าเกาะเกี่ยวได้บ้างจะปิดจุดเปราะบางได้เยอะ สามารถเคลื่อนไปปฏิรูปการเมือง เคลื่อนไปแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในที่สุดสามารถเลือกตั้งได้

ปณิธาน บอกว่า โครงสร้างการเมืองคือเรื่องจัดสรรผลประโยชน์ เรียงลำดับความต้องการยึดโยงกลุ่มพลังต่างๆถ้าแกนตรงนั้นเสียต้องทะเลาะกันแน่ แต่ถ้าการทำโครงสร้างการเมืองเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ขั้นต่อไปจะไปจัดการทรัพยากรสิ่งแวดล้อม การศึกษาก็ง่ายแล้ว

“การปฏิรูปมีหลายสิบด้าน บางเรื่องอาจทำได้ไม่หมด บางเรื่องอาจทำหลังเลือกตั้ง แต่ที่สำคัญต้องมีโครงสร้างทางการเมืองเพื่อให้มีการเลือกตั้ง และเพื่อไม่ให้มีการเผชิญหน้ากันอีก ตรงนี้เป็นประเด็นสำคัญในช่วงครึ่งปีหลังของปีหน้า” กุนซือด้านความมั่นคงย้ำทิ้งท้าย

ต้องการทางเลือกที่สาม

หากหมุนกงล้อการเมืองกลับไปเมื่อปี 2549 คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) เข้ายึดอำนาจ ถัดจากนั้นจัดตั้งรัฐบาลบริหารประเทศ แต่ไม่นานนักแกนนำกลุ่มสูญเสียอำนาจปลุกมวลชนออกมาชุมนุมเคลื่อนไหวต่อต้าน แต่สำหรับ คสช.เมื่อจัดตั้งรัฐบาลยังไม่เกิดเหตุซ้ำรอย ปณิธาน อธิบายความแตกต่างตรงนี้เป็นเพราะผู้คนยังต้องการทางเลือกที่สาม

“ทางการเมืองไทยคิดทางเลือกอยู่ 2 ทาง คือ ฝ่ายรัฐประหารกับฝ่ายพลเรือน เมื่อก่อนคิดแบบนี้มานานพอสมควร และตอนนี้มีน้ำหนักอยู่เรื่องความเข้มแข็งทหาร ความเข้มแข็งพลเรือน แต่มาระยะหลังพลเรือนเผชิญหน้ากันเอง เกิดพรรคการเมืองสองขั้วต่อสู้กัน ทหารและข้าราชการกลายเป็นทางเลือกที่สาม ทำให้มีจังหวะขยับได้ดีกว่า

“ทั้งที่ความจริงทางเลือกที่สามคือทางเลือกแรกระหว่างทหารกับพลเรือน ในช่วงหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองต่อสู้กันแบบนี้มานาน แต่ภายหลังรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ทางเลือกพลเรือนมากขึ้น แต่อาจมีจังหวะปี 2549 ที่มีปัญหา คมช.กลับมาในช่วงสั้นๆ แต่ว่าความรู้สึกตอนนั้นไม่ใช่ทางเลือกที่สาม เพราะตอนนั้นพรรคการเมืองใหญ่สอง พรรคไม่ค่อยรุนแรงมากเท่าไหร่

“แต่เมื่อพลังรุนแรงมากๆ มีพลังมวลชนหนุนหลัง เช่น คนเสื้อเหลือง เสื้อแดง มี กปปส. ช่วงหลังคนเริ่มกลับไปใช้ทางเลือกที่สามใหม่ คือพรรคราชการกลุ่มทหาร ทำให้ฝ่ายทหารมีโอกาสมากกว่าคราวก่อนๆ ยิ่งเมื่อดูคะแนนนิยมปรากฏว่าฐานความนิยมดีกว่าปี 2549” ปณิธาน ให้ข้อสังเกตกงล้อการเคลื่อนไหวที่เปลี่ยนไป

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท