
ถอดถอนวาระร้อนสะท้านปรองดอง
เป็นไปตามคาดเมื่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเห็นชอบกับร่างข้อบังคับการประชุม สนช.ไปด้วยมติท่วมท้น 148 เสียง
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
เป็นไปตามคาดเมื่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเห็นชอบกับร่างข้อบังคับการประชุม สนช.ไปด้วยมติท่วมท้น 148 เสียง จากนี้ไปสนช.จะมีเครื่องมือในการทำงานอย่างเป็นทางการ โดยเฉพาะการทำงานผ่านคณะกรรมาธิการและการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ แต่เหนืออื่นใดอำนาจหน้าที่ของ สนช.ไม่ได้มีแค่นั้น เพราะมติที่ออกมาจาก สนช.นั้นได้มีผลให้ สนช.มีอำนาจ “ถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่งทางการเมือง” ด้วย
สำหรับเรื่องการถอดถอนเป็นประเด็นที่มีการถกเถียงกันมาแล้วตั้งแต่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวและแต่งตั้ง สนช. ว่า สนช.ในฐานะทำหน้าที่สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และรัฐสภา จะสามารถดำเนินการถอดถอนบุคคลได้หรือไม่
การตีความเกิดขึ้นมากมายมีทั้งฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย โดยอ้างว่าในเมื่อรัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติอำนาจของ สนช.เอาไว้เป็นลายลักษณ์อักษรชัดเจนเหมือนกับการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ การให้ความเห็นชอบบุคคลดำรงและพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีย่อมเท่ากับว่าสนช.ไม่อาจทำหน้าที่ถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่งทางการเมืองเฉกเช่นเดียวกับวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญปกติได้ ส่วนฝ่ายที่เห็นด้วยก็ยกเหตุผลขึ้นมาว่าในเมื่อรัฐธรรมนูญออกแบบให้ สนช.มีสถานะเป็นวุฒิสภา จึงย่อมสามารถถอดถอนบุคคลได้โดยไม่มีข้อโต้แย้ง ประกอบกับ สนช.เมื่อปี 2549 เคยลงมติถอดถอนจรัล ดิษฐาอภิชัย ออกจากตำแหน่งกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมาแล้ว ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวในเวลานั้นก็กำหนดสถานะของ สนช.เอาไว้เหมือนกับในปัจจุบัน
ทว่าสุดท้าย สนช.ชุดนี้ก็หักด้ามพร้าด้วยเข่าทีละเล็กทีละน้อย เริ่มจากการเขียนบทบัญญัติว่าด้วยการถอดถอนเอาไว้ในข้อบังคับการประชุมสนช. ซึ่งในระหว่างนั้นพรรคเพื่อไทยได้พยายามแสดงท่าทีท้วงติงว่า สนช.กำลังเขียนกฎหมายเพื่อขยายอำนาจตัวเอง แต่ไม่เป็นผลคณะกรรมาธิการสามัญพิจารณาร่างข้อบังคับการประชุม สนช. ที่มี “พีระศักดิ์ พอจิต”รองประธาน สนช.คนที่ 2 เป็นประธาน พยายามแสดงออกถึงความประนีประนอมด้วยการกำหนดไว้ในร่างข้อบังคับว่าให้คณะกรรมาธิการสามัญกิจการ สนช. หรือวิป สนช.เป็นผู้กลั่นกรองก่อนคำร้องการถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่งจะอยู่ในอำนาจของ สนช.หรือไม่
แต่จนแล้วจนรอด สนช.ก็ตัดสินใจไม่ให้วิป สนช.เข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้กลั่นกรอง ซึ่งหมายความว่า สนช.สามารถรับไม้ต่อจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ทันที ดังนั้นนับจากนี้ไปจึงเป็นเรื่องที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดว่า สนช.จะพิจารณาเรื่องถอดถอนเมื่อไหร่ เพราะต้องไม่ลืมว่าก่อนหน้านี้ ป.ป.ช.ได้มติชี้มูลความผิดในคดีถอดถอนมาแล้วในสองคดีสำคัญ ประกอบด้วย คดีการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มาของ สว.โดยมิชอบ ซึ่งมีผู้ถูกชี้มูลความผิด ได้แก่ สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา นิคมไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา และอดีต สว. 38 คน ตามด้วย “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ในคดีโครงการรับจำนำข้าว และเร็วๆ นี้อาจมีอดีต สส.กว่า 100 ชีวิต ที่จะถูก ป.ป.ช.สอยในคดีการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามมาอีกด้วย
การถอดถอนภายใต้บริบทการเมืองเวลานี้ นับว่ามีนัยสำคัญกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา กล่าวคือมีการจับตามองกันว่าคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ จะห้ามไม่ให้ผู้ที่เคยถูกถอดถอนกลับมาสมัคร สส.และ สว.หรือไม่ เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวมาตรา 35 บัญญัติ ว่า “คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญต้องจัดทำร่างรัฐธรรมนูญให้ครอบคลุมเรื่องกลไกที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันและตรวจสอบมิให้ผู้เคยต้องคำพิพากษา หรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายว่ากระทำการทุจริตหรือประพฤติมิชอบหรือกระทำการอันทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม เข้าดำรงตำแหน่งทางการเมืองเด็ดขาด”
จากถ้อยคำตรงนี้ หากคณะกรรมาธิการยกร่างฯ เขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยไม่ให้ผู้ที่เคยถูกถอดถอนและถูกเพิกถอนสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี สามารถดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้อีก ย่อมมีผลให้นักการเมืองในเครือข่ายของพรรคเพื่อไทยและอดีต สว.ในคดีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หมดสิทธิกลับลงสนามการเมืองตลอดชีวิต เว้นเสียแต่รัฐธรรมนูญจะกำหนดระยะเวลาแช่แข็งนักการเมืองเหล่านี้เอาไว้อย่างไรก็ตาม
แม้ในทางทฤษฎีเรื่องการถอดถอนจะมีความเป็นไปได้ แต่สำหรับในทางปฏิบัติแล้วยังคงเป็นเรื่องที่น่าสนใจ สนช.จะตัดสินใจเดินหน้าในเรื่องที่มีความละเอียดอ่อนอย่างในเรื่องนี้อย่างไร ต้องยอมรับว่าหากรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เขียนออกมาภายใต้สูตรยาแรง ผนวกกับ สนช.เกิดมีมติ 3 ใน 5 หรือ 115 คน จาก สนช.ทั้งหมดในปัจจุบันจำนวน 192 คน ปฏิเสธไม่ได้ว่าย่อมกระเทือนต่อบรรยากาศทางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แน่นอนว่านักการเมืองของพรรคเพื่อไทยมากกว่า 100 คน จะต่อสู้ทางกฎหมายทุกทาง ยื่นศาลเพื่อให้ระงับยับยั้งทุกศาลเท่าที่จะทำได้ พร้อมๆ กับเคลื่อนไหวแสดงท่าที่ผ่านมาสื่อมวลชน เพื่อชี้ให้สังคมเห็นว่าการถอดถอนครั้งนี้ขาดความชอบธรรมอย่างไร
บรรยากาศแบบนี้ย่อมไม่เป็นที่พึงประสงค์ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อย่างไรก็ตาม การสร้างความสมานฉันท์ผ่านการเกียร์ว่างเรื่องถอดถอนถือว่ามีความเป็นไปได้ไม่น้อย ด้วยเหตุที่ สนช.จำนวนมากมีสถานะเป็นข้าราชการประจำ จึงเกิดความเกรงใจว่าหากหมดยุค คสช.แล้ว เปลี่ยนเป็นพรรคการเมืองกลับมาครองอำนาจ ตัวเองอาจได้รับผลจากการเมืองที่เปลี่ยนขั้วได้
แม้การลงคะแนนถอดถอนจะเป็นความลับก็ตาม หรือครั้น สนช.จะเลือกแนวทางปรองดองและไม่ดำเนินการถอดถอน ก็ทำให้ สนช.เจอกับคำถามค่อนข้างหนักเช่นกัน หรือบานปลายไปถึงการถูกฟ้องร้องทางอาญาฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ได้เช่นกัน เพราะในเมื่อ สนช.เลือกหักด้ามพร้าด้วยเข่า ใส่บทบัญญัติว่าด้วยการถอดถอนไว้ในข้อบังคับ สนช.ไว้แล้ว แต่ทำไมไม่ดำเนินการกระบวนการถอดถอนให้ครบกระบวนการไปก่อน ทั้งๆ ที่มีคดีที่ ป.ป.ช.ได้มีมติให้ฝ่ายนิติบัญญัติลงมติเอาไว้แล้ว
ทั้งหมดนี้ไม่ว่า สนช.จะเลือกแนวทางไหน ย่อมถูกเพ่งเล็งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะในเมื่อเลือกที่จะเรียนผูกแล้วก็ย่อมเป็นเรื่องที่ สนช.ต้องรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว ซึ่งจากนี้ไป “พรเพชร วิชิตชลชัย” ประธาน สนช. ในฐานะประมุขขององค์กร จะเป็นคนแรกที่ต้องเจอกับแรงเสียดทานในอนาคต







