
ระวังภาพลักษณ์
คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ประกาศให้การปราบปรามและแก้ไขการทุจริตคอร์รัปชั่น เป็นวาระแห่งชาติเรื่องแรกเมื่อยึดอำนาจการปกครอง
คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ประกาศให้การปราบปรามและแก้ไขการทุจริตคอร์รัปชั่น เป็นวาระแห่งชาติเรื่องแรกเมื่อยึดอำนาจการปกครอง
หลังจากนั้นก็มีแผนปฏิบัติการออกมา ตั้งแต่การแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ (คนร.) หรือซูเปอร์บอร์ด โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เป็นประธาน เพื่อตรวจสอบการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจทั้ง 58 แห่ง
นอกจากนี้ ก็ได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ทำหนังสือถึงประธานและกรรมการผู้จัดการของรัฐวิสาหกิจทุกแห่ง ว่า คสช.มีคำสั่งให้ดำเนินการตรวจสอบโครงการลงทุนที่มีมูลค่าเกินกว่า 100 ล้านบาท ของรัฐวิสาหกิจทุกแห่ง เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและป้องกันการรั่วไหลของการใช้เงินทุน
คำสั่งนี้ให้รัฐวิสาหกิจที่จะลงทุนต้องส่งข้อมูล รายละเอียดโครงการลงทุนที่อยู่ระหว่างดำเนินการและยังไม่ผูกพันกับบุคคลภายนอกมาให้ มาให้ สคร.พิจารณาก่อน ป้องกันการทุจริตและการไม่โปร่งใสของการลงทุน
อาการขึงขังตั้งใจของนายกรัฐมนตรีในการแก้ไขปัญหาการคอร์รัปชั่นชัดเจน ไม่ว่าจะไปเวทีไหน จะกล่าวต่อสื่อหรือนักลงทุน พล.อ.ประยุทธ์ก็จะพูดถึงเรื่องการแก้ไขปัญหาการคอร์รัปชั่นที่ฝังรากลึกลงไปในแผ่นดิน นโยบายนี้ได้ใจจากทุกภาคส่วนทั้งประชาชนและภาคธุรกิจให้การสนับสนุนเต็มที่
แต่เมื่อรัฐบาลใหม่เข้าทำงาน ก็มีเสียงวิพากวิจารณ์เซ็งแซ่ ถึงการวิ่งเต้นตำแหน่งกับทหาร ทำให้พล.อ.ประยุทธ์ต้องออกมาประกาศว่า มีการนำชื่อของคสช.ไปแอบอ้างทำให้เสียหาย ขอให้ผู้ที่ถูกเรียกร้องผลประโยชน์มาแจ้งคสช.จะดำเนินการสอบสวน แต่ก็ไม่มีการมาแจ้งความร้องเรียนตามเสียงลือที่กล่าวต่อๆกันมา
อย่างไรก็ดี ภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงฟื้นตัวอย่างเปราะบาง ทำให้นายกฯ ประกาศให้หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจทั้งหลายเร่งจัดซื้อ จัดจ้าง ล้างท่อ และเร่งเบิกจ่ายเงินงบประมาณปี 2558 วงเงิน 1.2 ล้านล้านบาท เข้ามาในระบบเศรษฐกิจให้เร็วที่สุด เพื่อให้มีเงินหมุนเวียนในระบบมากขึ้น
เพื่อให้การเบิกจ่ายเงินได้รวดเร็ว คสช.ก็ประกาศยกเลิกการตรวจสอบโครงการลงทุนที่มีมูลค่าเกินกว่า 100 ล้านบาท เพราะเห็นว่าจะเป็นอุปสรรคต่อการเบิกจ่ายงบให้ล่าช้า ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย
การเปลี่ยนนโยบายภายในเวลาไม่กี่เดือน อาจจะทำให้รัฐบาลถูกมองว่าพูดอย่างทำอย่าง รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่น หรือให้ความสำคัญกับตัวเลขการขยายตัวของเศรษฐกิจกันแน่
การลดความเข้มงวดของการตรวจสอบก็เท่ากับเป็นการเปิดช่องให้เกิดการคอร์รัปชั่นได้สะดวกเหมือนเดิม เพียงแต่เปลี่ยนผู้ทุจริตเท่านั้น การตรวจสอบเป็นสิ่งจำเป็นและรัฐบาลควรจะปล่อยให้โครงการมูลค่าต่ำกว่า 100 ล้านบาท ไม่ต้องผ่านการตรวจสอบ และติดตามผลดูก่อนว่ามีการรั่วไหลของการใช้เงินหรือไม่ หากไม่มีปัญหาจึงค่อยเริ่มคลายความเข้มงวดของโครงการลงทุนเกิน 100 ล้านบาทลง







