
อนาคตศก.ไทย...ความหวังที่ฝากไว้
กับท่องเที่ยวในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ภาคการท่องเที่ยวไทยได้เติบโตเป็นอย่างมาก จากเดิมนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาไทยเดือนละไม่ถึง 1 ล้านคน เป็นเดือนละกว่า 2 ล้านคน ในปัจจุบัน แม้แต่ในปัจจุบันที่เศรษฐกิจโลกยังไม่แน่นอน จนทำให้การส่งออกสินค้าไทยหดตัวร้อยละ 1.4 ต่อปี ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2557 แต่นักท่องเที่ยวต่างชาติยังเข้ามาไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จนทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 26.5 ล้านคน ในปี 2556 สร้างรายได้เข้าประเทศไม่ต่ำกว่า 1.2 ล้านล้านบาท ดังนั้นอาจจะกล่าวได้ว่าภาคการท่องเที่ยวถือเป็นเครื่องยนต์สำรองที่ช่วยประคับประคองเศรษฐกิจไทยให้ก้าวข้ามผ่านมรสุมมาได้
กับท่องเที่ยวในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ภาคการท่องเที่ยวไทยได้เติบโตเป็นอย่างมาก จากเดิมนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาไทยเดือนละไม่ถึง 1 ล้านคน เป็นเดือนละกว่า 2 ล้านคน ในปัจจุบัน แม้แต่ในปัจจุบันที่เศรษฐกิจโลกยังไม่แน่นอน จนทำให้การส่งออกสินค้าไทยหดตัวร้อยละ 1.4 ต่อปี ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2557 แต่นักท่องเที่ยวต่างชาติยังเข้ามาไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จนทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 26.5 ล้านคน ในปี 2556 สร้างรายได้เข้าประเทศไม่ต่ำกว่า 1.2 ล้านล้านบาท ดังนั้นอาจจะกล่าวได้ว่าภาคการท่องเที่ยวถือเป็นเครื่องยนต์สำรองที่ช่วยประคับประคองเศรษฐกิจไทยให้ก้าวข้ามผ่านมรสุมมาได้
แต่สถานการณ์การท่องเที่ยวไทยพลิกกลับจากหน้ามือเป็นหลังมือนับตั้งแต่ต้นปี 2557 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติกลับหดตัวอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลมาจากเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองที่ลากยาวมาตั้งแต่ปลายปี 2556 โดยมีการชะลอตัวลงต่อเนื่อง นับตั้งแต่มีความไม่สงบทางการเมืองภายในประเทศ และการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แม้สถานการณ์จะดีขึ้นภายหลังการยกเลิก พ.ร.ก. ทำให้นักท่องเที่ยวกลับมาใกล้เคียงปกติ แต่เป็นเพียงช่วงสั้นๆ ก่อนที่จะกลับไปหดตัวอีกครั้งหลังเทศกาลสงกรานต์ จนกระทั่งการประกาศกฎอัยการศึกและการรัฐประหารในเดือน พ.ค. แม้การทำรัฐประหารจะทำให้สถานการณ์การเมืองมีความชัดเจนขึ้นและส่งผลดีต่อภาคเศรษฐกิจโดยรวม โดยเฉพาะความชัดเจนภาครัฐที่สร้างความเชื่อมั่นต่อผู้บริโภคและนักลงทุน แต่ต้องยอมรับว่าภาคการท่องเที่ยวกลับเป็นภาคเดียวที่ได้รับผลกระทบทางลบและรุนแรงกว่าใคร เนื่องจากต่างชาติไม่เข้าใจและไม่เชื่อมั่นในสถานการณ์ทางการเมืองไทย นับเป็นเรื่องน่าเสียดายที่ภาคการท่องเที่ยวของไทยต้องมาสะดุดในช่วงที่แนวโน้มการท่องเที่ยวของโลกอยู่ในช่วงขาขึ้น โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนที่ขยายตัวสูงในประเทศอื่นๆ แต่กลับหดตัวในประเทศไทย เปรียบเสมือนมีโอกาสผ่านมาแต่ไทยไม่สามารถคว้าไว้ได้
หลายฝ่ายอาจคิดว่าภาคการท่องเที่ยวไทยน่าจะฟื้นตัวได้รวดเร็ว โดยเปรียบเทียบกับการทำรัฐประหารในปี 2549 ที่พบว่าจำนวนนักท่องเที่ยวชะลอตัวลงไปบ้างและใช้เวลาเพียง 12 เดือนก็สามารถกลับมาขยายตัวได้ในระดับใกล้เคียงกับก่อนเกิดรัฐประหาร แต่มีความเป็นไปได้ว่าครั้งนี้ผลกระทบอาจมีความรุนแรงและยาวนานกว่า เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองที่รุนแรงและยืดเยื้อมาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2556 บั่นทอนบรรยากาศการท่องเที่ยวมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ประเทศต่างๆ ทยอยประกาศแจ้งเตือนนักท่องเที่ยว 54 ประเทศ (ณ วันที่ 25 ก.ย. 2557) ต่างจากปี 2549 ที่ไม่มีประเทศใดเลยที่ประกาศแจ้งเตือนนักท่องเที่ยว ซึ่งการประกาศเตือนภัยนี้ส่งผลกระทบต่อความครอบคลุมการทำประกันของนักท่องเที่ยวอีกด้วย จึงเป็นอุปสรรคท้าทายอย่างยิ่งของทั้งทางการและภาคเอกชนที่จะช่วยฟื้นฟูภาคท่องเที่ยวไทยในครั้งนี้ ปัจจัยลบต่างๆ นี้ทำให้ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2557 อยู่ 15.7 ล้านคน หดตัวร้อยละ 10.7 ต่อปี
นอกจากนี้ โครงสร้างนักท่องเที่ยวไทยยังเปลี่ยนไปจากอดีต โดยมีนักท่องเที่ยวจากเอเชียตะวันออกในสัดส่วนที่สูงกว่าอดีตอยู่มาก ซึ่งนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้เองเป็นกลุ่มที่อ่อนไหวสูงต่อเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมือง
แต่ในวิกฤตย่อมมีโอกาสเสมอ เนื่องจากนักท่องเที่ยวเอเชียแม้จะอ่อนไหวสูง แต่ก็เป็นกลุ่มที่สามารถกลับมาพลิกฟื้นอย่างรวดเร็วเช่นกัน กล่าวได้ว่า เป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มที่มีศักยภาพอย่างสำคัญในการช่วยดึงให้ภาคการท่องเที่ยวไทยที่ล้มลงกลับมาลุกได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งภาคการท่องเที่ยวไทยจะลุกได้ไวแค่ไหนนั้นคงขึ้นอยู่กับความร่วมมือของภาครัฐและเอกชนในการเร่งสร้างความเข้าใจกับนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมทั้งเร่งฟื้นฟูบรรยากาศภาคท่องเที่ยวโดยเฉพาะด้านความปลอดภัย ซึ่งหลายฝ่ายคงจะต้องกำลังเร่งดำเนินการกันอย่างเต็มที่
ภาคการท่องเที่ยวไทยนั้นมีจุดแข็งรอบด้านอยู่แล้ว โดยรายงานสำรวจภาคท่องเที่ยวของ World Economic Forum ปีล่าสุดเปิดเผยว่า อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยยังมีจุดเด่นในด้านการคมนาคมทางอากาศ โรงแรมและที่พัก ราคาคุ้มค่า และความมีอัธยาศัยดี ปัจจัยการเมืองนั้นหากเปรียบเทียบก็เป็นเสมือนมรสุมระยะสั้นๆ ที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ถ้าทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างจริงจังและหากสถานการณ์ทางการเมืองของไทยคลี่คลาย ก็ยังมีโอกาสที่นักท่องเที่ยวจะหลั่งไหลกลับเข้ามาเยือนไทยอีกครั้งด้วยศักยภาพแข็งแกร่งของตนเองที่มีอยู่
อย่างไรก็ดี ควรใช้วิกฤตครั้งนี้ให้เป็นโอกาส โดยทุกฝ่ายควรตระหนักถึงการพัฒนาภาคการท่องเที่ยวในระยะยาวด้วย โดยทั้งภาครัฐและเอกชนควรร่วมมือกันเตรียมความพร้อมในการลงทุนเพื่อรองรับการกลับเข้ามาของนักท่องเที่ยวระลอกใหม่ โดยเฉพาะการพัฒนาเส้นทางคมนาคมและสาธารณูปโภคพื้นฐาน รวมทั้งเน้นสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับภาคการท่องเที่ยวอีกด้วย เช่น การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ หรือการจัดประชุมสัมมนาที่มีค่าใช้จ่ายต่อทริปสูง เพื่อผลักดันให้ภาคการท่องเที่ยวสามารถช่วยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะยาวได้อีกทางหนึ่ง







