
ศธ.คุมเข้มหลักสูตรมหา’ลัย
เปิดเยอะเฟ้อไร้คุณภาพไม่ตรงตลาดเรียนจบยังตกงาน/จี้โชว์เงินเดือนบัณฑิตใหม่
เปิดเยอะเฟ้อไร้คุณภาพไม่ตรงตลาดเรียนจบยังตกงาน/จี้โชว์เงินเดือนบัณฑิตใหม่
รมช.ศธ.อัดมหาวิทยาลัยหาเงินอย่างเดียวทำ นศ.ตกงานและเป็นหนี้
นายกฤษณพงศ์ กีรติกร รมช.ศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า ได้หารือกับคุณหญิงสุมณฑา พรหมบุญ ประธานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) และนายวิชัย ริ้วตระกูล รองประธาน กกอ. ถึงการสร้างกลไกเข้าไปดูแลการเปิดหลักสูตรของสถาบันอุดมศึกษา เพราะปัจจุบันมีการเปิดมหาวิทยาลัยใหม่ เปิดหลักสูตรใหม่อย่างไม่มีขีดจำกัด ทำให้การเปิดหลักสูตรของสถาบันอุดมศึกษาจึงอยู่ในภาวะเฟ้อ
“ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา พบว่าผู้ที่จบปริญญาตรี 3 คน สามารถหางานทำได้ในปีแรกเพียง 1 คนเท่านั้น อีก 2 คน ตกงาน โดยรวมแต่ละปีจะมีบัณฑิตที่ไม่สามารถหางานทำทันที่สำเร็จการศึกษาถึง 1.5 แสนคน และยังมีอีกจำนวนมากที่ทำงานต่ำกว่าวุฒิ ได้รายได้ต่ำกว่าวุฒิ เพราะมีการเปิดสาขาวิชามากเกินไป ไม่ตรงความต้องการของตลาดและยังมีปัญหาเรื่องคุณภาพหลักสูตรอีกด้วย” นายกฤษณพงศ์ กล่าว
รมช.ศธ. กล่าวอีกว่า เมื่อผู้เรียนหลักสูตรปริญญาตรีต้องเสียค่าใช้จ่ายตลอดหลักสูตรกว่า 34 แสนบาท/คนเป็นอย่างต่ำ แต่เรียนจบออกมาแล้วกลับไม่สามารถหางานได้ปีละ 1.5 แสนคน ถือเป็นความสูญเสียมหาศาลของทั้งผู้เรียน ผู้ปกครอง รวมถึงรัฐ ในฐานะผู้สนับสนุนงบประมาณให้มหาวิทยาลัยและยังส่งผลกระทบต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ทำให้บัณฑิตไม่มีเงินชำระกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา โดยการเปิดหลักสูตรหลังจากนี้ควรพิจารณาจากความต้องการของประเทศเป็นหลัก โดยจะเสนอให้เพิ่มอำนาจ กกอ.ในการอนุมัติหลักสูตรของมหาวิทยาลัยด้วย
นอกจากนี้ จะให้มหาวิทยาลัยต้องแจ้งข้อมูลต่อสาธารณะเกี่ยวกับตัวเลขการมีงานทำของบัณฑิตที่จบสาขาวิชาต่างๆ รวมถึงอัตราเงินที่บัณฑิตได้รับจริง ซึ่งในปัจจุบันแม้แต่รัฐมนตรีก็ไม่มีอำนาจชี้แจง ปัจจุบันแม้แต่รัฐมนตรีก็ไม่มีอำนาจสั่งให้มหาวิทยาลัยชี้แจงข้อมูล เพื่อให้ผู้เรียนมีโอกาสตัดสินใจว่าจะเรียนสาขาวิชานี้หรือไม่ โดยมหาวิทยาลัยไม่ควรมีรายได้ในขณะที่ลูกศิษย์ตัวเองต้องตกงานและเป็นหนี้
วันเดียวกัน นายวรวิทย์ อิศรางกูร ณ อยุธยา คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล พร้อมด้วยบุคลากรกว่า 30 คน ร่วมกันแถลงข่าวสนับสนุนให้ ศ.นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน ควบ 2 ตำแหน่ง ทั้งอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดลและ รมว.สาธารณสุข เนื่องจากขณะนี้อยู่ในสถานการณ์ไม่ปกติ ต้องช่วยกันปฏิรูปประเทศก่อน ทั้งนี้เชื่อว่าจะไม่กระทบกับการบริหารมหาวิทยาลัยเพราะสามารถแยกบทบาทได้







