
เตือนตึกสูงกทม.เสี่ยงถล่มดินยุบใช้น้ำบาดาลมาก
สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง แถลงผลวิจัยพบว่า ปริมาณน้ำบาดาลประเทศไทยเพิ่มสูงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก
โดย...ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์
สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง แถลงผลวิจัยพบว่า ปริมาณน้ำบาดาลประเทศไทยเพิ่มสูงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก อาจส่งผลให้โครงสร้างเสาเข็มใต้ดินอาคารสูงที่ก่อสร้างใน กทม.ช่วงปี 2533-2549 ได้รับผลกระทบ
อุมา ศรีบุญเรือง อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) กล่าวว่า สถานการณ์สภาพอากาศของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป เกิดจากผลการทำกิจกรรมของมนุษย์ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ ความชื้น ปริมาณน้ำฝน ฤดูกาล โลกร้อน เกิดภาวะแห้งแล้ง น้ำท่วม โดยจากการศึกษาพบว่า อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกจะเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 1.45.8 องศาเซลเซียส
ปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำบาดาลในกรุงเทพฯ และปริมณฑล เกิดจากใช้น้ำบาดาลในปริมาณมากของประชาชนตั้งแต่ปี 2541-2544 ซึ่งสูงกว่าปริมาณการใช้ที่ปลอดภัย นอกจากนี้ยังเป็นผลมาจากปรากฏการณ์เอลนินโญที่ทำให้มีน้ำฝนน้อย อุณหภูมิสูง และปรากฏการณ์ลานินญาที่ทำให้ปริมาณน้ำฝนมาก จึงเกิดวิกฤตการณ์แรงดันของน้ำบาดาลลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้การใช้น้ำบาดาลที่มากเกินสมดุลทางธรรมชาติติดต่อเป็นเวลานาน ทำให้เกิดวิกฤตการณ์น้ำบาดาลขึ้น สิ่งที่บ่งชี้คือ แรงดันของน้ำบาดาลลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว เกิดผลกระทบต่อเนื่องคือแผ่นดินทรุด และน้ำเค็มแทรกซึมรุกล้ำเข้ามาในชั้นน้ำบาดาล
ปัจจุบันผลการศึกษาการคืนตัวระดับน้ำบาดาลใน 3 ชั้น ในพื้นที่ที่มีการใช้น้ำสูงสุด คือ ชั้นน้ำพระประแดง ชั้นน้ำนครหลวง และชั้นน้ำนนทบุรี พบว่า การลดลงของระดับแรงดันน้ำเริ่มชะลอตัวในช่วงปี 2540 ขณะเดียวกันพบการเพิ่มขึ้นของแรงดันน้ำชัดเจนมากหลังปี 2546 โดยมีอัตราการฟื้นตัวเฉลี่ยปีละ 12 เมตร
สุพจน์ ศรีนิล อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. กล่าวว่า กรุงเทพฯ และปริมณฑลใช้น้ำบาดาลอย่างมากเมื่อประมาณต้นปี 2500 และอัตราการสูบน้ำบาดาลขึ้นมาใช้ก็สูงขึ้นเรื่อยๆ และมากสุดในช่วงประมาณปี 2540 ทำให้เกิดการทรุดตัวของพื้นที่โดยรวม และปัญหาน้ำท่วมขัง เนื่องจากอยู่ติดทะเลที่มีระดับน้ำทะเลปานกลางยันอยู่ เกิดการพัฒนาที่ดินหนีการทรุดตัวของดินหรือหนีน้ำท่วม โดยการถมที่ดินสูงขึ้น 1.50-2.00 เมตร ซึ่งสิ้นเปลืองทางเศรษฐกิจ การถมดินก็ยิ่งเร่งการทรุดตัวลงไปอีก และเป็นการบล็อกทางไหลของน้ำเกิดปัญหาต่อเนื่อง แก้ปัญหาหนึ่งก็เกิดปัญหาหนึ่งตามมา
ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำใต้ดินดังกล่าวส่งผลกระทบต่ออาคารสูงและสิ่งก่อสร้างต่างๆ ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยเฉพาะอาคารที่สร้างในช่วงปี 2533-2549 เนื่องจากช่วงนั้นมีการใช้น้ำบาดาลจำนวนมาก ส่งผลให้ชั้นดินเกิดการเปลี่ยนแปลงหลังจากลดการใช้ปริมาณน้ำบาดาล
“ดินจะมีน้ำแทรกระหว่างเม็ดดินมาก หากอัตราน้ำใต้ดินสูงขึ้น ผิวสัมผัสของเม็ดดินต่อกันจะน้อยลง ทำให้การรับน้ำหนักของดินลดลง และดินจะยุบตัวลงเมื่อระดับใต้ดินน้อย ซึ่งจะทำให้การรับน้ำหนักของดินเพิ่มขึ้น”
สุพจน์ กล่าวว่า ความสามารถแบกทานของดินเมื่อปริมาณน้ำใต้ดินมาก จะส่งผลให้เกิดผลกระทบต่อระบบรากฐานของอาคารที่มีเสาเข็มยาว และหากอาคารที่ปลูกสร้างอยู่ในช่วงปี 2533-2549 ซึ่งน้ำใต้ดินจะอยู่ที่ระดับลบ 24 ถึงลบ 28 เมตร เป็นระดับน้ำใต้ดินที่ต่ำที่สุด จะทำให้ดินเกิดการเปลี่ยนแปลงเนื่องจากน้ำใต้ดินมีปริมาณสูงขึ้น กำลังต้านของดินมีแนวโน้มจะลดลง ทั้งนี้หากสัดส่วนความปลอดภัยต่ำกว่า 1.5 เท่า จะถือว่าลดลงค่อนข้างมากจนอยู่ในสภาวะเสี่ยง อาคารสูงที่สร้างในช่วงปีที่กล่าวถึง จึงควรสำรวจ ตรวจสอบน้ำหนักที่แท้จริงของอาคาร เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต
อย่างไรก็ตาม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งศึกษาผลกระทบในเรื่องนี้อย่างจริงจัง และออกกฎเกณฑ์ให้วิศวกรได้ตระหนักถึงปัญหาของผลกระทบการคืนกลับของระดับน้ำใต้ดินในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อป้องกันปัญหาอาคารถล่ม







