เตือนตึกเมืองกรุงเสี่ยงถล่มเหตุระดับน้ำบาดาลเพิ่ม
นักวิชาการแนะตรวจสอบโครงสร้างตึกสูง เสี่ยงตึกถล่มจากระดับน้ำบาดาลที่เพิ่มขึ้น
นักวิชาการแนะตรวจสอบโครงสร้างตึกสูง เสี่ยงตึกถล่มจากระดับน้ำบาดาลที่เพิ่มขึ้น
เมื่อวันที่ 25 ก.ย. นางอุมา ศรีบุญเรือง อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เปิดเผยข้อมูลการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก กับระดับน้ำบาดาลในพื้นที่กรุงเทพว่า สถานการณ์สภาพอากาศของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป เกิดจากผลการทำกิจกรรมของมนุษย์ที่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ ความชื้น ปริมาณน้ำฝน ฤดูกาล ปรากฏการณ์โลกร้อน ทำให้ต้องพบกับปรากฏการณ์ที่รุนแรง เช่น ภาวะแห้งแล้ง น้ำท่วม ฯลฯ
ทั้งนี้ จากการศึกษาของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ IPCC ในปี 2001 พบว่า อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกจะเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 1.4 ถึง 5.8 องศาว่า อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกจะเพิ่มขึ้น 1.4 – 5.8 องศาเซลเซียส ซึ่งจะส่งผลให้เกิดความแห้งแล้งและน้ำท่วมอย่างรุนแรง ปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำบาดาลในกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล เกิดจากใช้น้ำบาดาลในปริมาณมากของประชาชน ตั้งแต่ปี 2541 – 2544 ซึ่งสูงกว่าปริมาณการใช้ที่ปลอดภัย
นอกจากนี้ ยังเป็นผลมาจากการเกิดปรากฏการณ์เอลนิโญที่ทำให้ปริมาณน้ำฝนน้อย อุณหภูมิสูง และปรากฏการณ์ลานิโญที่ทำให้ปริมาณน้ำฝนมาก และทำให้อุณหภูมิต่ำทำให้เกิดวิกฤตการณ์แรงดันของน้ำบาดาลลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดผลกระทบอย่างต่อเนื่องคือแผ่นดินทรุด และน้ำเค็มแทรกซึมมายังชั้นน้ำบาดาล
“อัตราการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำบาดาลที่ประชาชนใช้ ระดับน้ำบาดาลจะเพิ่มและลดที่ 10 เมตร ส่วนระดับน้ำบาดาลจากปรากฏการณ์แอลนิโญและลานิญญาจะเพิ่มและลดจะที่ 1 เมตร ส่งผลกระทบน้อยกว่าการใช้น้ำบาลจากภาคประชาชน”นางอุมา กล่าว
นางอุมา กล่าวอีกว่า ในปี 2546 ได้มีการแก้ไขปัญหาการใช้น้ำบาดาล โดยการแก้ไข พ.ร.บ.น้ำบาดาลปี 2520 เพื่อบังคับการลดหรือยกเลิกการใช้น้ำบาดาล ส่งผลให้ระดับแรงดันน้ำบาดาลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีอัตราการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำบาดาลเฉลี่ยปีละ 1-2 เมตร ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล นอกจากนี้ ประเทศไทยมีแอ่งน้ำบาดาลทั้งหมด 27 แอ่ง มีปริมาณน้ำกักเก็บประมาณ 1.1 ล้านล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 24 เท่าของแหล่งน้ำผิวดิน ซึ่งปริมาณน้ำบาดาลที่เพิ่มขึ้น จะส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของชั้นดิน และเสี่ยงต่อการเกิดดินถล่ม
นายสุพจน์ ศรีนิล อาจารย์ภาควิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำใต้ดินจะส่งผลกระทบต่ออาคารสูงและสิ่งก่อสร้างต่างๆ ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล โดยเฉพาะอาคารที่สร้างในช่วงปี 2533 – 2549 เนื่องจากในช่วงนั้นมีอัตราการใช้น้ำบาดาลจำนวนมาก ส่งผลให้ชั้นดินเกิดการเปลี่ยนแปลงหลังจากลดการใช้ปริมาณน้ำบาดาล
“ดินจะมีน้ำแทรกระหว่างเม็ดดินมาก หากอัตราน้ำใต้ดินสูงขึ้น ผิวสัมผัสของเม็ดดินต่อกันจะน้อยลง ทำให้การรับน้ำหนักของดินลดลง และดินจะยุบตัวลงเมื่อระดับใต้ดินน้อย ซึ่งจะทำให้การรับน้ำหนักของดินเพิ่มขึ้น”นายสุพจน์ กล่าว
นายสุพจน์ กล่าวอีกว่า ความสามารถแบกทานของดินเมื่อปริมาณน้ำใต้ดินมาก จะส่งผลให้เกิดผลกระทบต่อระบบรากฐานของอาคารที่มีเสาเข็มยาว และหากอาคารที่ปลูกสร้างอยู่ในช่วงปี 2533 – 2549 น้ำใต้ดินจะอยู่ที่ระดับ – 24 ถึง -28 เมตร ซึ่งเป็นระดับน้ำใต้ดินที่ต่ำที่สุด ส่งผลให้เมื่อระดับน้ำกลับคืนสู่สภาวะไฮโดรสแตติค (Hydrostatic) จะทำให้ดินเกิดการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากน้ำใต้ดินมีปริมาณสูงขึ้น ทำให้กำลังต้านของดินมีแนวโน้มจะลดลง
"หากสัดส่วนความปลอดภัย (Factor of safety) ต่ำกว่า 1.5 เท่า จะถือว่าลดลงค่อนข้างมากจนอยู่ในสภาวะเสี่ยง อาคารสูงที่สร้างในช่วงปีที่กล่าวถึง จึงควรมีการศึกษา สำรวจ ตรวจสอบน้ำหนักที่แท้จริงของอาคาร เพื่อหาป้องกันและแก้ไขปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต"นายสุพจน์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งศึกษาผลกระทบในเรื่องนี้อย่างจริงจัง และออกกฎเกณฑ์ให้วิศวกรได้ตระหนักถึงปัญหาของผลกระทบการคืนกลับของระดับน้ำใต้ดินในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล เพื่อป้องกันปัญหาอาคารถล่ม







