posttoday
สยามพิวธรรน์ปูพรมลุย 5 ปีหว่าน 5.5 หมื่นล้าน

สยามพิวธรรน์ปูพรมลุย 5 ปีหว่าน 5.5 หมื่นล้าน

25 กันยายน 2557

แม้ว่าในช่วงปลายปี 2556 ต่อเนื่องมาจนถึงครึ่งปีแรกของปี 2557 ประเทศไทยจะประสบปัญหาเศรษฐกิจและการเมือง ส่งผลให้ภาพรวมธุรกิจค้าปลีกได้รับผลกระทบพอสมควร โดยเฉพาะห้างค้าปลีกใจกลางเมือง แต่การทำธุรกิจต้องมองระยะยาว จึงทำให้ผู้ประกอบการค้าปลีกต่างออกมาประกาศแผนการลงทุนครั้งใหญ่ ส่งผลให้ภาพรวมการลงทุนในธุรกิจค้าปลีกในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมามีมูลค่าสูงถึง 2.1 แสนล้านบาท

แม้ว่าในช่วงปลายปี 2556 ต่อเนื่องมาจนถึงครึ่งปีแรกของปี 2557 ประเทศไทยจะประสบปัญหาเศรษฐกิจและการเมือง ส่งผลให้ภาพรวมธุรกิจค้าปลีกได้รับผลกระทบพอสมควร โดยเฉพาะห้างค้าปลีกใจกลางเมือง แต่การทำธุรกิจต้องมองระยะยาว จึงทำให้ผู้ประกอบการค้าปลีกต่างออกมาประกาศแผนการลงทุนครั้งใหญ่ ส่งผลให้ภาพรวมการลงทุนในธุรกิจค้าปลีกในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมามีมูลค่าสูงถึง 2.1 แสนล้านบาท

หนึ่งในผู้ประกอบการค้าปลีกที่ออกมาประกาศแผนลงทุนล่าสุดคือ บริษัท สยามพิวรรธน์ ผู้ดำเนินธุรกิจศูนย์การค้าสยามดิสคัฟเวอรี่ ศูนย์การค้าสยามเซ็นเตอร์ และศูนย์การค้าสยามพารากอน

ยุทธศาสตร์ที่บริษัท สยามพิวรรธน์ ออกมาประกาศครั้งนี้ถือเป็นการปูพรมลุยธุรกิจค้าปลีกอย่างเต็มรูปแบบระยะยาว 5 ปี เริ่มตั้งแต่ปี 2558-2562 มีทั้งการขยายธุรกิจในส่วนของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ประกอบไปด้วยโครงการขนาดใหญ่ในรูปแบบมิกซ์ยูส ที่มีทั้งศูนย์การค้า และอาคารสำนักงาน รวมมูลค่าการลงทุน 4.2 หมื่นล้านบาท

นอกจากนี้ ยังมีแผนลงทุนธุรกิจใหม่ในกลุ่มของความบันเทิง และศิลปวัฒนธรรม รวมมูลค่าการลงทุน 1 หมื่นล้านบาท และการลงทุนในธุรกิจแฟรนไชส์ร้านอาหาร ร้านสเปเชียลตี้สโตร์ ภายใต้งบลงทุน 3,000 ล้านบาท หากนำแนวทางการดำเนินธุรกิจทั้ง 3 กลุ่มมารวมกันจะทำให้บริษัท สยามพิวรรธน์ ใช้งบลงทุนรวมสูงถึง 5.5 หมื่นล้านบาท

ชฎาทิพ จูตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยามพิวรรธน์ กล่าวว่า แนวทางธุรกิจนับจากนี้บริษัทยังคงย้ำจุดยืนที่มั่นคงและแข็งแกร่ง ด้วยกลยุทธ์ “การเป็นผู้นำความคิดสร้างสรรค์ที่ล้ำสมัย” ภายใต้การนำเสนอคอนเซ็ปต์แปลกใหม่ในการพัฒนาโครงการต่างๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อนในประเทศไทย หรือเป็นครั้งแรกในโลก เพื่อนำพาธุรกิจไปสู่ความเป็นผู้นำการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และค้าปลีกแนวหน้าของไทย

ภายใต้กลยุทธ์ดังกล่าว สยามพิวรรธน์ได้วางเป้าหมายด้วยการให้ความสำคัญกับการเป็นผู้นำเสนอประสบการณ์ที่เหนือกว่า ล้ำกว่าแก่ผู้มาใช้บริการ โดยที่ไม่ยึดติดกับรูปแบบเดิมๆ เนื่องจากต้องการให้ศูนย์การค้าใหม่แต่ละแห่งมีความเฉพาะตัวและโดดเด่น เพื่อสะท้อนวิสัยทัศน์และจุดยืน “ผู้เป็นสัญลักษณ์แห่งการนำเสนอความแปลกใหม่ให้ชีวิต” (The Icon of Innovative Lifestyle) พร้อมเปิดตัวโลโก้ใหม่ของบริษัท

สำหรับกลยุทธ์ที่จะใช้เป็นจุดยืนในการลงทุนขยายธุรกิจในช่วง 5 ปีนับจากนี้มีอยู่ด้วยกัน 5 กลยุทธ์หลัก ประกอบด้วย 1.สร้างประสบการณ์แตกต่างที่ตรงใจ กับธุรกิจหลักทุกโครงการ เพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้ายุคโลกาภิวัตน์ ด้วยการศึกษาเทรนด์ของโลก เพื่อนำมาออกแบบอาคาร จัดพื้นที่พิเศษ ให้บริการด้านนวัตกรรมการสื่อสาร สินค้า และบริการ รวมถึงกิจกรรมการตลาดที่แปลกใหม่ โดยเร็วๆ นี้ เตรียมปรับปรุงศูนย์การค้าสยามดิสคัฟเวอรี่ และสยามพารากอนให้ทันสมัย รวมถึงการสร้าง 7 สิ่งมหัศจรรย์ระดับโลกในโครงการไอคอนสยาม

2.เน้นการนำเสนอความคิดใหม่ๆ เพื่อต่อยอดความสำเร็จให้แก่ผู้ประกอบการร้านค้า และพันธมิตรทางธุรกิจ และเพื่อร่วมกันสร้างประสบการณ์ที่ตื่นเต้นล้ำยุคอยู่เสมอ 3.การลงทุนเองในธุรกิจรูปแบบใหม่ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศไทย เพื่อนำเสนอประสบการณ์ระดับโลก โดยอยู่ระหว่างการเจรจานำแฟรนไชส์ภัตตาคารชื่อดังจากต่างประเทศ 23 รายเข้ามาเปิดให้บริการ คาดว่าไตรมาสสุดท้ายของปีนี้น่าจะได้ข้อสรุป

ขณะเดียวกัน ยังมีแผนขยายธุรกิจร้านลอฟท์ แฟรนไชส์สเปเชียลตี้สโตร์ จากประเทศญี่ปุ่นเพิ่มเติมอีก 3 แห่ง ภายใน 5 ปีนับจากนี้ และขยายร้านเดอะ วันเดอร์ รูม และเดอะ ซีเล็กเต็ด เพิ่มเติมทั้งในประเทศและต่างประเทศ 4.การจับมือกับพันธมิตรระดับโลก เพื่อร่วมลงทุนทำธุรกิจที่แปลกใหม่ให้เกิดขึ้นภายใน 3-5 ปีนับจากนี้ เช่น ธุรกิจความบันเทิงระดับโลก ศิลปวัฒนธรรม และธุรกิจค้าปลีกหลายๆ ประเภท

กลยุทธ์ที่ 5 คือ การเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการเปิดประตูสู่อาเซียน ด้วยการปรับองค์กรและบริษัทในเครือทั้ง 15 บริษัทให้มีศักยภาพมากขึ้น และเสริมทัพผู้บริหารระดับสูง เนื่องจากในอนาคตอันใกล้ สยามพิวรรธน์มีแผนที่จะขยายธุรกิจเข้าไปยังประเทศต่างๆ ในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาศักยภาพของแต่ละประเทศในอาเซียน

ส่วนจะเข้าไปลงทุนในประเทศไหนเป็นประเทศแรกนั้น ขณะนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ เพราะยังอยู่ในช่วงของการเตรียมความพร้อมและการสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจในประเทศ

หลังจากประกาศยุทธศาสตร์ 5 ปีดังกล่าว มั่นใจว่าในอีก 5 ปีนับจากนี้จะต้องมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 5 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีนี้ที่คาดว่าจะมีรายได้รวม 3 หมื่นล้านบาท ใกล้เคียงกับปี 2556 ที่มีรายได้เกือบ 3 หมื่นล้านบาท เนื่องจากครึ่งปีแรกได้รับผลกระทบจากปัจจัยลบทางด้านเศรษฐกิจและการเมือง

ความเคลื่อนไหวของภาคเอกชน ด้วยการทยอยออกมาประกาศแผนการลงทุนครั้งใหญ่กันอย่างต่อเนื่อง น่าจะช่วยให้ภาครัฐเข้ามาสนับสนุนเอกชนได้ไม่มากก็น้อย เพราะถ้าธุรกิจค้าปลีกขยายตัวดีขึ้น ก็หมายถึงการช่วยให้จีดีพีของไทยเพิ่มขึ้น ซึ่งหากดูที่มูลค่าระดับแสนล้านบาทก็ถือว่ามากพอสมควร

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท