
เบ่งเบิกจ่ายงบประมาณสั่งได้แต่เร่งไม่ขึ้น
แค่การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)นัดที่สอง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
แค่การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)นัดที่สอง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็สั่งให้เบิกจ่ายงบประมาณครั้งใหญ่เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจปีนี้และปีหน้าให้ขยายตัวตามเป้า
สำหรับปีนี้แม้ว่าหน่วยงานด้านเศรษฐกิจจะประเมินว่าขยายตัวได้เพียง 1.5% แต่รัฐบาลก็ยังหวังลึกๆ อยากให้ขยายตัวอย่างน้อย 2% ขณะที่ปีหน้าที่มองว่าจะขยายตัวได้ 45% รัฐบาลก็มองไกล อยากให้ขยายตัวมากกว่า 5% โดยตั้งแต่ช่วงนี้จนถึงปีหน้า รัฐบาลจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เศรษฐกิจปีหน้าขยายตัวได้แบบก้าวกระโดด
อย่างไรก็ตาม มาตรการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สามารถทำได้เร็ว ทำได้จริง เกิดผลจริง เห็นจะมีแต่การเบิกจ่ายของภาครัฐเท่านั้น เพราะแรงขับเคลื่อนอื่นๆ หวังได้ยาก ทั้งการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ การส่งออกที่ยังทรงๆ ทรุดๆ เพราะเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวไม่ชัดเจนและสินค้าของไทยยังไม่ได้ยกระดับคุณภาพในการผลิต
ส่วนการท่องเที่ยวก็ติดปัญหากฎอัยการศึก ล่าสุดยังมีปัญหาภาพลักษณ์จากการฆาตกรรมนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ดังกระฉ่อนไปทั่วโลก จนทำให้รายได้จากการท่องเที่ยวไม่สวยอย่างที่คาดไว้
การเบิกจ่ายงบประมาณจึงมาตรการเดียวที่รัฐบาลสามารถควบคุมได้ จึงมีการสั่งให้เดินหน้าการใช้งบลงทุนครั้งใหญ่เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ มีการขีดเส้นตายการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2558 ที่จะเริ่มวันที่ 1 ต.ค. 2557 ซึ่งก็เหลืออีกไม่กี่วันข้างหน้า โดยเฉพาะโครงการขนาดเล็กที่ให้เบิกจ่ายครั้งเดียว ภายในไตรมาสแรกของปีงบประมาณหรือเดือน ต.ค.-ธ.ค.ปีนี้ เพื่อให้เม็ดเงินเข้าสู่ระบบเร็วที่สุด
ทั้งนี้ เฉพาะไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2558 รัฐบาลตั้งเป้าเบิกจ่ายงบไว้ 9.4 แสนล้านบาท หรือ 36% ของงบทั้งหมด ในจำนวนนี้เป็นงบลงทุน 1.49 แสนล้านบาท นอกจากนี้ยังมีงบลงทุนรัฐวิสาหกิจอีก 1.91 แสนล้านบาท และงบค้างท่อจากปีงบประมาณก่อนๆ อีก 1.6 แสนล้านบาท รวมแล้วจะมีเม็ดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจตั้งแต่เดือน ต.ค.-ธ.ค.นี้ สูงถึง 1.29 ล้านล้านบาท
สำหรับไตรมาส 2 ของปีงบประมาณตั้งเป้าเบิกจ่าย 5.9 แสนล้านบาท เป็นงบประจำ 4.56 แสนล้านบาท งบลงทุน 1.33 แสนล้านบาท ไตรมาส 3 เบิกจ่ายให้ได้ 5.92 แสนล้านบาท เป็นงบประจำ 4.88 แสนล้านบาท งบลงทุน 1.04 แสนล้านบาท และไตรมาสสุดท้ายเบิกจ่ายให้ได้ 4.51 แสนล้านบาท เป็นงบประจำ 3.89 แสนล้านบาท งบลงทุน 6.23 หมื่นล้านบาท
นอกจากนี้ รัฐบาลยังกำหนดกรอบการเบิกจ่ายงบประมาณลงลึกไปในรายละเอียดด้วยว่า งบลงทุนไม่เกิน 10 ล้านบาท ให้เซ็นสัญญาและเบิกจ่ายภายในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ งบตั้งแต่ 10100 ล้านบาทให้เซ็นสัญญาไม่เกินไตรมาส 2 ของปีงบประมาณ และงบที่เกิน 500 ล้านบาทให้เซ็นสัญญาจัดซื้อจัดจ้างภายในไตรมาส 2 และเบิกจ่ายให้รวดเร็วภายในไตรมาส 3 และไตรมาสสุดท้ายของปีงบประมาณ โดยให้โครงการทั้งหมดเริ่มขบวนการจัดซื้อจัดจ้างตั้งแต่วันที่ 16 ก.ย.ที่ผ่านมา เป็นการเตรียมการล่วงหน้าก่อนงบประมาณจะผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) หวังให้การเบิกจ่ายรวดเร็วกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา
นอกจากนี้ ที่ผ่านมาคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้เห็นชอบมาตรการเร่งเบิกจ่ายไปบางส่วนแล้ว เช่น งบสัมมนาอบรมของหน่วยราชการและรัฐวิสาหกิจต่างๆ ต้องเบิกจ่ายให้ได้อย่างน้อย 50% ของงบที่ได้จัดสรรภายในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ เป็นต้น
จะเห็นได้ว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้อย่างมาก เพื่อให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ 2% ตามที่คาดหวังไว้ให้ได้
นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังเสนอมาตรการยกเครื่องประเทศไทยให้ ครม.เห็นชอบ เพื่อเสริมมาตรการเบิกจ่ายอีกแรงหนึ่ง โดยจะดึงงบประมาณส่วนต่างๆ ที่ตั้งไว้แล้วแต่ยังใช้ไม่หมด มาลงทุนโครงการขนาดเล็ก ทั้งการสร้างถนน ระบบชลประทานท้องถิ่น ทั่วประเทศ ประเดิมด้วยงบโครงการไทยเข้มแข็งที่ยังเหลืออีก 1.5 หมื่นล้านบาทเป็นอันดับแรก
จะเห็นได้ว่ารัฐบาลชุดนี้ทุ่มหมดหน้าตักในการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบ หวังฉุดเศรษฐกิจให้ฟื้นเป็นรูปตัววี (V Shape) ให้ได้ เพื่อลบคำปรามาสที่ว่ารัฐบาลที่มีทหารบริหารประเทศ จะทำให้เศรษฐกิจถอยหลัง
ทั้งนี้ หากพิเคราะห์แล้วการเดินหน้าเบิกจ่ายงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจถือว่ารัฐบาลเดินมาถูกทาง และยังกำหนดแนวทางการเบิกจ่าย มีการขีดเส้นตายไว้ และหากเบิกจ่ายไม่ได้ตามกรอบที่กำหนดไว้ ก็จะโยกไปใช้โครงการอื่นที่มีความพร้อมทันที
แต่แม้จะเดินถูกทาง การเร่งเครื่องเบิกจ่ายงบประมาณก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ในส่วนของงบประมาณประจำปี 2.12 ล้านล้านบาท ไม่มีปัญหา เพราะส่วนใหญ่เป็นเงินเดือนและงบบริหารทั่วไป แต่ในส่วนของงบลงทุนปี 2558 จำนวน 4.49 แสนล้านบาท งบค้างท่อ งบลงทุนรัฐวิสาหกิจ และงบลงทุนไทยเข้มแข็ง การเบิกจ่ายไม่น่าจะง่าย
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ งบค้างท่อ 1.6 แสนล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นเงินไม่ใช่น้อย และหากโครงการมีความพร้อมจริง ก็คงไม่เป็นงบค้างท่อ และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการเร่งเบิกจ่าย ทุกรัฐบาลพยายามเร่งรัดมาตลอด แต่งบก็ยังค้างอยู่ในท่อเหมือนเดิม
ขณะที่งบลงทุนของรัฐวิสาหกิจก็ยังติดปัญหาเดิมๆ คือ มีเม็ดเงินแต่โครงการลงทุนไม่พร้อม เช่นเดียวกับงบลงทุน 2558 แม้จะวางกรอบให้เบิกจ่ายตั้งแต่ไตรมาสแรกๆ แต่โครงการขนาดใหญ่การจัดซื้อจัดจ้างไม่ได้ง่าย บางครั้งไม่มีผู้เข้าประมูล บางครั้งมีผู้เข้าประมูลแต่เสนอราคาแพงเกินไป และยังมีปัญหาความโปร่งใสในการประมูล ความคุ้มค่าของการลงทุนล้วนเป็นอุปสรรคต่อการเบิกจ่ายทั้งสิ้น
ที่สำคัญช่วงหลายปีที่ผ่านมามีการเบิกจ่ายงบลงทุนต่ำกว่าเป้ามาตลอด โดยเฉพาะปีงบประมาณ 2557 ที่เบิกจ่ายได้เพียง 60% ต่ำกว่าเป้าที่ตั้งไว้ 85% อย่างห่างไกลลิบลับ และเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจปีนี้ขยายตัวต่ำกว่าเป้ามาก
ฉะนั้น ความหวังของรัฐบาลที่จะให้การเบิกจ่ายงบประมาณเป็นพระเอกในการผลักดันเศรษฐกิจปีนี้และปีหน้า จึงเป็นงานใหญ่ที่รัฐบาลต้องออกแรงอย่างหนักและอย่างมาก เพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตได้ตามเป้าหรือเกินเป้าที่วางไว้







