
ประเด็นเกร็ดย่อยเพื่อการปฏิรูป
เพื่อประโยชน์ของการคิดพลิกกรอบ ไม่ยึดติดประเพณีบริหารจัดการเดิมๆ ผมมีข้อคิดเพื่อเสนอให้เกิดการถกเถียงเพื่อปฏิรูป อาจไม่ใช่เรื่องสำคัญคอขาดบาดตาย แต่น่าจะทำให้ได้ความเปลี่ยนแปลงที่สังคมสัมผัสได้ และอาจขยายสำนึกใหม่ให้คนส่วนใหญ่รู้ว่า เรื่องที่ดูเหมือนเล็กๆ แต่ก็อาจให้ผลที่ยิ่งใหญ่ได้
เพื่อประโยชน์ของการคิดพลิกกรอบ ไม่ยึดติดประเพณีบริหารจัดการเดิมๆ ผมมีข้อคิดเพื่อเสนอให้เกิดการถกเถียงเพื่อปฏิรูป อาจไม่ใช่เรื่องสำคัญคอขาดบาดตาย แต่น่าจะทำให้ได้ความเปลี่ยนแปลงที่สังคมสัมผัสได้ และอาจขยายสำนึกใหม่ให้คนส่วนใหญ่รู้ว่า เรื่องที่ดูเหมือนเล็กๆ แต่ก็อาจให้ผลที่ยิ่งใหญ่ได้
ข้อแรก อยากเสนอให้ริเริ่มทำความตกลงร่วมกัน (ลงขันแก้ไข) ระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์การโทรศัพท์ บริษัทผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตทางสาย บริษัทเคเบิลท้องถิ่นต่างๆ ที่เอาสายสัญญาณสารพัดไปเกาะไปเกี่ยวเสาไฟฟ้าของการไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ซึ่งต่างก็มีมาตรฐานการขึงเคเบิลให้ตึงหรือหย่อนได้ต่างมาตรฐานกันเหลือเกิน
จริงอยู่สายสัญญาณอะไรต่ออะไรเหล่านี้อาจไม่ถึงกับมีไฟฟ้าอันตรายสูง แต่รุงรังและสร้างปัญหาต่อการเดินรถและการเดินเท้าอย่างไม่น่าเชื่อ ดังนั้นจุดไหนที่หย่อนเกินไปก็รับผิดชอบเก็บขึงให้ตึงเท่าๆ กัน และสัญญาว่าจะไม่ปล่อยผู้รับจ้างเดินสายของตัวไปก่อให้เกิดความเกะกะระรานอย่างนั้นอีก
ข้อสอง อยากให้แนวปลูกต้นไม้ริมทางสาธารณะทั้งหลายในอนาคตไม่อยู่ใต้แนวสายไฟฟ้าอีก เพราะเห็นถูกตัดยอดเสียเหี้ยนเตียน ไม่เหลือร่มเงา ไม่เหลือพลังสีเขียวให้เห็นเลย โดยเฉพาะ กทม.เคยปลูกต้นไม้ใหม่หลายล้านต้นริมทาง แต่ถ้าต้องถูกตัดยอดกุดเพียงเพราะมันอยู่ใต้แนวสายไฟฟ้าก็จะกลายเป็นเสียเปล่า โดยเพิ่มภาระการตัดและการเก็บกิ่งไปทิ้งบ่อยๆ หันไปปลูกในแนวที่สามารถปล่อยให้ต้นไม้โตได้เถอะ
ในประเทศจีนบางเมือง ต้นไม้ริมทางจะถูกตัดแต่งตั้งแต่แรกให้กิ่งใหญ่แหวกออกเป็นเหมือนง่ามหนังสติ๊ก ทำให้เกิดอุโมงค์ใบไม้กว้างเท่าๆ กันตลอดทั้งแนวถนน เพื่อให้สายไฟ สายสัญญาณต่างๆ ร้อยผ่านไปได้ โดยไม่ต้องโค่นทิ้งและไม่ต้องหั่นยอดไม้ ดังนั้นถ้าตั้งใจออกแบบอย่างนี้ตั้งแต่ต้นก็ไม่ต้องเสียเงินเอาสายไฟลงดินซึ่งแพงมาก ทั้งยังทำให้เมืองสวยและไม่อันตรายได้
ข้อสาม การดูแลนโยบายแรงงานต่างด้าวเข้าเมือง น่าจะพัฒนาต่อยอดจากแค่เรียกระดมมาทำบัตรขึ้นทะเบียนไว้เฉยๆ ยอมรับกันได้หรือยังว่าบางเมือง บางกิจการจะพึ่งพาแรงงานเหล่านี้ไปอีกนาน หรืออาจต้องใช้ตลอดไปด้วยซ้ำ และน่าจะเกิดประโยชน์มากกว่า ถ้าเรามีมาตรการเพื่อความจำเป็นของเราอย่างเหมาะสม
ตัวอย่างเช่น ถ้าเขาแสดงตนชำระภาษีเงินได้ให้แผ่นดิน และชำระภาษีธรรมเนียมท้องถิ่นจนครบ 5 ปี หรือ 10 ปี หรือครบยอดภาษีจำนวนเท่านั้นเท่านี้ สอบวิชาสื่อสารภาษาไทยได้ถูกต้อง ไม่เป็นผู้ทำผิดกฎหมายอุกฉกรรจ์ หรือเป็นผู้ที่ได้เข้าเรียนสาขาที่เมืองไทยขาดแคลนอย่างแพทย์ พยาบาลได้หรือกลายเป็นผู้สอบได้ใบประกอบวิชาชีพ หรือแสดงคุณวุฒิวิชาชีพต่างๆ ที่เราขาดแคลนได้ก็อาจให้กรีนการ์ด (สิทธิในการมีถิ่นที่อยู่ถาวร) และถ้าทำตนเป็นประโยชน์สูงมากๆ เป็นเวลานานต่อเนื่องอีก 10 ปี 20 ปี หรือมากกว่านั้น อาจได้สัญชาติไทยต่อไป
ทุกวันนี้เด็กเกิดใหม่เราน้อยลง และที่เกิดมาจะมีคุณภาพเพียงพอแค่ไหนก็ยังต้องลงทุนอีกมากอยู่ ถ้าแรงงานต่างด้าวที่เป็นคนมีความสามารถสูง และพร้อมทำประโยชน์ในสาขาที่เราอยากมี การช่วยให้เขามาเป็นประชากรคุณภาพให้เราก็เป็นเรื่องน่าคิด
เราห้ามเขาเข้ามาก็ไม่สำเร็จ ผลักดันส่งกลับก็ไม่สำเร็จถ้ายังใช้แต่กฎหมายจับกุมอย่างเดียว ไม่มีสิ่งจูงใจให้เขากลายเป็นสมาชิกคุณภาพของแผ่นดิน ก็ได้แต่กดเขาให้เป็นส่วนเกินอยู่ร่ำไป หากพวกเขาเหล่านี้ก็มองไม่เห็นว่าทำดีแล้วมีอะไรเป็นที่มั่นได้ ซ่อนกายอยู่ใต้พรมดีกว่า แบบนี้ไม่มีทางหยุดวงจรความไม่เป็นธรรมได้ เอาเปรียบกันไปกันมาอย่างไม่ถูกต้องเปล่าๆ เขาก็เอาเปรียบเรา และเราก็เอาเปรียบเขา ไม่มีใครได้ประโยชน์ยั่งยืน นอกจากคนที่ไม่ควรได้ นั่นคือเหลือบทั้งหลาย
ข้อสี่ อยากให้ด่าน ตม.และศุลกากร ท่าอากาศยานนานาชาติของไทยทำได้อย่างมาเลเซีย ที่ไม่ต้องกรอกเอกสารใบเข้าใบออกเมือง เพราะถึงยังไงก็ไม่มีใครเชื่อสิ่งที่กรอก กรอกผิดกรอกถูก เสียเวลา เสียทั้งงบผลิตเอกสารแบบฟอร์ม เสียงบเก็บรักษาเอกสิทธิ์ที่ยื่นแล้ว เสียเวลาผู้เดินทาง เสียเวลาพนักงานต้อนรับบนเครื่อง
ปัจจุบันระบบคอมพิวเตอร์ก็มีแล้ว กล้องถ่ายรูปที่ด่านก็มีประสิทธิภาพสูงแล้ว คลิปประกาศบนเครื่องบินก็มีแล้ว ส่งเสริมการท่องเที่ยว ส่งเสริมการเดินทาง ส่งเสริมเศรษฐกิจไทยได้มากกว่า
ข้อห้า อยากให้รื้อปรับแบบฟอร์มของราชการที่ให้ประชาชนกรอกครับ...ถามจังเลยว่าบัตรหมดอายุเมื่อไหร่ ออกให้เมื่อไหร่ ออกให้ที่ไหน โดยหน่วยงานใด ทั้งที่ส่วนมากจะเป็นบัตรประชาชน ซึ่งก็ออกโดยกรมการปกครองทั้งนั้น ถ้าจะช่วยอำนวยความสะดวกด้วยการถามแค่ว่า บัตรประชาชนเลขที่อะไรก็พอ
ถ้าไม่มีเลข 13 หลัก หรือไม่มีบัตรประชาชนสิ ทีนี้จะถามมากก็ไม่แปลก เพราะบัตรอื่นๆ มีหลากหลายแบบ แต่ผู้มีเลข 13 หลัก ควรได้รับการเคารพว่าเลข 13 หลักที่มี เพียงพอจะบอกว่าหน่วยงานของรัฐจะหาข้อมูลของเขาได้จากที่ไหน อีกทั้งข้อมูลหลายอย่างที่หน่วยงานผู้ออกแบบฟอร์มคาดว่าจะไม่ใช้ก็อย่าถามให้กรอกเลย เช่น ถ้าไม่ใช่กรณีกรมที่ดิน ก็ไม่รู้จะถามชื่อและสัญชาติบิดา มารดา คู่สมรสไปทำไม รู้เลข13 หลัก ก็สืบค้นได้หมดแล้วมิใช่หรือ อย่างนี้เป็นต้น
เรื่องเล็กๆ เหล่านี้ มีผลต่อประชาชนคนตัวเล็กตัวน้อยที่ต้องปฏิบัติ เป็นภาระทั้งต่อเจ้าหน้าที่และระบบจัดการแบบฟอร์มที่กรอกแล้วเสียอีก







