
พิรุธสรรหาสปช.ไฟต้นลมเผาปฏิรูป
แม้โพลคะแนนความนิยมจากหลายสำนักยังเป็นไปในทิศทางที่ดีต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
แม้โพลคะแนนความนิยมจากหลายสำนักยังเป็นไปในทิศทางที่ดีต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กับรัฐบาล แต่กับสถานการณ์และปัญหาที่เห็นและเป็นไปในเวลานี้กำลังสร้างแรงกดดันให้กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะปัญหาทางการเมือง
ปัญหาแรกเห็นการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เป็นปัญหาที่แม้แต่ คสช.คงไม่ได้คาดคิดว่าจะเกิดขึ้น เนื่องจากดูจากตัวเลขของผู้สมัคร สปช.ที่มีถึง 7,000 คน หรือท่าทีอันสงบของพรรคการเมือง ก็น่าจะเป็นสัญญาณที่ดีว่ากระบวนการให้ได้มาซึ่ง สปช.ไม่น่าจะมีอุปสรรคอะไร แต่จู่ๆ เกิดกระแสเรียกร้องให้ คสช.เปิดรายชื่อบุคคลที่ผ่านการคัดเลือกของคณะกรรมการสรรหา สปช.จำนวน 935 คน แบ่งเป็นการสรรหาจากส่วนกลาง 550 คน และจากส่วนจังหวัด 77 จังหวัด จำนวน 385 คน
ทั้งนี้ เนื่องจากมีหลายพื้นที่ที่มีหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่ามีความไม่โปร่งใส โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสรรหา สปช.จังหวัด ที่ถูกเพ่งเล็งว่าคณะกรรมการสรรหาที่ประกอบไปด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัด นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ผู้ที่ได้รับเลือกเป็นผู้แทนสภาองค์กรชุมชนตำบลระดับจังหวัด และประธานกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด ได้เลือกว่าที่ สปช.ที่มีลักษณะเป็นผลประโยชน์ทับซ้อน
กระแสกดดันให้ คสช.เปิดรายชื่อว่าที่ สปช.ก็เริ่มติดไฟลามทุ่ง ด้วยการออกมาระบุว่า ยังมีหลายพื้นที่ที่การสรรหา สปช.ไม่บริสุทธิ์ เช่น การเปิดเผยข้อมูลของ สมชาย แสวงการ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ระบุถึงความไม่ชอบมาพากลของการเลือก สปช.ที่ จ.พังงา สมุทรปราการ ชลบุรี ฉะเชิงเทรา เชียงใหม่ ขอนแก่น อุบลราชธานี หรือจะเป็นท่าทีของ พีระศักดิ์ พอจิต ประธาน สนช.คนที่ 2 ที่สงสัยการลงคะแนนเลือก สปช.ของคณะกรรมการสรรหา
แต่เหนืออื่นใดปัญหานี้กำลังลุกลามบานปลายด้วยท่าทีของ คสช.และรัฐบาลเอง เพราะแทนที่จะแสดงออกถึงการตรวจสอบข้อเท็จจริง แต่เลือกวิธีการแสดงออกในลักษณะแข็งกร้าวประหนึ่งไม่ยอมรับการถูกตรวจสอบ
“จะล็อกยังไงบอกซิครับ วิธีล็อกเขาล็อกยังไง คนสมัครตั้ง 7,000 คน จะล็อกยังไง และมีคณะกรรมการสรรหา สปช.ตั้ง 77 คน ด้านละ 7 คน ใน 11 ด้าน อย่าไปพูดล็อกสเปก ล็อกยังไงบอกด้วย ผมอยากล็อก มันล็อกได้ไหม คนเขามีตำแหน่งหน้าที่ เขาเป็นดอกเตอร์ เป็นศาสตราจารย์ทั้งนั้น ทุกคนก็อยากทำหน้าที่ของตัวให้ดีที่สุด เพราะฉะนั้นอย่าไปพูด ไม่ดีหรอกครับ ถามนำในทางที่ไม่ดี ถ้าน้องทำได้บอกวิธีล็อกสเปกมา” คำพูดตอบโต้สื่อมวลชนของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เมื่อวันที่ 21 ก.ย.ที่ผ่านมา
เวลานี้ คสช.และรัฐบาล อาจจะยังไม่เห็นว่าการไม่เปิดรายชื่อว่าที่ สปช.หรือตรวจสอบกระบวนการสรรหา สปช.เป็นเรื่องสำคัญ และไม่มีผลให้การตั้ง สปช.เป็นโมฆะ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันไม่ได้เปิดช่องให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยื่นเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครอง เพื่อระงับการดำเนินการในเรื่องใดๆ ที่เกี่ยวกับ สปช.ได้ รวมทั้งไม่มีการทำประชามติจากประชาชนว่าจะเห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ทว่าในระยะยาวอาจเกิดปัญหาใหญ่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
กล่าวคือ ฝ่ายตรงข้าม คสช.และรัฐบาล ย่อมอาศัยประเด็นนี้เป็นช่องทางการเคลื่อนไหวเพื่อสร้างกระแสการไม่ยอมรับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งจะยิ่งทำให้ทฤษฎี “ต้นไม้พิษผลิตผลออกมาเป็นพิษ” ถูกพูดถึงมากขึ้น รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะถูกตั้งคำถามว่าเป็นกฎหมายสูงสุดที่เป็นไปเพื่อการปฏิรูปประเทศและประโยชน์ของประชาชนในส่วนรวมอย่างแท้จริงหรือไม่
ขณะที่อีกปมปัญหาท้าทาย คสช. คือการพยายามบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นกับการแสดงความคิดเห็นในทางการเมือง อย่างที่เกิดขึ้นกับกรณีการไม่ให้นักวิชาการจัดเสวนาวิชาการในหัวข้อเกี่ยวกับประชาธิปไตยที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ไปจนถึงการห้ามไม่ให้คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดเวทีวิชาการ
ในความชอบธรรมทางกฎหมาย แน่นอนว่ารัฐบาลและ คสช.มีอำนาจให้คุณให้โทษแบบ 100% ในฐานะผู้บังคับใช้กฎอัยการศึก และย่อมสามารถระงับยับยั้งไม่ให้มีกิจกรรมทางการเมืองที่อาจกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงได้ แต่สำหรับความชอบธรรมในทางการเมืองแล้วยังเป็นเรื่องที่ คสช.และรัฐบาลถูกตั้งคำถามอย่างหนัก
ทั้งนี้ คสช.ต้องไม่ลืมว่ารัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวมาตรา 4 ให้ความคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนเอาไว้โดยสมบูรณ์
“ภายใต้บังคับบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค บรรดาที่ชนชาวไทยเคยได้รับการคุ้มครองตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และตามพันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยมีอยู่แล้ว ย่อมได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญนี้”
ในเมื่อรัฐธรรมนูญได้ให้ความคุ้มครองแก่สิทธิและเสรีภาพของประชาชนเอาไว้ในระดับพอสมควร หาก คสช.กระทำการที่เสี่ยงต่อการขัดรัฐธรรมนูญเสียเองย่อมไม่เป็นผลดีต่อ คสช.
ทั้งหมดนี้จึงเป็นสิ่งที่ คสช.และรัฐบาลต้องตระหนักและหาทางตัดไฟตั้งแต่ต้นลมป้องกันไม่ให้ปัญหาบานปลาย เพราะหากยิ่งใช้ความแข็งกร้าวหรือความสงบสยบความเคลื่อนไหวนานเท่าไหร่ ผลเสียก็คงจะมีมากขึ้นเท่านั้น







