
ปรับกรอบเงินเฟ้อทั่วไปของดีแต่มีจุดอ่อน
หากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงในวันที่ 26 ก.ย.นี้ ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
หากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงในวันที่ 26 ก.ย.นี้ ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะเข้าหารือกับ สมหมาย ภาษี รมว.คลัง เรื่องการกำหนดกรอบนโยบายเงินเฟ้อปี 2558 เพื่อดูแลเศรษฐกิจในปีหน้าให้ขยายตัวอย่างมีเสถียรภาพ
ประเด็นสำคัญในครั้งนี้ คือ กรอบเงินเฟ้อที่จะใช้ดูแลเศรษฐกิจครั้งนี้จะเปลี่ยนจากเดิมที่ใช้เงินเฟ้อพื้นฐานมาเป็นเงินเฟ้อทั่วไป ซึ่งยังไม่เป็นที่สรุปว่าแบบไหนจะส่งผลดีกับเศรษฐกิจของไทยมากกว่า
แม้แต่สมหมายก็ยังปฏิเสธที่จะให้ความเห็น โดยระบุว่ายังไม่ถึงเวลา และยังต้องหารือถึงความเหมาะสมและความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยน
ที่ผ่านมาการใช้กรอบเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อในการดูแลเศรษฐกิจของ ธปท. จะใช้อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเป็นกรอบมาตลอด โดยเงินเฟ้อพื้นฐานจะตัดปัจจัยด้านราคาพลังงาน และราคาอาหารสดออกจากการคำนวณ เพราะมีราคาผันผวน ไม่สามารถควบคุมได้ และทำให้กรอบเงินเฟ้อที่ผ่านมามีเสถียรภาพ ทำให้ ธปท.สามารถกำหนดนโยบายการเงิน การปรับขึ้นลงของอัตราดอกเบี้ยเหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจมากกว่าเงินเฟ้อทั่วไปที่จะมีอัตราสูงกว่า เพราะมีราคาน้ำมันและราคาอาหารสดเข้าไปคำนวณด้วย
ที่ผ่านมา ธปท.ใช้อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเป็นกรอบในการดูแลเศรษฐกิจมาตลอด โดยล่าสุดปี 2557 ได้กำหนดกรอบอัตราเงินเฟ้อไว้ที่ 0.53% ต่อปี โดย ธปท.สามารถดูแลบริหารเศรษฐกิจให้อยู่ภายใต้กรอบเงินเฟ้อที่กำหนดไว้ มีการลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชะลอตัวในช่วงที่ผ่านมาได้ระดับหนึ่ง แม้จะไม่ใช่เป็นส่วนสำคัญ แต่ก็เป็นตัวช่วยได้ไม่น้อย
อย่างไรก็ตาม การใช้กรอบอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในการดูแลเศรษฐกิจที่ผ่านมา ก็มีปัญหาว่าไม่ทันสถานการณ์กับความเป็นจริง เพราะอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานปรับตัวขึ้นได้ช้า เทียบกับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่ปรับขึ้นไปสูง ทำให้การกำหนดอัตราดอกเบี้ยเพื่อดูแลเศรษฐกิจล่าช้า เศรษฐกิจขยายตัวไม่ทันกับสภาพความเป็นจริง ทำให้ที่ผ่านมา ธปท.ถูกต่อว่าจากภาคเอกชนมาโดยตลอดว่าปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายดูแลเศรษฐกิจไม่ทันท่วงทีกับภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ การใช้อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังอธิบายให้สังคมเข้าใจได้ยาก โดยเฉพาะในช่วงราคาสินค้าแพง จนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปปรับตัวสูง แต่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานกลับนิ่งอยู่ในระดับต่ำจนเกิดความสับสนบ่อยครั้งต่อประชาชน
ธปท.จึงมีแนวคิดที่จะเปลี่ยนใช้กรอบอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน แทนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในการดูแลเศรษฐกิจ นอกจากจะอธิบายให้สังคมเข้าใจได้ง่ายแล้ว ยังดำเนินนโยบายเศรษฐกิจได้คล่องตัวมากขึ้น
สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการด้านการเงินอิสระ มองว่า การใช้อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน และอัตราเงินเฟ้อทั่วไป เป็นกรอบดูแลเศรษฐกิจมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน การใช้อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเป็นกรอบจะมีเสถียรภาพ แต่จะสะท้อนความเป็นจริงได้ช้า เพราะมีการตัดราคาน้ำมัน และราคาอาหารสดออกไป ทำให้หลายครั้งราคาสินค้าเพิ่มขึ้นไปแล้ว 34 เดือน อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานจึงจะปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่เงินเฟ้อทั่วไปสูงไปรอล่วงหน้าแล้ว
อีกด้านหนึ่ง หากใช้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเป็นกรอบดูแลเศรษฐกิจ จะมีข้อดีที่สะท้อนราคาสินค้าในตลาดได้รวดเร็ว ทำให้ ธปท.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมพร้อมในการดำเนินนโยบายการเงิน หรือมาตรการอื่นออกมาดูแลเศรษฐกิจให้ขยายตัวได้อย่างมีเสถียรภาพอย่างเหมาะสม
อย่างไรก็ตาม ก็มีข้อเสียในกรณีที่ราคาน้ำมันมีความผันผวน เช่น เกิดสงคราม หรือราคาอาหารสูงขึ้นจากปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วมรุนแรง ซึ่งเป็นเหตุการณ์เฉพาะ กรณีดังกล่าวจะทำให้การดำเนินนโยบายการเงินต้องมีความระมัดระวังมากขึ้น
สมชาย มองว่า ในต่างประเทศมีทั้งการใช้อัตราเงินเฟ้อทั้งสองแบบเป็นกรอบในการดูแลเศรษฐกิจ สำหรับประเทศไทยหากมีการเปลี่ยนแปลงมาใช้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเป็นกรอบดูแลเศรษฐกิจ ก็ควรกำหนดเป็นเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยเป็นรายไตรมาส หรือรายครึ่งปี หรือรายปี มาเป็นกรอบดูแลเศรษฐกิจ เพื่อลดความผันผวนของอัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่เกิดมาจากเหตุการณ์เฉพาะจนราคาน้ำมันและราคาอาหารเพิ่มขึ้น
ด้าน เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ระบุว่า การใช้กรอบอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานจะมีเสถียรภาพมากกว่า เพราะมีการตัดราคาหมวดพลังงาน และอาหารสด ซึ่งเป็นปัจจัยที่ ธปท.ควบคุมไม่ได้ออกไปแล้ว เพราะราคาน้ำมันในประเทศปัจจุบันขึ้นกับราคาตลาดโลก และมีความผันผวนมากกับเหตุการณ์ความขัดแย้งต่างๆ ในหลายภูมิภาคของโลก ขณะที่ราคาอาหารก็มีความแปรปรวนของภูมิอากาศ และที่ผ่านมา ธปท.ก็สามารถดูแลกรอบอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบได้ทุกปี
อย่างไรก็ตาม หลายประเทศมีการใช้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเป็นกรอบ มีข้อดีที่อธิบายเข้าใจได้ง่าย แต่ข้อเสียคือมีปัจจัยที่คุมไม่ได้ และทำให้นโยบายการเงินมีปัญหาตามมาได้
ตัวอย่างเช่น ประเทศอังกฤษ ที่ใช้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเป็นกรอบดูแลเศรษฐกิจ แต่ช่วงหลายปีที่ผ่านมา อังกฤษไม่สามารถคุมอัตราเงินเฟ้อทั่วไปให้อยู่ในกรอบที่กำหนดไว้ได้เลย และไม่สามารถขึ้นอัตราดอกเบี้ยคุมเงินเฟ้อทั่วไปไม่ให้สูงเกินกรอบได้ เพราะการขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะยิ่งทำให้เศรษฐกิจในประเทศที่ชะลอตัวอยู่มีปัญหาเพิ่มขึ้น และทำให้รัฐบาลและธนาคารกลางของอังกฤษต้องอธิบายสังคมถึงสาเหตุที่ดูแลอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบไม่ได้อยู่ตลอดเวลา
จะเห็นได้ว่า นักวิชาการทั้งภาคเอกชนและราชการต่างมีมุมมอง ไม่ว่าจะใช้อัตราเงินเฟ้อประเภทไหน ก็มีข้อดีข้อเสียทั้งนั้น ดังนั้นการใช้เงินเฟ้อแบบไหนดูแลเศรษฐกิจ น่าจะเป็นฝ่ายการเมือง โดยเฉพาะ รมว.คลัง เป็นผู้ตัดสินว่าจะใช้อัตราเงินเฟ้อแบบไหน เพื่อเป็นกรอบในการดูแลเศรษฐกิจในปี 2558
อย่างไรก็ตาม หากดูในอดีตเคยมีแนวคิดใช้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมาเป็นกรอบดูแลเศรษฐกิจ แต่ฝ่ายการเมืองไม่เห็นด้วย เพราะรัฐบาลมีการดำเนินนโยบายประชานิยม ลด แลก แจก แถม จำนวนมาก ส่งผลกระทบอัตราเงินเฟ้อทั่วไปปรับตัวสูงขึ้น และอาจจะต้องมีการขึ้นดอกเบี้ยเพื่อคุมเงินเฟ้อในประเทศ แต่ก็ส่งผลกระทบกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
แต่สำหรับครั้งนี้รัฐบาลไม่มีนโยบายทำโครงการประชานิยม และยังมี ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลด้านเศรษฐกิจ และเป็นอดีตผู้ว่าการ ธปท. อาจจะสนับสนุนแนวคิดใหม่ของ ธปท. และตัดสินใจต่างจากรัฐบาลที่ผ่านมาก็ได้







