
แล้งมาเร็ว-น้ำเค็มหนุนถึงอยุธยา
กรมชลฯคุมเข้มจ่อกำหนดพื้นที่ห้ามทำนาปรัง
กรมชลฯคุมเข้มจ่อกำหนดพื้นที่ห้ามทำนาปรัง
กรมชลประทานหวั่นภัยแล้งมาเร็วกว่ากำหนด เตรียมออกมาตรการเข้มกำหนดพื้นที่ห้ามทำนาปรัง
นายไมตรี ปิตินานนท์ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานพระนครศรีอยุธยา เปิดเผยว่า นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเดินทางมาตรวจราชการที่ จ.พระนครศรีอยุธยา กังวลว่าสถานการณ์ภัยแล้งจะมาเร็วกว่ากำหนด และมีความเป็นไปได้ว่าอาจต้องเผชิญกับภาวะน้ำเค็มจากภาวะน้ำทะเลหนุนแม่น้ำเจ้าพระยาจนถึง จ.พระนครศรีอยุธยา
“ขณะนี้ชาวนาในพื้นที่ ต.ไทรน้อย อ.บางบาล ร้องเรียนว่านาปรังกว่า 3,000 ไร่ในพื้นที่ขาดแคลนน้ำ ท่านรัฐมนตรีกำชับให้ร่วมกันวางแผนระบบชลประทานเพื่อการเกษตร รวมถึงวางแผนการเพาะปลูกข้าวนาปรังให้มีจำนวนพื้นที่เหมาะสมกับปริมาณน้ำที่จะจัดสรรให้ ซึ่งประเมินแล้วว่าน้ำในเขื่อนขนาดใหญ่ต้นแม่น้ำมีปริมาณไม่มากนัก กรมชลประทานกำลังวางมาตรการกำหนดพื้นที่ห้ามเพาะปลูกข้าวในจุดที่น้ำชลประทานไปไม่ถึง” นายไมตรี กล่าว
ผู้อำนวยการโครงการชลประทานพระนครศรีอยุธยา กล่าวอีกว่า จะต้องส่งเสริมให้เกษตรกรชาวนาหันไปเพาะปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยแทนการปลูกข้าวนาปรังที่ใช้น้ำมาก เพราะหากฝืนปลูกชาวนาก็ต้องหาน้ำหรือสูบน้ำมาใช้เอง ซึ่งเสี่ยงต่อภาวะน้ำเค็มหนุนอีก
ด้านศูนย์ประมวลวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ กรมชลประทาน เปิดเผยข้อมูลว่า ปริมาณฝนตกน้อยกว่าเกณฑ์เฉลี่ย ทำให้กรมชลประทานวางแผนผันน้ำจากแม่น้ำบางปะกงไปลงอ่างเก็บน้ำบางพระ จ.ชลบุรี เพื่อให้ จ.ชลบุรี มีปริมาณน้ำเพียงพอใช้ตลอดช่วงฤดูแล้ง
สำหรับแผนระยะยาว กรมชลประทานเตรียมโครงการก่อสร้างระบบท่อผันน้ำ 2 โครงการ ประกอบด้วยโครงการส่งน้ำจากคลองพระองค์ไชยานุชิตอ่างเก็บน้ำบางพระ คาดว่าจะเริ่มสูบน้ำได้ประมาณเดือน ธ.ค.นี้ และโครงการก่อสร้างสถานีสูบน้ำคลองชลประทานพานทองเชื่อมต่อระหว่างระบบท่อผันน้ำคลองพระองค์ไชยานุชิตอ่างเก็บน้ำบางพระ กำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาความเหมาะสม
พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก กล่าวว่า กองทัพบกมอบให้กรมการทหารช่างและหน่วยทหารช่างของทุกกองทัพภาค รับผิดชอบดำเนินการก่อสร้างและปรับปรุงแหล่งน้ำจำนวน 28 โครงการใน 20 จังหวัดทั่วประเทศ ได้แก่ จ.สระบุรี พระนครศรีอยุธยา ปราจีนบุรี กาญจนบุรี ขอนแก่น สกลนคร พะเยา สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง ยะลา ปัตตานี บุรีรัมย์ ชัยภูมิ สุโขทัย พิจิตร พิษณุโลก นครสวรรค์ นครนายก และราชบุรี
รองโฆษกกองทัพบก กล่าวว่า การทำงานมีระยะ 3 เดือน คือ ก.ค.-ก.ย.2557 เป็นการขยายเส้นทางการระบายน้ำและสร้างแหล่งกักเก็บน้ำเพิ่มเติม อาทิ ขุดลอกคูคลอง อ่างเก็บน้ำทำแก้มลิง ซ่อมและสร้างประตูระบายน้ำ เป็นต้น ซึ่งขณะนี้หน่วยทหารช่างของทุกกองทัพภาคมีผลการปฏิบัติงานคืบหน้า 98% คาดว่าจะเสร็จตามระยะเวลาที่กำหนด โดยปีงบประมาณ 2558 กองทัพบกจะเสนอแผนงานพัฒนาแหล่งน้ำต่อคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาลเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องตามแนวทางบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบและยั่งยืน







