posttoday
"สุรินทร์-ศุภชัย" แนะไทยหาโอกาสการค้าต่างประเทศ

"สุรินทร์-ศุภชัย" แนะไทยหาโอกาสการค้าต่างประเทศ

24 กันยายน 2557

ปัญหาเศรษฐกิจที่ยังรุมเร้าประเทศไทยว่าจะเป็นขาขึ้นหรือไม่ภายใต้การบริหารของรัฐบาล คสช. ซึ่งมีการมองไปในทางว่าเศรษฐกิจปีหน้าจะดีขึ้นกว่าปีนี้ แม้แต่ สุรินทร์ พิศสุวรรณ ประธานสถาบันออกแบบอนาคตประเทศไทย ก็ยังมองว่าไทยยังมีโอกาสที่ดีที่จะดึงนักลงทุนต่างชาติเข้ามา

ปัญหาเศรษฐกิจที่ยังรุมเร้าประเทศไทยว่าจะเป็นขาขึ้นหรือไม่ภายใต้การบริหารของรัฐบาล คสช. ซึ่งมีการมองไปในทางว่าเศรษฐกิจปีหน้าจะดีขึ้นกว่าปีนี้ แม้แต่ สุรินทร์ พิศสุวรรณ ประธานสถาบันออกแบบอนาคตประเทศไทย ก็ยังมองว่าไทยยังมีโอกาสที่ดีที่จะดึงนักลงทุนต่างชาติเข้ามา

ทั้งนี้ สุรินทร์ กล่าวในงานสัมมนา SCB Investment Symposium 2014 : Change Rising ว่า ขณะนี้ลูกตุ้มของเศรษฐกิจโลกเหวี่ยงมาที่เอเชียตะวันออก โดยเฉพาะอาเซียนที่มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจเฉลี่ย 5.4% สูงกว่าประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้า

ทั้งนี้ เมื่อรวมตัวกันเป็นประชาคมอาเซียน (เออีซี) ตลาดชนชั้นกลางของอาเซียนเป็นโอกาสสำคัญของไทย ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ระบุว่า ในปี 2573 จำนวนประชากรชนชั้นกลางจะมีสัดส่วนสูงถึง 60% หรือประมาณ 400 ล้านคน ซึ่งคนกลุ่มนี้มีวิถีที่ชอบความสะดวกสบาย มีคุณภาพชีวิตที่ดี ทั้งด้านบริการ ขนส่ง สื่อสาร

ในขณะที่การค้าระหว่างประเทศของอาเซียนมี 2.5-2.6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ แต่กลับมีการค้ากันเองในอาเซียนเพียง 24% เท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยมาก จึงเป็นช่องว่างที่ธุรกิจไทยจะเข้าไปขยายตลาด ภาครัฐจะต้องหาทางส่งเสริมเอสเอ็มอีให้ออกไปหาประโยชน์ข้างนอกให้ได้

“โอกาสของไทยมีมากในตลาดอาเซียน ทั้งจำนวนประชากรชนชั้นกลาง หรือการค้าระหว่างกัน แต่เอสเอ็มอีต้องปรับตัวเพิ่มขีดความสามารถ เพื่อเข้าไปครองตลาด 2.6 ล้านล้านนี้ให้ได้ ขณะที่ภาครัฐไม่ว่าจะเป็นสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย บีโอไอ และคลัง จะต้องหาทางส่งเสริมเอสเอ็มอีให้ออกไปหาประโยชน์ข้างนอกให้ได้” นายสุรินทร์ กล่าว

สุรินทร์ ระบุว่า ไทยต้องกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ให้ชัดเจน และต้องเร่งเพิ่มขีดความสามารถใน 4 ด้านหลัก เพื่อรองรับการแข่งขัน คือ 1.ระบบราชการต้องมีประสิทธิภาพอย่าให้การเมืองแทรกแซง 2.ระบบการศึกษาต้องเพิ่มความสำคัญด้านภาษาอังกฤษที่ปัจจุบันภาษาอังกฤษคนไทยแย่เป็นอันดับ 8 ของอาเซียน

3.ส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ด้วยการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาให้มากกว่านี้ โดยงบประมาณที่ใช้ในด้านวิจัยและพัฒนาของไทยมีเพียง 0.2% ขณะที่ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้มีสัดส่วนถึง 2.9% ของจีดีพี และด้านที่ 4.ความโปร่งใส ต้องขจัดทุจริตคอร์รัปชั่นให้หมดไป โดยเฉพาะการรับงานภาครัฐ

อย่างไรก็ดี ไทยมีข้อดีหลายประการ โดยเฉพาะเรื่องอุตสาหกรรมอาหาร ด้านการท่องเที่ยว ในอาเซียนมีนักท่องเที่ยวแต่ละปีราว 100 ล้านคน แต่เมื่ออาเซียนรวมกันแล้ว ตลาดท่องเที่ยวจะเปลี่ยนไป นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางข้ามพรมแดนได้รวดเร็ว ดังนั้น เอกชนต้องปรับตัวจากการรับนักท่องเที่ยวอย่างเดียว ให้เป็นผู้แนะนำและพานักท่องเที่ยวไปยังอาเซียนด้วย

นายสุรินทร์ กล่าวว่า ตลาดชนชั้นกลางของเซียนเป็นโอกาสสำคัญของไทย ที่เอกชนต้องตั้งรับเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด โดยธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ระบุว่า ในปี 2573 จำนวนประชากรชนชั้นกลางจะมีสัดส่วนสูงถึง 60% หรือประมาณ 400 ล้านคน ซึ่งคนกลุ่มนี้มีวิถีที่ชอบความสะดวกสบาย มีคุณภาพชีวิตที่ดี ทั้งด้านบริการ ขนส่ง สื่อสาร

อย่างไรก็ดี โอกาสธุรกิจไทยในอาเซียนยังมีอีกมาก โดยเฉพาะเอสเอ็มอี เพราะหากดูตัวเลขการค้าระหว่างประเทศของอาเซียนมูลค่า 2.52.6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ แต่กลับมีการค้ากันเองในอาเซียนเพียง 24% เท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยมากเทียบกับกลุ่มอียูที่ค้ากันเอง 85% อเมริกาเหนือค้ากันเอง 70% เป็นช่องว่างที่ธุรกิจไทยจะเข้าไปขยายตลาด

“โอกาสของไทยมีมากในตลาดอาเซียน ทั้งจำนวนประชากรชนชั้นกลาง หรือการค้าระหว่างกัน แต่เอสเอ็มอีต้องปรับตัวเพิ่มขีดความสามารถ เพื่อเข้าไปครองตลาด 2.6 ล้านล้านนี้ให้ได้ ขณะที่ภาครัฐไม่ว่าจะเป็นสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย บีโอไอ และคลัง จะต้องหาทางส่งเสริมเอสเอ็มอีให้ออกไปหาประโยชน์ข้างนอกให้ได้” นายสุรินทร์ กล่าว

ทงดนทางด้าน ศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตเลขาธิการการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (UNCTAD) เปิดเผยว่า ปัจจุบันการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของโลกจะใช้วิธีการอัดฉีดเงินสร้างหนี้ใหม่เพื่อมาล้างหนี้เก่า ซึ่งประเทศไทยจำเป็นต้องระวังในเรื่องนี้ อย่าปล่อยให้หนี้มาเป็นตัวขับเคลื่อนการเจริญเติบโตเศรษฐกิจ เพราะวิธีดังกล่าวไม่ใช่การสนับสนุนการบริโภค ไม่ก่อให้เกิดการจ้างงาน

ปัจจุบันประเทศไทยมีหนี้ของภาครัฐอยู่ที่ประมาณ 46% ซึ่งถือว่าไม่ได้สูงมากหากเทียบกับประเทศอื่นๆ แต่หนี้ครัวเรือนเติบโตอย่างต่อเนื่องเป็น 80% ของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) เนื่องจากธนาคารหันมาปล่อยสินเชื่อส่วนบุคคล ซื้อบ้าน ซื้อรถ บัตรเครดิต แทนการปล่อยสินค้าให้กับโครงการขนาดใหญ่ ส่งผลให้เมื่อรวมหนี้ครัวเรือน หนี้รัฐบาล และหนี้ของสถาบันการเงิน ไทยจะมีหนี้อยู่ประมาณ 120-130% ซึ่งสูงที่สุดในอาเซียน โดยมีประเทศมาเลเซียที่ใกล้เคียงกับไทย

ทั้งนี้ การจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจจำเป็นต้องดูเครื่องจักรที่เป็นกลไกผลักดันเศรษฐกิจอย่างแท้จริง โครงการลงทุนของภาครัฐบางโครงการ โดยเฉพาะโครงการด้านการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานสามารถลงทุนในรูปแบบการร่วมลงทุนกับภาคเอกชน (พีพีพี) ได้ โดยไม่ต้องกู้เงินมาลงทุนเองทั้งหมด เพราะมีนักลงทุนจำนวนมากสนใจเข้ามาลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ร่วมกับไทยอยู่แล้ว ทั้งจีน ญี่ปุ่น แต่ติดปัญหาตรงที่รัฐบาลไทยยังไม่มีเสถียรภาพเพียงพอ

ด้านการปฏิรูปการคลัง นอกจากการปฏิรูปอัตราการจัดเก็บภาษีแล้ว จำเป็นต้องทำเรื่องการจัดเก็บภาษีอากรด้วย เพราะการจัดเก็บภาษีของไทยด้อยมาก เช่น การจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลที่มีการเสียภาษีอยู่ 1 แสนราย จาก 3 แสนรายที่ต้องเสียภาษี หรือการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่มีผู้เสียภาษีอยู่ 10 ล้านคน จากคนที่ต้องเสียภาษีทั้งหมด 26 ล้านคน ส่วนเป้าหมายการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำต้องมีการโอนอำนาจการคลังไปอยู่ที่ท้องถิ่น เพื่อใช้พัฒนาท้องถิ่น เป็นต้น

ขณะที่การแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตร ไทยจำเป็นต้องทำตัวเองเป็นพ่อค้าข้าวและผลิตข้าวที่มีคุณภาพดีที่สุด การผลิตข้าวนาปรังควรลดให้เหลือน้อยที่สุด หรือเลิกผลิตไปเลย เพราะการผลิตข้าวของไทยไม่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ผลผลิตต่อไร่ยังคงเท่าเดิม ขณะที่ประเทศอื่นๆ เช่น เวียดนาม พม่า กัมพูชา พัฒนาอย่างต่อเนื่องทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพข้าว

ขณะเดียวกัน ไทยจำเป็นต้องตั้งโรงงานปุ๋ยแห่งชาติที่มีรัฐบาลเป็นเจ้าของ นำเงินการอุดหนุนข้าวมาทำโรงงานปุ๋ย ไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกสินค้าเกษตรอันดับต้นของโลก แต่กลับต้องพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยราคาแพงจากต่างประเทศ

“การดำเนินการของรัฐบาลต้องเลิกใช้คำว่าไปศึกษาก่อนได้แล้ว เพราะทุกอย่างได้มีการศึกษาไว้หมดแล้ว การอ้างว่าไปศึกษาโครงการก่อนคือกระบวนการไม่ยอมตัดสินใจ ดังนั้นจึงต้องเร่งตัดสินใจดำเนินโครงการที่สำคัญให้แล้วเสร็จ” นายศุภชัย กล่าว

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท