
นายกฯสั่งคลัง-ไอซีทียุบรวมทีโอทีกับกสทฯ
นายกฯ สั่งคลังไอซีที หารือควบรวม กสทฯทีโอที ลดสิ้นเปลืองทรัพยากร
นายกฯ สั่งคลังไอซีที หารือควบรวม กสทฯทีโอที ลดสิ้นเปลืองทรัพยากร
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 23 ก.ย. ให้กระทรวงการคลัง และกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันกำหนดแนวทางการทำงานของบริษัท ทีโอที และบริษัท กสท โทรคมนาคม โดยอาจพิจารณาแนวทางสนับสนุนหรือส่งเสริมธุรกิจร่วมกัน หลังสัมปทานที่ให้กับเอกชน จะสิ้นสุดลงในปี 2558
นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมช.คมนาคม กล่าวว่า กระทรวงการคลังและไอซีที ต้องพิจารณาแผนฟื้นฟูของทั้งสองหน่วยงาน เช่น โครงการลงทุนบรอดแบนด์ และเมื่อทั้งสองบริษัทไม่มีสัมปทานที่ให้แก่เอกชนอื่นแล้ว หากยังแยกกันทำงานอาจสิ้นเปลืองทรัพยากร
“การควบรวมกัน มีหลายทางเลือก ต้องให้กระทรวงต้นสังกัดดูและเสนอมา” นายอาคม กล่าว
ปัจจุบัน บริษัท กสท โทรคมนาคมมีพนักงาน 6,062 คน และทีโอทีมีพนักงาน 1.5 หมื่นคน
นายณัฐวุฒิ อมรวิวัฒน์ โฆษกคณะกรรมการ บริษัท ทีโอที กล่าวว่า ขณะนี้รอซูเปอร์บอร์ดพิจารณาแผนธุรกิจเพื่อเพิ่มรายได้ โดยจะนำคลื่น 3จี มาทำธุรกิจทุกรูปแบบ
รมช. คมนาคม กล่าวว่า สำหรับเรื่องอื่นๆ ที่มีการสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับดำเนินการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของรัฐวิสาหกิจคือ กระทรวงการคลังให้เร่งรัดการกำกับดูแลการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจให้เป็นไปตามเป้าหมาย โดยมีเป้าหมายไม่ต่ำกว่า 95% ของกรอบวงเงินอนุมัติเบิกจ่ายลงทุน โดยให้ความสำคัญกับโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐานที่จะเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการแก่ประชาชน เช่น โครงการรถไฟทางคู่ และโครงการรถไฟฟ้าสายต่างๆ
ให้กระทรวงการคลังเร่งรัดพิจารณาการปรับปรุงรูปแบบการกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจที่เป็นบริษัทมหาชน จำกัด ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อให้รัฐวิสาหกิจมีความคล่องตัวในการดำเนินงานมากขึ้นและสามารถแข่งขันในเชิงธุรกิจได้
นายอาคม กล่าวว่า นอกจากนี้ ได้ให้ระทรวงการคลังเร่งพิจารณาทบทวนบทบาท และทิศทางการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจรวมถึงความจำเป็นในการคงสภาพหน่วยงานบางแห่งเป็นรัฐวิสาหกิจ โดยมีกรอบในการพิจารณา 4 ข้อได้แก่ 1. รัฐวิสาหกิจที่ปัจจุบันมีการดำเนินงานหรือการดำเนินธุรกิจซึ่งไม่ได้เป็นไปตามวัตถุประสงค์หลักในการจัดตั้ง
2.ความจำเป็นในการเป็นเครื่องของภาครัฐที่อาจไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน 3.รัฐวิสาหกิจประเภทที่ดำเนินกิจการโดยไม่มีวัตถุประสงค์ในการจัดหารรายได้และในการดำเนินงานต้องได้รับการสนับสนุนเงินรายได้ส่วนใหญ่จากงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งปัจจุบันกลุ่มนี้มีอยู่ประมาณ 30% ส่วนใหญ่เป็นรัฐวิสาหกิจด้านการท่องเที่ยว เพื่อสังคม ด้านสาธารณสุข พฤษศาสตร์ รถไฟ ขสมก. การประปาในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งทั้งหมด แต่กลุ่มนี้ต้องพิจารณาถึงความจำเป็นขององค์กรด้วย และ 4.รัฐวิสาหกิจลูกที่จัดตั้งขึ้นโดยมีสภาพเป็นรัฐวิสาหกิจ
ทั้งนี้ ที่ผ่านมามีบางหน่วยงานไม่ได้ทำภารกิจตรงตามกับวัตถุประสงค์เดิมที่ได้มีการจัดตั้ง เช่น องค์การคลังสินค้า (อคส.) ที่ไม่ได้มีภารกิจหลักในการรับจำนำข้าวแต่ที่ผ่านมาต้องทำตามนโยบายรับจำนำข้าวของรัฐบาลเมื่อไม่มีโครงการรับจำนำข้าวแล้วให้กลับไปทำภารกิจเดิม รวมถึงองค์การสะพานปลาที่ตอนนี้มีการนำที่ดินของหน่วยงานไปดำเนินการในเชิงพาณิชยกรรมก็อาจจะไม่เหมาะสมนัก
“สภาพัฒน์คงบอกไม่ได้ว่ารัฐวิสาหกิจใดควรถูกยุบ ยกเลิก หรือขยาย ต้องให้กระทรวงหรือหน่วยงานต้นสังกัดพิจารณาดูและเสนอมาให้ซุปเปอร์บอร์ดจะพิจารณา โดยดูผลประกอบการเป็นอย่างไรมีการขาดทุนต่อเนื่องหรือไม่ มีความจำเป็นที่ต้องอยู่หรือเอกชนทำได้ดีแล้ว”นายอาคม กล่าว
นายอาคม กล่าวว่า นอกจากนี้ยังให้รัฐวิสาหกิจให้ความสำคัญกับงานด้านการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่องตามมติ ครม. 24 ก.ย. 2556 โดยให้กันงบประมาณอย่างน้อย 3% ของกำไรสุทธิในแต่ละปีไปใช้ในงานวิจัย โดยให้หักครึ่งหนึ่งใช้ในงานวิจัยของประเทศ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการใช้งบประมาณให้สำนักงานสนับสนุนกองทุนการวิจัย(สกว.) สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ(วช.) เป็นหน่วยงานดูแลโครงการที่ต้องได้รับการส่งเสริมงานวิจัย
ทีโอทีขอซุเปอร์บอร์ดช่วยต่อลมหายใจองค์กร หลังรายได้ครึ่งปีแรกวูบ 1 หมื่นล้านบาท
นายณัฐวุฒิ อมรวิวัฒน์ โฆษกคณะกรรมการ (บอร์ด) บริษัท ทีโอที เปิดเผยว่า ขณะนี้รอให้คณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ (ซุเปอร์บอร์ด) พิจารณาพร้อมข้อเสนอแนะแผนการดำเนินธุรกิจทั้ง 6 กลุ่มธุรกิจที่จะช่วยเพิ่มรายได้ให้กับทีโอทีในอนาคต หลังบอร์ดไม่พอใจผลประกอบการครึ่งปีแรกที่รายได้หายไปกว่า 9,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ ทีโอทีมีรายได้จากการดำเนินงาน ม.ค.มิ.ย.2557 อยู่ที่ 22,611 ล้านบาท ค่าใช้จ่าย 21,237 ล้านบาท ส่งผลให้มีกำไรอยู่ที่ 1,300 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรอยู่ที่ 1.1 หมื่น โดยรายได้ที่หายไปนั้น คือ รายได้จากค่าสัมปทาน บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) ที่ต้องส่งเข้ากระทรวงคลัง ตาม พ.ร.บ. กสทช.2553
"บอร์ดไม่พอใจกับตัวเลขของผลการดำเนินงาน เนื่องจากรายได้หายไปมาก และสิ่งสำคัญที่จะต้องดำเนินธุรกิจเพื่อให้รายได้กลับมา จะโฟกัสไปที่การดำเนินงานในเรื่องของ 3จี ที่จะนำเอาคลื่นที่มีอยู่มามาดำเนินธุรกิจในทุกรูปแบบเท่าที่จะทำได้" นายณัฐวุฒิกล่าว
สำหรับการเน้น เรื่อง 3 จีนั้น เพราะที่ผ่านมาทีโอทีลงทุนกับโครงการ 3 จี ค่อนข้างสูง โดยปัจจุบันมี 5,320 สถานี ที่ได้ลงทุนไป 1.6 หมื่นล้านบาท แต่ไม่สามารถสร้างรายได้ให้กับทีโอทีได้มากนัก โดยรายได้ครึ่งปีอยู่ที่ 93 ล้านบาท ที่แม้จะขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีรายได้ 74 ล้านบาท แต่ยังสามารถเติบโตได้มากกว่านี้
นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (บรอดบแนด์) ที่จะเป็นรายได้อนาคตของทีโอที โดยครึ่งปีแรกมีรายได้ที่ 2,880 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้ 2,775 ล้านบาท ซึ่งบริการบรอดแบนด์ถือเป็นกลุ่มที่มีการแข่งขันสูง เนื่องจากผู้ให้บริการทุกรายให้ความสำคัญ และทีโอทีถือเป็นผู้ให้บริการที่มีส่วนแบ่งตลาดไม่แพ้คู่แข่ง
ขณะที่การสรรหากรรมการผู้จัดการใหญ่คนใหม่แทนนายยงยุทธ วัฒนสินธุ์ ที่ลาออกไป บอร์ดได้ตั้งคณะกรรมการสรรหาแล้ว โดยขั้นตอนทุกอย่างจะชัดเจนและเข้าสู่วาระการพิจารณาของบอร์ด ทีโอที ครั้งต่อไป







