
สลายม็อบแรงแต่ต้นทุนการเงินไม่แพงขึ้น
...ทีมข่าวการเงิน
หลังจากที่กลัวกันว่าเหตุการณ์จลาจลใน กทม. เมื่อต้นเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา จะส่งผลกระทบรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะบริษัทจัดอันดับเครดิตยักษ์ใหญ่ของโลก อย่าง บริษัท มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส บริษัท สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (เอส แอนด์ พี) และบริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ จะลดอันดับเครดิตประเทศไทย เพราะปัญหาการเมืองฉุดให้เศรษฐกิจไม่สามารถขยายตัวได้ดี
ผลที่ตามมาจากการถูกลดอันดับเครดิตก็คือ ประเทศไทยจะต้องกู้เงินจากต่างประเทศในอัตราที่สูงขึ้นตามความเสี่ยงของประเทศ ซึ่งกระทรวงการคลังเคยประมาณการไว้ว่าจะมีต้นทุนการเงินเพิ่มประมาณ 0.51%
สำหรับเอกชนไทยที่กู้ในประเทศคงไม่น่าจะมีต้นทุนเพิ่มมากนัก แต่จะมีปัญหาที่ตัวบริษัทลูกที่ต้องการกู้เงินจากบริษัทแม่ในต่างประเทศ ทำให้ต้องกลับมาแลกเป็นเงินบาทจะเจอต้นทุนที่สูงขึ้น โดยค่าประกันความเสี่ยงของประเทศไทยสูงขึ้นบ้าง
อย่างไรก็ดี เป็นเรื่องที่ผิดคาดที่แม้รัฐบาลจะสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บมากมาย แต่ มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ประกาศคงอันดับความน่าเชื่อถือของไทยที่
“Baa1” โดยมีแนวโน้มเชิงลบนอกจากนี้ มูดี้ส์ไม่ได้ดำเนินการด้านอันดับความน่าเชื่อถือที่รุนแรงขึ้นต่อประเทศไทย เนื่องจากความขัดแย้งทางการเมืองของไทยยังไม่ได้ส่งผลกระทบต่อปัจจัยพื้นฐานด้านความน่าเชื่อถือในระยะยาวของไทย
มูดี้ส์ มองว่า ฐานะและความสามารถของรัฐบาลในแง่ของดุลการชำระเงินของประเทศ ความมีเสถียรภาพทางการเมือง ผลตอบแทนตราสารหนี้หรือพันธบัตรรัฐบาล การรักษาวินัยทางการคลัง ซึ่งวัดจากหนี้สาธารณะ ฐานะทุนสำรองระหว่างประเทศเทียบกับหนี้ต่างประเทศ ความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศด้านการค้า การส่งออก โครงสร้างในภาคการเงิน สภาพคล่องต่างประเทศ หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ยังดี แม้จะมีปัญหาทางการเมืองในประเทศ
ดังนั้น มุมมองที่มูดี้ส์มองประเทศไทยนับว่าเป็นข่าวดี ที่จะไม่ต้องมีต้นทุนการกู้เงินจากต่างประเทศสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ รวมทั้งเอกชน
เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ โฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า แม้เศรษฐกิจไทยในเดือน เม.ย. จะมีลักษณะการชะลอตัวเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า แต่ในด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจทั้งภายในและภายนอกถือว่ายังอยู่ในเกณฑ์ดี ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้สถาบันจัดอันดับเครดิตมูดี้ส์ยังไม่ปรับลดเครดิตของไทย โดยเสถียรภาพภายนอกที่สำคัญคือทุนสำรองระหว่างประเทศนั้น ถือว่าอยู่ในระดับสูงหรือ มากกว่า 4.8 เท่าของหนี้ระยะสั้น
ขณะที่ดุลการค้าอาจลดลงบ้าง ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติที่นักท่องเที่ยวไทยจะเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศในเดือน เม.ย. และเมื่อบวกกับจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่ลดลงด้วยด้านเสถียรภาพในประเทศนั้นอยู่ในเกณฑ์ที่ดี โดยเฉพาะการว่างงานที่อยู่ในระดับเพียง 1% ของกำลังแรงงานรวม
ขณะเดียวกัน อัตราเงินเฟ้อก็ปรับลดลง ซึ่งก็จะช่วยผ่อนคลายนโยบายการเงินในการเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ด้านหนี้สาธารณะก็ปรับลดลงมาอยู่ที่ 41.9% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ส่วนหนึ่งเป็นเพราะฐานของจีดีพีขยายตัวมากขึ้น
อย่างไรก็ดี แม้บริษัทจัดอันดับเครดิตจะปรับมุมมองเป็นเชิงลบ ก็ไม่ได้ทำให้ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากต้นทุนการเงินที่สูงขึ้น เพราะขณะนี้สภาพคล่องทางการเงินในประเทศไทยยังมีอยู่สูงเป็นแสนล้านบาท เห็นได้จากการแข่งขันกันปล่อยสินเชื่อให้กับบริษัทขนาดใหญ่ที่มีฐานะการเงินดี รวมทั้งดอกเบี้ยในขณะนี้อยู่ระดับต่ำ ต้นทุนในการกู้จะถูกกว่าการออกไประดมทุนในต่างประเทศ
ดังนั้น เมื่อเงินยังมีในประเทศ การระดมทุนในประเทศจึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจมากกว่า เพราะไม่ต้องรับความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนอีกด้วย และค่าเงินบาทก็ไม่ได้มีการเคลื่อนไหวอย่างผิดปกติแต่อย่างใด
นอกจากนี้ ยังมีความเป็นไปได้ว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) อาจจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 1.5% ซึ่ง กนง.จะมองภาพเศรษฐกิจโลกบวกกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับการส่งออกของไทย รวมถึงผลกระทบต่อการใช้จ่ายภาครัฐและเอกชนว่าจะมีมากน้อยแค่ไหน
เมื่อปัจจัยหลายประการเอื้อให้ต้นทุนการเงินไม่สูงขึ้น จึงนับว่าเป็นเรื่องดีของประเทศไทย และอัตราดอกเบี้ยในประเทศก็อาจจะไม่ปรับสูงขึ้นอย่างที่คาดการณ์กันไว้ว่าปีนี้จะเป็นปีแห่งการขึ้นดอกเบี้ย
ข้อดีอีกประการหนึ่งก็คือ อาจจะดึงให้เศรษฐกิจสามารถขยายตัวได้สูงถึง 3.54.5% ตามที่นายกรัฐมนตรีกล่าวไว้ก็เป็นไปได้







