posttoday
ตอบปัญหาคาใจ...สังคม(ไทย)ไสยศาสตร์!?

ตอบปัญหาคาใจ...สังคม(ไทย)ไสยศาสตร์!?

23 กันยายน 2557

สัมภาษณ์พิเศษ “ผศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์” เจ้าของอุดมการณ์ "ไม่เชื่อต้องพิสูจน์"

เรื่อง...อินทรชัย พาณิชกุล , สุภชาติ เล็บนาค / ภาพ...ทวีชัย ธวัชปกรณ์

นาทีนี้ เวลามีข่าวแปลกประหลาดพิลึกพิลั่นอันเกี่ยวข้องกับไสยศาสตร์ ลี้ลับเหนือธรรมชาติที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ว่าเรื่องจริงหรือลวงโลก

สปอร์ทไลท์ทุกดวงจะถูกส่องไปที่ “ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์” อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เจ้าของนามแฝง JD300 แห่งห้องหว้ากอ เว็บไซต์พันทิปดอทคอม และเฟซบุ๊ก Jessada Denduangboripant อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เขาคือผู้ฉายไฟไล่ความมืด ปลุกสังคมให้ตาสว่าง ด้วยการทำลายความเชื่อผิดๆด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์ ตั้งแต่เรื่องเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิด GT200 บั้งไฟพญานาค ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับพืชจีเอ็มโอ สักยันต์ฟันไม่เข้า กลโกงเครื่องรางของขลัง สารพัดเรื่องขี้โม้จากฟอร์เวิร์ดเมล จนถึงรอยพญานาคเก๊หน้าคณะอักษรศาสตร์ จุฬาที่เพิ่งเป็นข่าวใหญ่ไปเมื่อเร็วๆนี้ ภายใต้อุดมการณ์ “ไม่เชื่อต้องพิสูจน์”

เข้ามาทำหน้าที่ตรงนี้ได้อย่างไร

คนจะจดจำผมได้ในเรื่อง GT 200 เมื่อปี 4-5 ปีก่อน นั่นคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ผมได้ออกมาพูดกับสังคม

เมื่อก่อนเราก็สนใจเรื่องพวกนี้เหมือนกัน แต่ไม่เคยมีโอกาสพูด พอเราได้พูดก็เริ่มเห็นมากขึ้นว่าทุกเรื่องล้วนเป็นปรากฏการณ์เดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นการที่เอาวิทยาศาสตร์มาหลอกลวงขายของในหน่วยงานราชการ หรือที่ประกาศขายตามเคเบิ้ลทีวี เราพบว่ามันเป็นเรื่องหลอกลวงเยอะ ต่อมาก็ได้ที่มีโอกาสได้พูดในห้องหว้ากอที่เว็บไซต์พันทิป คนก็เริ่มรู้จักมากขึ้น พอมาปีที่แล้วผมเล่นเฟสบุ๊กก็ได้มีโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนกับหลายคน ยังไม่นับที่ได้ไปเดินสายบรรยายในที่ต่างๆ ได้ทำรายการของตัวเองชื่อ วิทยาตาสว่าง หรือ Sci-find ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

ทุกครั้งที่ออกมาพูดก็จะกระตุ้นให้คนที่ติดตามเราเริ่มคิดเป็นวิทยาศาสตร์มากขึ้น คือเราทำไปทั้งหมดเขาไม่จำเป็นต้องเชื่อเรา สามารถแลกเปลี่ยนและโต้แย้งได้ แต่เรื่องโต้แย้งยังเป็นปัญหาของบ้านเรา สังคมไทยแต่ไหนแต่ไรมันไม่มีใครแย้ง เพราะถูกสอนให้เชื่อผู้ใหญ่มาโดยตลอด ไม่เคยตั้งคำถามกับเรื่องต่างๆเลย สิ่งที่ผมพยายามทำมันไม่ใช่การหักล้างอะไรขนาดนั้น แต่ต้องการให้คนตั้งคำถามกับสิ่งต่างๆในสังคมมากขึ้น ความฝันของผมคือ อยากให้สังคมไทยคิดอย่างวิทยาศาสตร์มากขึ้น

ยกตัวอย่างเมื่อหลายปีก่อน เรื่องคลื่นพญานาคที่บอกกันว่าเหมือนพญานาคเลื้อยอยู่บนผิวน้ำ 80 % ของคนไทยเชื่อว่าเป็นพญานาคจริงๆ ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าตกใจมาก หน้าที่ของเราในเชิงวิทยาศาสตร์ เราไม่คิดว่าต้องไปแก้ให้คน 80 % เหล่านั้นหันมาเชื่อตามเรา แต่เราต้องหาคำตอบให้ได้ว่าคนอีก 20 % ที่เขาไม่เชื่อว่าเป็นพญานาค เขามีคำตอบอื่นไหม  ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยมีใครให้คำตอบเขาได้ พอไม่มีใครอธิบาย สุดท้ายคนมันก็จะเริ่มเขว บางคนอาจจะเริ่มคิดตามละว่าถ้างั้นคงมีจริงมั้ง

ผมเชื่อว่าตัวเองเป็นคนนึงที่คิดว่ามีวิธีที่สามารถจะช่วยอธิบายให้พวกเขาได้

เลือกประเด็นยังไง ก่อนจะออกมาพิสูจน์ในแต่ละครั้ง

เฟซบุ๊กมันเป็นโซเชียลเน็ตเวิร์ก สามารถแชร์ข้อมูลถึงกันได้รวดเร็วมาก ดังนั้นถ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้นแล้วมีคนมาถามเราบ่อยๆภายในช่วงวันสองวันแสดงว่าเรื่องนี้กำลังเป็นเรื่องเด่นที่สังคมกำลังพูดถึงกันอยู่ บางทีก็มีหลังไมค์เข้ามาบ้าง บางเรื่องเป็นเรื่องที่เรารู้อยู่แล้ว ตอบง่ายก็ตอบไปเลยหลังไมค์ บางเรื่องเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ ผมก็จะขอตอบที่หน้าเฟซบุ๊กทีเดียว 

อย่างเรื่องรอยพญานาคล่าสุดน่าสนใจมาก เพราะมันเป็นรอยในลักษณะที่เห็นกันมานานแล้ว แต่ยังไม่มีใครให้คำตอบเสียที ผมก็ตอบไปก่อนอย่างง่ายๆ แต่พอข้ามวันผมเริ่มเห็นว่ามันกลายเป็นข่าวใหญ่โต ทีนี้ก็เลยต้องรีบหาคำตอบมันชัดเจนมากขึ้น ลงพื้นที่เองเลย คล้ายกับการยกระดับต่อไปเรื่อยๆ ข้อดีของการมีเฟซบุ๊ก ช่วงแรกๆที่เห็นรอยผมนึกถึงเครื่องเจียหิน บางคนก็ให้คำตอบว่าน่าจะเป็นเครื่องฉีดน้ำ จากเมื่อก่อนที่เราเคยคิดอยู่คนเดียว ตอนนี้ก็มีคนเข้ามาช่วยเราคิดมากขึ้น พอลองไปหาเครื่องมาฉีดจริงก็พบว่าไม่เหมือน ก็จะมีคนเข้ามาช่วยเราหาคำตอบต่อไปอีกว่าต้องเปลี่ยนหัวฉีด ต้องเป็นรุ่นนั้นรุ่นนี้นะ ซึ่งถ้าเป็นสมัยก่อนเราจะไม่มีคำตอบเลย ทุกวันนี้ผมเชื่อว่าทุกเรื่องมันสามารถหาคำตอบได้หมด

ถือเป็นภาระหน้าที่ไหมที่จะต้องออกมาหาคำตอบให้แก่สังคม

มองว่ามันเป็นงานอดิเรกนะ (หัวเราะ) เป็นความสนุกส่วนตัวมากกว่า คนที่รู้จักผมเขาจะรู้ว่าผมมีงานเยอะ ทั้งงานสอน งานวิชาการซ้อนๆกัน แต่ผมเอาตรงนี้เป็นพื้นที่คลายเครียดสำหรับวันที่ต้องทำงานหนักๆ คนเราทุกคนจะค้นหาความชอบของตัวเอง  อาจารย์สายวิทยาศาสตร์เพียวๆเขามีงานทำที่ดีอยู่แล้ว กว่า 99 % ก็ทำงานอยู่ในห้องแล็ป วิจัย ทำผลงานได้ตีพิมพ์ก็ดีใจ

ผมอาจจะเป็นหนึ่งในร้อยคนที่ได้ทำอะไรแปลกๆออกมา ชอบเรื่องการสื่อสารทางด้านวิทยาศาสตร์  วันนี้มองตัวเองว่าเป็นทั้งอาจารย์และนักศึกษาวิทยาศาสตร์ พยายามทำเรื่องหลายๆเรื่องที่ยากๆให้มันง่าย และเป็นวิทยาศาสตร์มากขึ้น หลายเรื่องที่ผมทำ มองระยะยาวมันจะเป็นอานิสงส์ของวงการวิทยาศาสตร์ไทยไม่แพ้กับที่เขาทำวิจัยกันอยู่ คือมันทำให้คนในสังคมไทยหันมาศรัทธาในวิทยาศาสตร์มากขึ้น เพราะวิทยาศาสตร์มันมีทางออกให้เรา ผมจึงมองว่ามันเป็นงานอดิเรกที่สนุกดี

ทำไมบ้านเราถึงไม่มีหน่วยงานเฉพาะที่ออกมาทำหน้าที่ตรงนี้ 

ในเมืองนอกมีองค์กรมากมาย ทั้งภาครัฐและที่ไม่ใช่รัฐ อย่างภาครัฐถ้าให้เปรียบเทียบประเทศไทยเราก็เป็นเรื่องของกระทรวงวิทยาศาสตร์ กระทรวงวิทยาศาสตร์ไม่ได้มีหน้าที่แค่สงเสริมให้มีการทำวิจัย พัฒนา หรือเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาใช้ แต่มีหน้าที่ส่งเสริมให้คิดแบบวิทยาศาสตร์ หรือการหักล้างในมุมอื่นด้วย

หลายประเทศอย่างอเมริกา หรือยุโรป เวลามีเรื่องที่เป็นปรากฏการณ์แปลกๆก็จะมีคนของกระทรวงวิทยาศาสตร์ หรือสมาคมวิทยาศาสตร์ที่ออกมาให้ความคิดแย้งว่ามันน่าจะเกิดจากอะไรได้บ้าง จะมีองค์กรที่ตั้งขึ้นเพื่อทำหน้าที่เข้ามาหักล้างเรื่องพวกนี้โดยเฉพาะ เขาจะตั้งข้อสงสัยเลยว่าUFOมีจริงไหม สัญลักษณ์ประหลาดๆที่เกิดขึ้นบนทุ่งหญ้ามันเกิดจากอะไร หรือเรื่องที่เข้าข่ายหลอกลวงประชาชน พวกเอาไสยศาสตร์มาแอบอ้าง บ้านเรายังไม่มีโดยตรง แต่ก็จะมีคนแบบผม หรืออีกหลายคนในอินเตอร์เน็ตเน็ตที่จะช่วยกันออกมาหาความจริงมากกว่า

ณ วันนี้กระทรวงวิทยาศาสตร์น่าจะทำได้แล้ว เพราะประเทศเรายังเป็นประเทศที่มีปัญหาเช่นนี้อยู่มาก เรื่องการใช้ความเชื่อความศรัทธาเป็นตัวนำ ถ้ามันไม่มีองค์กรใดองค์กรหนึ่งขึ้นมาช่วยทำโดยตรง มันก็จะไม่มีใครทำต่อไปตลอด จะหวังพึ่งผมหรือพึ่งนักวิชาการ บางทีก็พูดได้ไม่เต็มปาก

มองหลักสูตรการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ทุกวันนี้ยังไง 

กระบวนการคิดแบบวิทยาศาสตร์จริงๆ ผมว่ามันเริ่มต้นที่คำเหล่านี้ เช่น จริงหรือ ใช่หรือ ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น แต่บ้านเราคำถามมันจะโดนสอนมาแค่ว่า เป็นเพราะอะไร คือเหมือนความรู้มีอยู่แค่นี้ ครูสอนมาก็เรียนรู้จากเท่านี้ต่อๆกันไป เราไม่ค่อยตั้งคำถามว่าเชื่อที่ครูพูดไหม หรือที่ครูพูดถูกต้องจริงหรือ ความรู้ใหม่ๆต่างจากที่ครูพูดส่วนนี้มันหายไป ซึ่งวิทยาศาสตร์ที่แท้จริงมันต้องเป็นแบบนั้น

วิทยาศาสตร์เกือบ 2,000 – 3,000 ปีที่ถ่ายทอดกันมามันเริ่มจากตรงนี้ เริ่มจากความไม่เชื่อ แล้วพยายามทดลองหักล้าง บางอย่างทำแล้วสำเร็จก็จะค้นพบความจริงไปเรื่อยๆ แต่ถ้าบางอย่างทำแล้วไม่สำเร็จมันก็จะทำให้ความเชื่อนั้นเปลี่ยนแปลงไป พอเราไม่ได้สอนแบบให้คิดอย่างวิทยาศาสตร์ เวลาเจอเรื่องต่างๆประเภทที่เอาสินค้ามาหลอกขาย  เอามายากลต่างๆมาหลอกว่าเป็นไสยศาสตร์ หรือทำรอยแปลกๆให้เราดู เขาบอกแค่คำเดียวเป็นรอยพญานาค คุณก็เชื่อเลย ผมเคยคุยกับเด็กจุฬาเองถามว่าเห็นอะไร เขาก็บอกว่ารอยพญานาคไง ในใจผมคิดว่า เฮ้ย ไปคิดใหม่ได้ไหมว่ามันเป็นรอยเลอะๆรึเปล่า คือทำไมเขาไม่เกิดความคิดในมุมนี้ก่อน นี่คือการฝึกให้เขาได้คิด สังคมไทยต้องฝึกตั้งคำถามใหม่

บ้านเราไม่ได้สอนให้คิดไง สอนแบบเดิมๆ ถ้าเราจะปฏิรูปการศึกษา หรือปฏิรูปความคิดคน เราต้องเริ่มต้นจากตรงนี้ ถ้าเราจะก้าวไปสู่โลกยุคใหม่ โลกยุค นวัตกรรม เราต้องคิดแบบวิทยาศาสตร์ให้ได้ ลองคิดนอกกรอบหาคำตอบว่ามันจริงหรือไม่ ถ้าไม่จริง มันทางออกที่ดีกว่านั้นไหม

คิดยังไงกับคำว่า “ไม่เชื่ออย่าลบหลู่”

ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ คำนี้ผมไม่ค่อยชอบ เพราะว่ามันเป็นคำที่ไม่วิทยาศาสตร์เลย วิทยาศาสตร์มันต้องตั้งคำถามก่อน พุทธศาสนายังมีกาลามสูตรเลยที่บอกว่าอย่าเพิ่งเชื่อเรื่องอะไรที่เขาเล่าต่อๆกันมา

สิ่งที่เราอยากได้ยินมากกว่าคือไม่เชื่อต้องพิสูจน์ ไม่ใช่ว่าไม่เชื่อต้องลบหลู่ มันฟังดูเป็นลบไปหน่อย แต่ไม่เชื่อต้องพิสูจน์ พิสูจน์จากทฤษฎีก็ได้ จากการปฏิบัติก็ได้ หรือจากการลงไปดูพื้นที่ก็ได้ทั้งนั้น ใช้หลากหลายวิธีดีกว่ามาบอกว่าอย่าลบหลู่ อย่าไปยุ่งกับเรื่องนี้ แบบนี้ไม่ใช่ มันต้องหาทางพิสูจน์

ปรากฏการณ์พญานาคเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากที่สุดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เมื่อก่อนผมไม่รู้สึกว่าคนไทยจะเห่อเรื่องพญานาคมากขนาดนี้ แต่เหมือนคนไทยเปลี่ยนสิ่งนี้ออกไปเรื่อยๆ ตอนเด็กๆเราอาจจะมีพระที่มีชื่อเสียงด้านอิทธิฤทธิ์ปาฏิหารย์ จนถึงยุคที่จตุคามเฟื่องฟู ถัดมาก็เป็นยุคพระพิฆเนศ แล้วก็กลับมายุคของพญานาค มันมีอะไรที่เปลี่ยนไปเรื่อย พอเราอยู่ในยุคสมัยนี้แล้ว ถ้าเรายังปล่อยให้พฤติกรรมเดิมๆคือพอจับอันนี้ขึ้นมาแล้วไม่กล้าเถียงเลย คนก็จะฝังใจว่ามันเป็นเรื่องจริงไปตลอด

ยกตัวอย่างเช่นรูปถ่ายที่ทหารอเมริกันกำลังอุ้มปลาประหลาดอยู่ตัวหนึ่งซึ่งเชื่อกันว่าเป็นพญานาคในแม่น้ำโขง ผมเห็นเขากราบไหว้กันมาตั้งแต่เด็ก พอโตขึ้นหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตกลับพบว่ามันไม่ใช่พญานาคนี่นา มันเป็นปลาชนิดหนึ่งที่อยู่ในทะเลน้ำลึก แล้วทหารอเมริกันมันจะอุ้มขึ้นจากแม่น้ำโขงได้ไง พอเราค้นหาข้อมูลไปอีกมากๆ ก็พบว่าไม่ใช่อีก กลายเป็นรูปที่ถ่ายขึ้นที่รัฐแคลิฟอเนียร์ สหรัฐอเมริกา

นี่คือความสนุกของการที่ไม่เชื่อต้องพิสูจน์ มันก็ได้คำตอบมากขึ้น ตาสว่างมากขึ้น

บางกรณีที่ผลพิสูจน์ออกมาแล้วว่ามั่ว แต่ทำไมบางคนถึงเลือกที่จะหลับหูหลับตาเชื่อต่อไป

ผมไม่อยากอ้างถึงศาสนา แต่ถ้าจะพูดให้เห็นภาพ ศาสนาพุทธจะพูดถึงบัว 4 เหล่า พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้บอกหรือเทศน์ทุกอย่างให้ได้รู้ทั้งหมด จะมีบางกลุ่มที่เขาพร้อมเปิดใจเรียนรู้ เปรียบเทียบกับยุคนี้ก็จะเป็นผู้ที่ค้นคว้าหาข้อมูลเอง บางคนอยู่ปริ่มน้ำแล้วก็สบาย คือถ้ามีความสงสัยอยากรู้อยู่ ขอแค่ได้กระตุ้นนิดเดียวก็บรรลุได้เลย

ผมว่าไม่จำเป็นต้องเป็นคนเรียนสูง คนเรียนปานกลางหรือคนไม่เรียนก็บรรลุได้ ถ้าเขาพร้อมที่จะเปิดรับอะไรบางอย่างแล้วลองคิดตาม แต่คนที่เป็นบัวจมน้ำลึกๆหรืออยู่ใต้โคลนตมที่เขาบอกว่าแม้แต่ปลาหรือเต่าก็ยังไม่ยอมกิน พวกนี้คือคนที่เราไม่สามารถไปเปลี่ยนแปลงเขาได้ เข้าใจนะว่าชุดความคิดของเขาคือการหาที่พึ่งทางใจ อย่างเช่นคอลลาเจน ผมว่ากินยังไงก็ไม่มีทางขาว เพราะมันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับความขาวของผิวเลย แต่เขาก็เชื่อ เถียง พอเราโต้แย้ง เขาก็จะหาตรรกะอื่นๆเข้ามาโต้แย้งกับเรา ไม่ก็ด่าเราคืน แถไปเรื่อยๆด้วยวิธีอื่น คนพวกนี้ผมว่าสุดท้ายก็ปล่อยเขาไปเถอะ อย่าไปเถียงด้วยเลย ไม่มีประโยชน์

ตั้งแต่ทำตรงนี้มา โดนด่าเยอะไหม

ถ้าย้อนกลับไปตั้งแต่เรื่อง GT200 มันก็มีผลกระทบเกิดขึ้นอยู่แล้วแหละครับ เพราะ GT200 ใช้ความศรัทธาทั้งนั้นเลย

ถามว่าทำไมผู้ใหญ่ถึงสั่งซื้อเครื่องพวกนี้ ตัดประเด็นเรื่องโกงกินออกไปก่อนนะ ไม่เกี่ยวกัน จากที่ผมได้ไปคุยกับพวกผู้ใหญ่ระดับนายพลถึงสาเหตุการสั่งซื้อ คำตอบที่ได้คือท่านเชื่อว่าลูกน้องอยากได้เครื่องมือที่ดีจริงๆ เมื่อลูกน้องส่งเรื่องขึ้นมา ท่านก็อยากจะส่งเสริม ตรงนี้จะเห็นว่าศรัทธาโดยไม่ได้มาเช็คเลยว่ามันใช้ได้จริงหรือไม่ มันใช้ได้ทุกพื้นที่รึเปล่า บางที่บอกใช้ได้ คุณต้องคิดลึกไปอีก ไม่รู้ว่ามันมีปัญหายังไง แต่พอเขาเอาไปใช้ แล้วเขามีความมั่นใจมากขึ้น บางทีมันหาเจอ เขาก็คิดว่ามันช่วยชีวิตเขาได้ จะเห็นว่ากระบวนทั้งหมดเป็นเรื่องของความศรัทธา

สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือทุกคนกล่าวหาว่าผมไปทำลายความศรัทธาของเขา ไม่ได้ด่าว่าไปแฉกระบวนการโกงกิน หรือไปทำให้มีปัญหาในเชิงของเทคโนโลยี แต่เป็นเชิงว่า คุณทำอย่างนี้ เจ้าหน้าที่เขาทำงานเขาหมดศรัทธา ทำลายขวัญกำลังใจเขา มุมนึงเราก็รู้สึกเสียใจนะ ถ้าเกิดไปทำให้เขาหมดกำลังใจ แต่ถ้ามองแบบชั่งน้ำหนัก จะเห็นว่าสิ่งที่ได้กลับมามันมากกว่า คือเจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้ใช้เครื่องมือที่อันตรายต่อเขา มุมนึงเขาอาจคิดว่ามันดี ใช้แล้วปลอดภัย แต่ถ้าใช้พลาดล่ะ อันตรายขึ้นมา มีสิทธิ์ตายได้นะ การที่เราไม่ถูกหลอกมันได้ประโยชน์มากกว่า แม้มันก็จะมีคนที่ไม่พอใจ โอเค ต้องยอมรับว่าเราทำให้เขาเสียศรัทธาส่วนนั้นไป หรือเขามาว่าเรา เราก็เสียกำลังใจ แต่มองมุมกลับคือเราทำให้คนอีกจำนวนหนึ่งไม่ต้องถูกหลอก เสียเงินหมดเนื้อหมดตัว หรือครอบครัวแตกแยกกับการที่ไปเชื่ออะไรแบบนี้

ผมยึดมั่นว่าทั้งหมดเราทำตามหลักวิทยาศาสตร์ หน้าที่ของเราไม่ได้ไปทำลายความเชื่อใคร ผมมีหน้าที่หาคำตอบที่ดีกว่ามาให้คุณ แรงกดดันที่กลับมาก็อาจจะทำให้เรา เสียใจบ้าง แต่ก็รู้สึกว่าเราได้อะไรที่มากกว่า

ทำไมข่าวแปลกๆ พวกไสยศาสตร์ อิทธิฤทธิ์ปาฏิหารย์ คนถึงชอบอ่านกันเยอะ

ผมว่ามันมีหลายมุมนะ สื่อเมืองนอก มาตรฐานเขาสูงกว่า ผมจบที่สกอตแลนด์ จะไม่เห็นหนังสือพิมพ์ของเขาลงภาพคนตายเลยแม้แต่หนังสือพิมพ์แทบลอยด์เล็กๆ ภาพโป๊ ชุดว่ายน้ำ เขาก็จะไม่ให้ขึ้นเลย ภาพคนตาย ภาพอาชญากรรมก็ไม่มี แต่ของบ้านเราคือขายได้ ผมว่ามันเอาออกก็ได้นี่นา ไม่ได้จำเป็นขนาดที่สังคมไทยจะต้องมีภาพเหล่านี้ แต่เขาบอกมันขายไม่ได้ ยิ่งพอออนไลน์ยิ่งสนุกเลย เร็วมาก สดมาก ผมเชื่อว่าเราสามารถทำข่าวจากมุมอื่นได้ โดยที่ไม่ต้องให้ความสำคัญมากขนาดนั้น

กลับมาเรื่องไสยศาสตร์ก็ชัดเจนเช่นกันว่าข่าวพวกนี้คนสนใจอยู่แล้ว คนสายวิทยาศาสตร์จริงๆอาจจะบอกว่าต้องเลิก ต้องไม่มีให้เห็น ผมก็เห็นใจสื่อนะ ถ้าเลิกแล้วจะทำอะไรล่ะ คนก็สนใจ ก็ต้องเผยแพร่ แต่มันต้องมีทั้งสองด้าน มาตรฐานสื่อที่ดีคือทุกเรื่องต้องมีทั้งสองด้าน ถ้าเราอ่านในเมืองนอกจะเห็นเลยว่าข่าวทุกอย่างจะยาว สัมภาษณ์อะไรต้องมีมุมแย้งด้วย เขาสอนให้คนคิด และไตร่ตรอง อย่างที่ผมทำนี่เวลาผมแย้ง ผมก็แย้งสนุกนะ มันมีมุมแย้งเชิงวิทยาศาสตร์ที่มีสีสัน อย่างรอยพญานาค ถ้าผมแย้งตรงๆก็จบ ผมรู้สไตล์ของสื่อ ผมเลยซื้อเครื่องฉีดน้ำมาฉีดโชว์เลย สื่อก็ชอบแบบนี้เหมือนกัน ทำยังไงให้การแย้งมีสีสันขึ้น สไตล์โบราณใส่สูท จัดห้องแถลง แบบนี้ผมไม่ชอบ (หัวเราะ)

เคยผิดพลาดบ้างไหม

มันต้องมีครับ (ตอบเร็ว) อย่างรอยพญานาค ตอนแรกผมบอกว่ามาจากเครื่องเจียหิน ก็มีคนแย้งว่าถ้าเป็นเครื่องเจียหินมันต้องมีร่องนะอาจารย์ พอเราไปดูอีกครั้งก็พบว่ามันไม่มีร่องจริงๆ เรื่องบั้งไฟพญานาคก็เหมือนกัน ตอนแรกผมก็บอกว่าแก๊สเป็นไปไม่ได้ ไม่มีผลขนาดนั้น ต่อมาก็เห็นคลิปวิดีโอที่ฝรั่งทำว่าเป็นกระสุนยิงขึ้นไป แต่ถามว่ามันขึ้นจากน้ำได้ยังไง ผมก็ยังงง ก็พยายามหาคลิปวิดีโอกระสุนยิงที่ผิวน้ำแล้วสะท้อนขึ้นไป เราก็รู้ตัวว่ามีผิดแน่ๆ พอปีถัดมาก็บอกว่า ไม่เคยขึ้นจากน้ำ มันหลอกตานะ มันก็จะมีวิธีพิสูจน์ใหม่ๆขึ้นอยู่เรื่อย หรือถ้าวันหนึ่ง มันมีคนพิสูจน์ได้ว่ามันขึ้นจากน้ำได้จริงๆ ผมก็พร้อมจะเปลี่ยนใจได้ นี่คือวิทยาศาสตร์

ถ้าคนที่ไม่งมงายในวิทยาศาสตร์ ต้องพร้อมเปิดใจยอมรับว่ามีสิทธิ์จะผิดได้แต่แรก บางทีผมคิดว่านักวิทยาศาสตร์ที่ไม่พร้อมออกมาพูดอะไร ก็เพราะเขากลัวตรงนี้ กลัวชื่อเสียงตัวเอง กลัวว่าผิดแล้วจะถูกด่า แต่มันต้องยอมรับว่ามันผิดพลาดได้

คำว่า “อย่างมงายในวิทยาศาสตร์” หมายความว่าอย่างไร

คนที่จะพูดประโยคนี้ได้แสดงว่ายังไม่เข้าใจว่าวิทยาศาสตร์คืออะไร ซึ่งมันก็ไม่แปลก เพราะมันไม่เคยมีใครมานั่งเถียงตรงๆ ในเรื่องนี้ว่า วิทยาศาสตร์คืออะไร วิทยาศาสตร์คือสิ่งที่โต้แย้งได้ เปลี่ยนแปลงได้ ตั้งคำถามได้ เพราะฉะนั้นคำว่างมงายในวิทยาศาสตร์จะไม่มีจริงทันที ถ้าคุณเข้าใจว่าวิทยาศาสตร์คืออะไร เช่น ถ้าคุณบอกว่าต้องเป็นอย่างนี้เสมอไป แสดงว่าคุณงมงายในวิทยาศาสตร์แล้ว หรือถ้าคุณเชื่อว่าไอน์สไตน์ต้องถูกเสมอไป 100% ไม่มีข้อโต้แย้ง ไม่ว่าอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต ผิดเลย แสดงว่าคุณงมงายจริง แต่ถ้าคุณเชื่ออย่างวิทยาศาสตร์จริง คุณต้องเปิดใจตั้งแต่แรกว่ามีสิทธิ์ที่จะผิดได้

อาจารย์ผมเคยบอกว่าเราเรียนมาสายชีวะ ไม่เหมือนสายเคมี สายฟิสิกส์ ฟิสิกส์จะทำทุกเรื่องให้เป็นสมการ แล้วต้องเชื่อตามสมการ แต่ถ้าชีวะ ทุกเรื่องมีข้อยกเว้นหมด สิ่งที่คุณเห็นตอนนี้ คือภาพรวมของธรรมชาติ มันมีข้อยกเว้นทั้งนั้น มันอาจจะมีตัวนั้น มีสิ่งนี้ เป็นไปตามธรรมชาติ เปลี่ยนไปได้เรื่อยๆ วิทยาศาสตร์ที่เราเข้าใจวันนี้ เป็นข้อยกเว้นได้

อย่างเรื่องผีเนี่ยเป็นคำตอบที่ชัดมาก ถ้าใครถามผมว่าอาจารย์พิสูจน์ไม่ได้นี่ว่าผีไม่มีจริง อาจารย์จะตอบได้ยังไงว่าผีไม่มีจริง ผมตอบว่านักวิทยาศาสตร์บอกว่าอะไรก็ตามที่พิสูจน์ไม่ได้ ให้ถือไว้ก่อนว่าไม่มี ไม่ใช่ว่าปิดกั้นนะ เราจะไม่เถียงกันว่ามีหรือไม่มี วันนึงคุณพิสูจน์ให้ผมเห็นได้ว่ามีจริงๆ ผมจะเปลี่ยนใจทันทีเลย อันนี้แปลว่าผมไม่งมงายในวิทยาศาสตร์

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์