
จัดแถวตำรวจ-ดีเอสไอกระชับอำนาจค้ำ คสช.
วงรอบโยกย้ายข้าราชการระดับสูงหลายกระทรวงกำลังถูกโฟกัส ว่าใครคือผู้เหมาะสมในยุคการเมืองไร้สีไร้ขั้ว
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
วงรอบโยกย้ายข้าราชการระดับสูงหลายกระทรวงกำลังถูกโฟกัส ว่าใครคือผู้เหมาะสมในยุคการเมืองไร้สีไร้ขั้ว กระทรวงตาชั่ง หรือกระทรวงยุติธรรม (ยธ.) เองเป็นอีกหนึ่งหน่วยราชการที่น่าสนใจ เพราะตำแหน่งหลักๆ อย่างปลัดกระทรวงยุติธรรม ที่วันนี้มีเพียงแค่รักษาการเท่านั้น รวมถึงการเปลี่ยนอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อปูทางวางคนที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไว้วางให้ดำรงตำแหน่งสำคัญ
พลัน “บิ๊กต๊อก” พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม เข้ารับตำแหน่งอย่างเต็มตัว ประจวบเหมาะกับช่วงการแต่งตั้งข้าราชการในสังกัดกระทรวงยุติธรรมพอดิบพอดี มีไฮไลต์สำคัญ 2 ตำแหน่ง คือ ปลัดกระทรวงยุติธรรมและอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ
ชั่วโมงนี้บัญชีแต่งตั้งโยกย้ายของกระทรวง ยธ. อยู่ในอุ้งมือของ พล.อ.ไพบูลย์ ทั้งหมด แม้ก่อนหน้าจะมีเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่า “บิ๊กแดง” ชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ รักษาการปลัดกระทรวงยุติธรรม จะได้รับการแต่งตั้งเป็นปลัดกระทรวง แต่ด้วยชาญเชาวน์ยังเหลืออายุราชการอีก 23 ปี อาจเร็วเกินไปที่จะขึ้นมาดำรงตำแหน่งนี้ อาจพลาดเก้าอี้อีกได้ ด้วยว่าชาญเชาวน์มีความช่ำชองในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้พาชีวิตไปคลุกคลีนานหลายปี เข้าใจปัญหาอย่าลึกซึ้ง โดยเฉพาะด้านยุติธรรมชุมชนนับว่าเป็นฐานสำคัญของมวลชนในพื้นที่ปัญหายังไร้ข้อสรุป อาจถูกโยกสลับนั่งเก้าอี้เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เป็นตำแหน่งในระดับ 11 (เทียบเท่าปลัดกระทรวง) เพื่อปลอบใจและเหมาะสมในส่วนราชการ ซึ่งมีบทบาทกำกับดูแลงานแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้
ส่วนตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรม (ระดับ 11) ในเชิงลึก พล.อ.ไพบูลย์ จะเสนอแต่งตั้ง “บิ๊กเปี๊ยก” พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่จะเกษียณอายุราชการในปี 2558 ขึ้นเป็นปลัดกระทรวงยุติธรรมแทน
เมื่อวัดจากช่วงเกิดการรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา คสช. ได้ส่งชื่อ พล.ต.อ.ชัชวาลย์ เข้ามานั่งเก้าอี้รักษาการอธิบดีดีเอสไอ ส่วนหนึ่งเกิดจากความไว้เนื้อเชื่อใจนายตำรวจคนนี้ ที่เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและมีผลงานดีโดดเด่นมาตลอด หากมานั่งตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรมก็ถือว่าไม่น่าเกลียด คสช.หวังเพียงให้กระทรวงตาชั่งขับเคลื่อนงานด้านยุติธรรมไปในทิศทางเดียวกันและไร้การเมืองกุมหัว จะสังเกตได้ว่าที่ผ่านมายังคงให้ชาญเชาวน์ทำหน้าที่รักษาการปลัด เพื่อรอจังหวะเวลาที่เหมาะสมเสียบเก้าอี้ปลัดยุติธรรม
หากเป็นไปตามที่ว่าข้างต้น กรมสอบสวนคดีพิเศษจะไร้ผู้นำ ทำให้ตอนนี้ “บิ๊กต๊อก” กุมขมับจะเลือกใครให้เหมาะสมและถูกตาต้องใจ คสช. เพื่อมาเป็นมือไม้ด้านคดีพิเศษโดยมีคดีทางการเมืองค้างคาในดีเอสไอเป็นจำนวนมาก เช่น คดีการสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงปี 2553 คดีฆ่า พล.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม ฯลฯ ขณะนี้มีนายตำรวจระดับสูงมือดี 2 นายที่อยู่ในข่ายเหมาะสมและสมควรได้รับการเสนอชื่อเป็นอธิบดีดีเอสไอ เจ้าของรหัส “ไตรจักร 1”
คนแรกมีการทาบทาม “บิ๊กเอก” พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ให้ข้ามห้วยเข้ามาทำหน้าที่ เนื่องจากเป็นนายตำรวจที่เชี่ยวชาญงานด้านสอบสวน แม่นยำในข้อกฎหมาย โดยฟากฝั่งทหารต้องการให้ พล.ต.อ.เอก ซึ่งจะเกษียณอายุราชการในปี 2559 มาดำรงตำแหน่งอธิบดีดีเอสไอเพียงตำแหน่งเดียว เพื่อเปิดทางให้ “บิ๊กแป๊ะ” พล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้ช่วย ผบ.ตร. ที่ขยับปรู๊ดปร๊าดขึ้นติดยศ พล.ต.อ.ในตำแหน่ง รอง ผบ.ตร. รอบนี้ถือว่าก้าวกระโดดเพราะโดดเด่นงานทุกด้านและเป็นตัวเต็งที่จะได้ดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร.ที่จะเกษียณอายุราชการปี 2562 ต่อจาก “บิ๊กอ๊อด” พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ว่าที่ ผบ.ตร. จะเกษียณอายุราชการในปี 2558
อีกคนนับว่ามาแรงสุดๆ เบียดเสียดบี้กันอย่างสนุก “บิ๊กเอ” พ.ต.อ. ณรัชต์ เศวตนันทน์ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม เหลืออายุราชการอีก 7 ปี เป็นนักเรียนเตรียมทหาร (ตท.) รุ่น 20 นายร้อยตำรวจ (นรต.) รุ่นที่ 36 มีเพื่อนร่วมรุ่นอย่าง พล.ต.ท.จักรทิพย์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. “บิ๊กเอ” นับว่าเป็นลูกหม้อของกรมสอบสวนคดีพิเศษ เข้าใจกฎหมายคดีพิเศษอย่างเชี่ยวชาญ เมื่อครั้งย้ายจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติมาอยู่กระทรวงยุติธรรมตั้งแต่ปี 2546 ก็เข้านั่งตำแหน่งผู้บัญชาการสำนักกิจการต่างประเทศและคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ จากนั้นขยับขึ้นเป็นผู้บัญชาการสำนักคดีการเงินการธนาคาร ผู้บัญชาการสำนักคดีทรัพย์สินทางปัญญา รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ถือว่าภาษีหน้าที่การงานไม่เป็นรองคู่แข่งเช่นกัน
โผยังไม่นิ่งมีพลิกผันได้ตลอดเวลาเพราะยังมีม้ามืดค่อยเลียบๆ เคียงๆ ลุ้นเป็นอธิบดีดีเอสไอเช่นกัน อย่าง “บิ๊กโด่ง” พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม นายร้อยตำรวจ (นรต.) รุ่น 37 ถือเป็นอีกหนึ่ง “ลูกหม้อดีเอสไอ” เคยเป็นรองอธิบดีดีเอสไอ ทำงานคลุกคลีตีโม่งมานับไม่ถ้วน ทำงานตรงไปตรงมา เป็นอดีตนายตำรวจมือปราบปรามยาเสพติด แต่มีความคุ้นชินสนิทกับขั้วอำนาจพรรคเพื่อไทยจนเมื่อครั้งหนึ่งนั่งเก้าอี้เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) แต่การเมืองพิษถูกเตะออกไปนั่งเก้าอี้รองปลัดกระทรวงยุติธรรมจนปัจจุบัน เพราะไปตรวจสอบคดีรถหรู การทุจริตพื้นที่ภัยพิบัติ ซึ่งได้ทำลายผลประโยชน์ของคนบางกลุ่ม
ทั้งหมดนี้เป็นการจัดทัพหน่วยงานกระบวนการยุติธรรม ทั้งตำรวจ ดีเอสไอ และกระทรวงยุติธรรมให้อยู่ในมือ คสช.แบบเบ็ดเสร็จ หลังมีการจัดอำนาจในกองทัพและท้องถิ่นโดยการโยกย้ายแต่งตั้งในกระทรวงมหาดไทย







