
ตุลาการภิวัฒน์ในสหรัฐอเมริกา (5)
ระหว่างร่างรัฐธรรมนูญเมื่อ พ.ศ. 2330 นั้น แม้จะมีนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำอย่างเบนจามิน แฟรงคลิน ร่วมอยู่ในคณะ แต่ก็เป็นการยากที่คณะผู้ร่างฯ จะคาดคะเนได้ว่าผลของความเจริญทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะนำพาสังคมให้ก้าวหน้าไปในทิศทางใด โชคดีที่สหรัฐได้จอห์น มาร์แชล มาทำหน้าที่ในช่วงเวลาที่ยาวนานพอ คำตัดสินของมาร์แชลส่วนใหญ่ถูกต้อง เป็นที่ยอมรับ แม้คำตัดสินจำนวนไม่น้อย มีอคติเจือปนอยู่มากในฐานะของปุถุชน แต่อคติเหล่านั้นก็เป็นอคติบนพื้นฐานความเชื่อโดยสุจริต ประชาชนโดยมากก็ยอมรับและช่วยป้องกันปัญหาในอนาคตได้ด้วย
ระหว่างร่างรัฐธรรมนูญเมื่อ พ.ศ. 2330 นั้น แม้จะมีนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำอย่างเบนจามิน แฟรงคลิน ร่วมอยู่ในคณะ แต่ก็เป็นการยากที่คณะผู้ร่างฯ จะคาดคะเนได้ว่าผลของความเจริญทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะนำพาสังคมให้ก้าวหน้าไปในทิศทางใด โชคดีที่สหรัฐได้จอห์น มาร์แชล มาทำหน้าที่ในช่วงเวลาที่ยาวนานพอ คำตัดสินของมาร์แชลส่วนใหญ่ถูกต้อง เป็นที่ยอมรับ แม้คำตัดสินจำนวนไม่น้อย มีอคติเจือปนอยู่มากในฐานะของปุถุชน แต่อคติเหล่านั้นก็เป็นอคติบนพื้นฐานความเชื่อโดยสุจริต ประชาชนโดยมากก็ยอมรับและช่วยป้องกันปัญหาในอนาคตได้ด้วย
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือกรณีเรือกลไฟ ในสมัยที่ร่างรัฐธรรมนูญเมื่อ พ.ศ. 2330 นั้น เพิ่งมีการประดิษฐ์คิดค้นขึ้น แต่ยังใช้การไม่ได้ดี จึงไม่มีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญกล่าวถึงเรื่องเรือกลไฟไว้เลย จน 20 ปีต่อมา เรือกลไฟได้พัฒนาไปมาก และมีนักธุรกิจ คือ โรเบิร์ต ฟูลตัน เริ่มนำมาใช้รับส่งผู้โดยสารขึ้นครั้งแรกในอ่าวฮัดสัน และประสบความสำเร็จเป็นที่ชื่นชมของสภานิติบัญญัติแห่งมลรัฐนิวยอร์ก จึงได้ออกกฎหมายให้ฟูลตันกับเพื่อนคือ โรเบิร์ต อาร์ ลิฟวิงสตัน ผูกขาดเดินเรือกลไฟในมลรัฐนิวยอร์ก ซึ่งก็ไม่มีผู้ใดคัดค้าน
แต่หลังจากนั้นอีก 23 ปี ก็มีผู้สนใจเข้ามาลงทุนในกิจการแบบเดียวกัน คือ คอร์เนเลียส แวนเดอบิลท์ ได้ลงทุนในกิจการวิ่งเรือขึ้นล่องระหว่างเมืองอลิซาเบธในมลรัฐนิวเจอร์ซีย์ และข้ามไปเมืองนิวยอร์ก ข้ามเส้นแบ่งเขตระหว่างมลรัฐนิวยอร์กกับมลรัฐนิวเจอร์ซีย์ ซึ่งอยู่ตรงกลางแม่น้ำฮัดสัน แวนเดอบิลท์ ได้รับอนุญาตโดยถูกต้อง จากมลรัฐนิวเจอร์ซีย์ แต่เมื่อข้ามไปฝั่งนิวยอร์ก ทางฝ่ายนิวยอร์กก็ถือว่าเป็นการละเมิดกฎหมายของมลรัฐนิวยอร์กที่ให้สิทธิผูกขาดแก่ฟูลตัน เกิดกรณีพิพาทระหว่างสองฝ่ายถึงขั้นยกพวกตีกันเนืองๆ จนท่าเรือนิวยอร์กกลายเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อนไป
ตอนนั้นฟูลตันเสียชีวิตไปแล้ว แต่ลิฟวิงสตันยังอยู่ จึงฟ้องร้องต่อศาลมลรัฐนิวยอร์กให้ลงโทษพวกแวนเดอบิลท์ พวกแวนเดอบิลท์ก็ฟ้องร้องต่อศาลมลรัฐนิวเจอร์ซีย์ให้ลงโทษพวกลิฟวิงสตัน ในที่สุดคดีก็ขึ้นไปสู่ศาลสูงสุด เรียกว่าคดีระหว่างกิบบอนส์ กับออกเดน (Gibbons V. Ogden) เมื่อ พ.ศ. 2367 ศาลสูงสุดภายใต้การนำของจอห์น มาร์แชล แสดงความฉลาดปราดเปรื่องตัดสินคดีอย่างเฉียบคม นั่นคือแม้รัฐธรรมนูญจะไม่มีบทบัญญัติเรื่องเรือกลไฟไว้ แต่ก็มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการค้าขายระหว่างมลรัฐ มาร์แชลเลี่ยงที่จะพิจารณาประเด็นเรื่องสิทธิผูกขาดทางการค้า เพราะเห็นว่ามิใช่ประเด็นที่จะใช้ตัดสิน แต่พิจารณาอำนาจรัฐในการจดทะเบียนเรือ และชี้ขาดว่ากฎหมายของประเทศมีอำนาจเหนือกฎหมายของมลรัฐ การที่มลรัฐนิวยอร์กให้สิทธิผูกขาดแก่ผู้ใดผู้หนึ่งจึงไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เรื่องก็ยุติ
คำพิพากษาของจอห์น มาร์แชล และคณะในคดีนี้เป็นการวางรากฐานการตีความอย่างรอบคอบของบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ มีผลให้ยกเลิกสิทธิผูกขาดทั้งหมดในทุกมลรัฐ ส่งเสริมการค้าเสรี และผลดีที่เกิดแก่ประชาชน คือ ราคาสินค้าและบริการที่ถูกลง
อีกคดีที่น่าสนใจ คือ คดีระหว่างโคเฮนส์ กับมลรัฐเวอร์จิเนีย (Cohens v. Virginia) คดีนี้คล้ายคลึงกับคดีระหว่างมาร์บิวรีกับแมดิสันในเรื่องขอบเขตอำนาจของศาลสูงสุด คดีนี้มลรัฐเวอร์จิเนียอ้างว่าศาลสูงสุดไม่มีอำนาจรับอุทธรณ์คดีจากศาลมลรัฐในกรณีเป็นคดีระหว่างมลรัฐกับประชาชนในรัฐของตนเอง แม้เป็นกรณีที่ต้องมีการตีความกฎหมายของรัฐบาลกลาง
มาร์แชลตัดสินว่าศาลสูงสุดสามารถรับอุทธรณ์คำตัดสินของศาลมลรัฐ ทั้งในคดีอาญาและคดีแพ่ง สมัยนั้นศาลสูงสุดยังไม่ได้รับอำนาจในการใช้ดุลพินิจว่าจะรับพิจารณาคดีหรือไม่ คำตัดสินของมาร์แชลในคดีนี้ได้ชี้ขาดว่า ศาลสูงสุดสามารถทบทวนความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายมลรัฐได้ คำตัดสินในคดีโคเฮนส์ได้วางบรรทัดฐานว่าศาลสูงสุดสามารถพิจารณาคดีของทั้งเอกชนและเจ้าหน้าที่รัฐ และมีอำนาจในการประกาศใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายของประเทศเหนือมลรัฐได้ อย่างไรก็ดีมาร์แชลชี้ชัดว่าอำนาจตามกฎหมายของประเทศก็มีขอบเขตจำกัด เช่น “สภาคองเกรสมีสิทธิที่จะลงโทษคดีอาชญากรรมที่กระทำในค่ายทหาร หรือในที่อื่นที่กำหนดไว้ว่าเป็นอำนาจเฉพาะของรัฐบาลกลาง แต่ไม่มีสิทธิทั่วไป (General Right) ที่จะลงโทษในคดีอาชญากรรมที่เกิดในมลรัฐต่างๆ”
ในคดีนี้ศาลสูงสุดเห็นพ้องกับคำตัดสินของศาลสูงสุดแห่งมลรัฐเวอร์จิเนียที่อนุญาตให้เปิดกิจการลอตเตอรี่ในวอชิงตัน ดี.ซี. คดีจึงเหมือนคดีมาร์บิวรี นั่นคือคำตัดสินของศาลสูงสุดมลรัฐเวอร์จิเนียถูกต้อง แต่ศาลสูงสุดได้วางบรรทัดฐานแห่งอำนาจของศาลสูงสุดไว้
อีกกรณีหนึ่งที่ควรกล่าวถึงเกี่ยวกับการตัดสินของจอห์น มาร์แชล คือ การพิจารณาคดีอดีตรองประธานาธิบดี อารอน เบอร์ (Aaron Burr) ที่ได้พิจารณาเมื่อ พ.ศ. 2350 โดยมาร์แชลเป็นประธานการพิจารณาร่วมกับผู้พิพากษาไซรัส กริฟฟิน (Judge Cyrus Griffin) คดีนี้เป็นคดีใหญ่ เพราะจำเลยเป็นถึงอดีตรองประธานาธิบดี ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏ และประกอบความผิดอาญาร้ายแรง
คดีนี้มาร์แชลถูกวิจารณ์ว่ามีอคติอย่างชัดแจ้ง โดยไม่มีหลักฐานใดๆ ว่า มาร์แชลชอบเบอร์ แต่เพราะอคติต่อเจฟเฟอร์สัน ทำให้มาร์แชลพยายามที่จะให้เบอร์พ้นผิด วิธีการของมาร์แชลคือ พยายามตีความคำนิยามของคำว่ากบฏที่บัญญัติไว้ในหมวด 3 ของรัฐธรรมนูญให้แคบเข้า และชี้ว่าคำฟ้องไม่สามารถพิสูจน์ว่าเบอร์ได้กระทำผิดอย่างชัดแจ้ง ผลคือคณะลูกขุนตัดสินยกฟ้อง ทำให้ความบาดหมางระหว่างประธานาธิบดีเจฟเฟอร์สัน กับมาร์แชล เพิ่มมากขึ้น
มีผู้วิจารณ์ว่า มีเหตุผลมากมายที่ทำให้เชื่อว่ามาร์แชลพยายามหยามเจฟเฟอร์สันด้วยการช่วยให้เบอร์พ้นผิด สิ่งที่มาร์แชลกระทำไปในคดีนี้จึงเกือบจะเป็นการฝืนกฎหมายที่เกี่ยวกับการกบฏ จนถึงขนาดที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะลงโทษหัวหน้ากบฏที่เป็นผู้วางแผนการร้ายต่างๆ เว้นเสียแต่ผู้นั้นจะลงมือกระทำเอง แทนที่จะให้ลูกน้องทำแทน
อย่างไรก็ดี คดีนี้มาร์แชลมิใช่เป็นผู้ตัดสินด้วยตนเอง แต่เป็นการตัดสินของคณะลูกขุนตามระบบคอมมอนลอว์
คดีนี้สะท้อนว่าแม้จะเป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่เพียงไร บางครั้งก็ถูกครอบงำด้วยอคติอันแรงกล้า แต่ระบบ “ยุติธรรม” ที่เข้มแข็งของสหรัฐ ทำให้คำตัดสินเป็นที่ “ยุติ” ส่วนคำตัดสินสุดท้ายย่อมเป็นหน้าที่ของประชาชน และประวัติศาสตร์ที่จะต้องจารึกไว้
คดีของเบอร์เป็นเพียงส่วนน้อยในผลงานอันยิ่งใหญ่จำนวนมากที่จอห์น มาร์แชล ได้ตัดสิน และวางบรรทัดฐานไว้ จนทำให้ระบบสมดุลแห่งอำนาจทั้งสามของสหรัฐ สถาปนาขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม และเป็นรากฐานอันมั่นคงของสหรัฐในการสร้างประเทศให้ยิ่งใหญ่เกรียงไกรได้สืบมา







