posttoday
7 สาเหตุที่ประสิทธิภาพแรงงานไทยต่ำ

7 สาเหตุที่ประสิทธิภาพแรงงานไทยต่ำ

23 กันยายน 2557

ประสิทธิภาพแรงงานนั้นมีความสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันโดยตรง และยังเป็นแนวทางที่จะทำให้คนมีรายได้เพิ่มขึ้นได้อย่างยั่งยืนอีกด้วย

ประสิทธิภาพแรงงานนั้นมีความสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันโดยตรง และยังเป็นแนวทางที่จะทำให้คนมีรายได้เพิ่มขึ้นได้อย่างยั่งยืนอีกด้วย

บรรดาประเทศในสหภาพยุโรปที่ต้องเผชิญกับวิกฤตยูโรโซนในช่วงปี 2551-2554 ต่างก็มีต้นเหตุร่วมกันอย่างหนึ่ง คือ ความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง ซึ่งเป็นผลมาจากประสิทธิภาพการผลิตที่ลดลง หนึ่งในตัวที่ใช้วัดความสามารถในการแข่งขัน คือ ต้นทุนแรงงานต่อหน่วย (Unit Labour Cost) ซึ่งถ้ายิ่งสูงยิ่งแสดงว่าความสามารถในการแข่งขันแย่ลง

สำหรับประเทศไทย ความสามารถในการแข่งขันของไทยต่ำกว่าเมื่อ 10 ปีก่อนเล็กน้อย แต่ยังตามหลังอีกหลายประเทศในภูมิภาค เนื่องจากต้นทุนแรงงานต่อหน่วยที่เพิ่มขึ้นเร็วและแซงหน้าประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนหนึ่งมาจากนโยบายค่าแรง 300 บาท แต่ที่สำคัญคือประสิทธิภาพแรงงานของไทยที่เพิ่มขึ้นน้อยมาก 2% ต่อปี เทียบกับประเทศอื่น เช่น เวียดนาม 4% และจีน 10%

ทั้งนี้ สาเหตุที่ประสิทธิภาพแรงงานของไทยต่ำมาจาก

สาเหตุที่ 1 ระดับการลงทุนของไทยในปัจจุบันนั้นต่ำเพียง 84% ของระดับการลงทุนก่อนเกิดวิกฤตปี’40 ขณะที่ประเทศอื่นๆ ที่เผชิญวิกฤตเศรษฐกิจเหมือนไทยเมื่อปี 2540 ปัจจุบันต่างสามารถฟื้นฟูการลงทุนให้กลับมาสูงกว่าก่อนเกิดวิกฤตได้แล้ว เช่น เกาหลี มีระดับการลงทุนในปัจจุบัน คิดเป็น 130% ของปี 2539 (มาเลเซีย 146% อินโดนีเซีย 173%) สาเหตุเพราะบริษัท Thailand Corp ใช้เครื่องจักรแทบไม่เพิ่มขึ้นเลย เพราะสัดส่วนของสต๊อกสินค้าทุนต่อแรงงานเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1% ต่อปีเท่านั้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ภาครัฐยังลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของประเทศที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้ภาคเอกชนเฉลี่ยเพียง 19% ของงบประมาณในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

สาเหตุที่ 2 กระบวนการที่เราผลิตสินค้าไม่ค่อยยกระดับมูลค่าผลิตภัณฑ์ (Moving up value chain) โดยประเทศไทยยังคงทำหน้าที่ผลิต และประกอบ ที่ทำให้ได้มูลค่าเพิ่มต่ำสุดใน value chain

สาเหตุที่ 3 แรงงานมีระดับการศึกษาเพิ่มขึ้น แต่ไม่ตอบโจทย์ตลาด ไม่ตอบโจทย์ความต้องการของภาคเอกชน เห็นได้จากผลตอบแทนจากการศึกษาที่ลดลง ถ้าย้อนกลับไปเมื่อ 12 ปีก่อน นายสมชายที่เรียนจบ ม.ต้น ถ้าเขาเลือกต่ออาชีวะเพื่อให้ได้เงินเดือนเพิ่ม 77% หรือเรียนจบปริญญาตรีและมีรายได้เพิ่ม 200% แต่ปัจจุบันการมีวุฒิการศึกษาสูงขึ้นกลับได้ผลตอบแทนที่ลดลง ถ้าจบอาชีวะรายได้จะเพิ่ม 53% ถ้าจบปริญญาตรีจะเพิ่ม 137% ทั้งที่ปกติเมื่อประเทศพัฒนามากขึ้น สาเหตุน่าจะมาจาก 2 ปัจจัย หนึ่งคือผู้จบการศึกษาในระดับสูงมีมากเกินความต้องการของตลาดแรงงาน สอง คุณภาพที่แย่ลง ทำให้ต้องไปทำงานต่ำกว่าวุฒิมากขึ้น เห็นได้จากคนจบปริญญาตรีที่ทำงานเป็นพนักงานบริการเพิ่มขึ้นจาก 13% ในปี 2544 เป็น 18% ในปี 2556

สาเหตุที่ 4 แรงงานไทยอยู่ในภาคเกษตรถึง 40% สูงมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น (จีนมีแรงงานภาคเกษตร 35% มาเลเซีย 24% อินโดนีเซีย 35%) แต่ภาคเกษตรนั้นเป็นภาคที่มีประสิทธิภาพแรงงานต่ำสุด เพราะระดับการใช้เครื่องจักรและเทคโนโลยียังอยู่ในระดับต่ำ สต๊อกของสินค้าทุนในภาคเกษตรของไทยนั้นคิดเป็นแค่ครึ่งหนึ่งของเวียดนามเท่านั้น

สาเหตุที่ 5 แรงงานย้ายออกจากภาคเกษตร เข้าสู่ภาคบริการที่มีประสิทธิภาพแรงงานเพียงครึ่งหนึ่งของภาคอุตสาหกรรมเท่านั้น โดยแรงงานในภาคบริการเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่แรงงานในภาคอุตสาหกรรมแทบไม่เปลี่ยนแปลงในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา การโยกย้ายแรงงานจากภาคเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพต่ำอย่างภาคเกษตร ไปสู่ภาคเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพสูงอย่างภาคอุตสาหกรรมเคยมีส่วนสำคัญที่ทำให้ประสิทธิภาพแรงงานโตขึ้นอย่างรวดเร็วในอดีต แต่ปัจจุบันแรงงานกลับเลือกย้ายไปสู่ภาคบริการที่ประสิทธิภาพแรงงานต่ำกว่า ทำให้ประสิทธิภาพแรงงานโดยรวมโตช้า

สาเหตุที่ 6 กว่า 40% ของลูกจ้างเอกชนอยู่ในบริษัทที่มีลูกจ้างน้อยกว่า 10 คน ซึ่งเป็นกิจการขนาดเล็กที่มีข้อจำกัดในเรื่องเงินทุนที่จะลงทุนซื้อเครื่องจักรและอุปกรณ์ และเงินลงทุนฝึกอบรมพัฒนาทักษะแรงงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

สาเหตุที่ 7 เพียง 1 ใน 6 ของกำลังแรงงาน หรือ 13 ล้านคนเท่านั้นที่เป็นมนุษย์เงินเดือนในภาคเอกชน ส่วนอีกกว่า 7 ล้านคน เป็นลูกจ้างชั่วคราวที่ยังได้ค่าจ้างรายวัน นอกจากนี้ยังคาดว่ามีแรงงานต่างด้าวอีกราว 4 ล้านคน การที่แรงงานส่วนใหญ่อยู่ในภาคการผลิตที่ไม่เป็นทางการ และใช้แรงงานต่างด้าว ย่อมทำให้เอกชนขาดแรงจูงใจที่จะลงทุนฝึกอบรมเพื่อพัฒนาทักษะ/ฝีมือให้กับลูกจ้างเหล่านี้

แล้วเราควรทำอย่างไร...

ปัญหาหนึ่งในการดำเนินนโยบายในระดับประเทศคือการขาดการบูรณาการ เพราะเราต้องการความร่วมมือ และความเชื่อมโยงระหว่างภาคส่วนต่างๆ ทั้งรัฐ เอกชน วิชาการ มากกว่าที่จะแก้ปัญหาเป็นเรื่องๆ ความร่วมมือ ความเชื่อมโยงระหว่างกันควรเริ่มจากหน่วยที่เล็กลงมาในพื้นที่ใกล้เคียงกัน ช่วยให้เกิดความร่วมมือระหว่างกันได้ง่ายขึ้น เนื่องจากความรู้จักคุ้นเคยของแต่ละฝ่ายซึ่งต่างก็อยู่ในพื้นที่เดียวกัน และทุกฝ่ายน่าจะเห็นประโยชน์ร่วมกันที่จะเกิดขึ้นได้ชัดเจนกว่า

ทางออกที่เป็นรูปธรรม คือ การใช้ประโยชน์ในเชิงพื้นที่ในการสร้างและพัฒนาคลัสเตอร์ใหม่ในภูมิภาค ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพแรงงานทั้งในแง่ของการลงทุน ความร่วมมือระหว่างรัฐ (ท้องถิ่น) เอกชน และวิชาการในการผลิต/ฝึกอบรมบุคลากร และงานวิจัย สร้างนวัตกรรมที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตด้วยวิธีต่างๆ เช่น เพิ่มการลงทุนจากภาครัฐและเอกชนในท้องถิ่น จากที่การลงทุนของไทยนั้นอยู่ในระดับต่ำมานาน การสร้างคลัสเตอร์ใหม่ๆ จะกระตุ้นให้เกิดการลงทุนมากขึ้น นอกจากจะมีภาคธุรกิจเป็นผู้ร่วมลงทุนด้วยแล้ว ภาครัฐหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถมีบทบาทในการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ อย่างเช่นในกรณีของ Food Valley ในเนเธอร์แลนด์ก็ได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลทั้งระดับชาติ และระดับท้องถิ่นด้วย เป็นต้น

สถานศึกษา ภาคเอกชนร่วมกันผลิต/พัฒนาฝีมือแรงงานที่ตลาดต้องการ เพราะปัญหาด้านแรงงานไทยคือ ไม่ตอบโจทย์ตลาดทั้งเรื่องปริมาณและคุณภาพ ส่วนเอกชนก็ขาดแรงจูงใจที่จะลงทุนในการฝึกอบรมแรงงาน การสร้างคลัสเตอร์จะทำให้สถาบันการศึกษาได้รับข้อมูลความต้องการของตลาดแรงงานมากขึ้น เกิดเป็นความร่วมมือแบบทวิภาคีระหว่างสถานศึกษากับสถานประกอบการ หรือความร่วมมือในการฝึกอบรมแรงงานระหว่างเอกชนด้วยกัน

การพัฒนาคลัสเตอร์ที่ผ่านมาเป็นแค่การจับคู่ทางธุรกิจ มากกว่าการสร้างมูลค่าให้ธุรกิจ ดังนั้นจึงต้องมีการสนับสนุนด้านงานวิจัย กรณีของ Food Valley มีมหาวิทยาลัยวาเกนนิงเกน และศูนย์วิจัยของมหาวิทยาลัย เป็นพันธมิตรหลักในการผลิตงานวิจัยด้านอาหาร มีการตั้ง KPI เป็นจำนวนศูนย์วิจัยของบริษัทเอกชนที่ตั้งขึ้นภายใน Food Valley

การพัฒนาคลัสเตอร์ในภูมิภาคจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้กับสินค้าเกษตรซึ่งประเทศไทยมีความได้เปรียบในการผลิต แต่ยังคงผลิตแต่สินค้าขั้นต้นที่ยังไม่ผ่านการแปรรูปมากนัก ทำให้มีมูลค่าเพิ่มต่ำ ตัวอย่างเช่น ยางพาราที่เราเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ แต่ส่วนใหญ่เป็นการส่งออกยางแปรรูปขั้นต้น อย่างน้ำยาง หรือยางแผ่น มากกว่าที่จะนำมาแปรรูปเป็นยางล้อ หรือผลิตภัณฑ์ยางอื่นๆ ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงกว่า

นอกจากนี้ คลัสเตอร์ในภูมิภาคยังช่วยกระจายความเจริญสู่ภูมิภาค คนในท้องถิ่นมีรายได้เพิ่มจากประสิทธิภาพแรงงานที่เพิ่มขึ้น โดยที่ไม่ต้องย้ายถิ่น และยังช่วยให้หัวเมืองรองมีโอกาสพัฒนาความเป็นเมืองเพิ่มขึ้น จากที่ความเจริญเคยกระจุกตัวอยู่แต่ในกรุงเทพฯ มานาน จนกลายเป็นคอขวดของความเจริญ สิ่งเหล่านี้จะนำไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำระหว่างภาคที่มีมาอย่างยาวนานด้วยเช่นกัน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท