posttoday
เศรษฐกิจหดตัว

เศรษฐกิจหดตัว

23 กันยายน 2557

บทวิเคราะห์นี้เขียนขึ้นด้วยความลังเลและยากลำบาก เพราะสวนกระแสและอาจถูกกล่าวหาว่าไม่สร้างสรรค์

โดย...ดร.ชาติชัย พาราสุข นักวิชาการอิสระ

บทวิเคราะห์นี้เขียนขึ้นด้วยความลังเลและยากลำบาก เพราะสวนกระแสและอาจถูกกล่าวหาว่าไม่สร้างสรรค์ ที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องว่าเศรษฐกิจไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว ถึงแม้ในครึ่งแรกของปีอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) จะติดลบเล็กน้อย แต่ในครึ่งหลังเชื่อกันว่าจะกลับมาเป็นบวก จนกระทั่งทำให้ทั้งปีเฉลี่ยประเทศไทยอาจจะมีอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจถึง 2%

การมองว่าเศรษฐกิจไม่ดีและจะยิ่งไม่ดี อาจไม่เป็นที่พอใจของรัฐบาล เนื่องจากอาจจะส่งผลให้การบริโภคและการลงทุนชะลอตัวลง แต่ที่จริงยิ่งกว่าคือ ตัวเลขเศรษฐกิจที่รวบรวมโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศออกมาทุกเดือน จากการติดตามอย่างใกล้ชิดตลอดทั้งปี บ่งชี้อย่างชัดเจนว่าเศรษฐกิจไทยได้ชะลอตัวอย่างต่อเนื่องมาหลายเดือน

ตัวเลขนี้ชัดเจนและสอดคล้องกันในทุกภาคส่วน คือ การเงิน การคลัง การผลิต และการส่งออก ที่สำคัญคือการเคลื่อนไหวของตัวเลขเหล่านี้ชี้ต่อไปว่าเศรษฐกิจไทยมิใช่กำลังจะฟื้นตัว แต่ยังจะหดตัวเพิ่มขึ้น ตัวเลขสำคัญที่ชี้ชัดว่าเศรษฐกิจไทยได้หดตัวอย่างต่อเนื่องคือ ตัวเลขอัตราการขยายตัวของปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจ ปริมาณเงินมีความสัมพันธ์โดยตรงกับการขยายตัวของเศรษฐกิจ การเพิ่มปริมาณเงินในระบบจะมีผลให้เศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มขึ้น

ในทางตรงกันข้าม การลดปริมาณเงินในระบบจะทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว อยากรู้ว่าที่ร้านขายดีหรือไม่ดี ไม่ต้องเสียเวลาสำรวจความมั่นใจของผู้บริโภค ไม่ต้องมานั่งสังเกตว่าคนเข้าร้านเยอะหรือน้อย ไม่ต้องนับสินค้าคงคลัง นับเงินในลิ้นชักแม่นที่สุด นับแล้วเงินเยอะก็ขายดี นับแล้วเงินน้อยก็ขายไม่ดี นี่คือแก่นของทฤษฎีเศรษฐศาสตร์การเงิน

ปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจไทยปี 2557 นั้นลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ธปท.รายงานฐานเงิน (Monetary Base) ในเดือน ม.ค. อยู่ที่ 10.8% ในเดือน มิ.ย. อยู่ที่ 8.8% ครึ่งปีปริมาณเงินหายไป 2% และยิ่งหายมากขึ้นในเดือน ก.ค. อยู่ที่ 5.3% ส่วนปริมาณเงิน (Broad Money) เดือน ม.ค. 7.4% เมื่อถึงครึ่งปีในเดือน มิ.ย. ลดลงมาอยู่ 4.4% และในเดือน ก.ค. ลดลงมาอีกเล็กน้อยอยู่ที่ 4.3%

ดูจากปริมาณเงินและฐานเงิน ทำให้ลังเลใจว่าเศรษฐกิจไทยขยายตัวหรือชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง จุดต่ำสุดของเศรษฐกิจไทยได้ผ่านไปแล้วจริงหรือ แต่การที่ดูแค่ตัวเลขสองชุดแล้วด่วนสรุปว่าเศรษฐกิจเป็นอย่างนี้และกำลังจะเป็นอย่างนั้น ไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ในทางวิชาการจะต้องดู 4 ภาคส่วนให้สอดคล้องกันคือ ภาคการเงิน (Monetary Sector) ภาคการคลัง (Fiscal Sector) ภาคการต่างประเทศ (External Sector) และภาคเศรษฐกิจจริง (Real Sector)

กองทุนการเงินระหว่างประเทศเขาสอนผมในเรื่องนี้ ตัวอย่างเช่น เศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัว จะใช้เม็ดเงินเพิ่มขึ้น รัฐบาลจะเก็บภาษีได้มากขึ้น การส่งออกจะดีขึ้น และมีการใช้กำลังการผลิตสูงขึ้น หากมีตัวเลขชุดใดไม่สอดคล้องกัน จำเป็นต้องหาคำอธิบายให้ได้ ตัวเลขทั้ง 4 ภาคส่วนนี้ชี้พ้องกันว่าเศรษฐกิจไทยได้หดตัวอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้นปี ไม่มีตัวเลขใดที่ขัดแย้ง เอาสักตัวเลขหนึ่ง เมื่อเดือน ม.ค. ประเทศใช้กำลังการผลิต (Manufacturing Production Index) ที่ระดับ 171.2 แต่ในเดือน ก.ค. การใช้กำลังการผลิตนี้อยู่ที่ระดับ 165.2 ลดลง 3.5%

ใครที่ติดตามตัวเลขเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด อาจมีข้อสงสัยว่า หากเศรษฐกิจไทยหดตัวอย่างต่อเนื่อง แต่เหตุใดจีดีพีที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จึงประกาศว่าเศรษฐกิจไทยติดลบ 0.5% ในไตรมาสแรก และขยายตัว 0.4%ในไตรมาส 2 ตัวเลขเช่นนี้มิได้บอกหรือว่าเศรษฐกิจไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดและกำลังฟื้นตัวแน่นอน ไม่หรอกครับ ที่จริงแล้วตัวเลขจีดีพีของ สศช.มิได้ขัดแย้งกับการวิเคราะห์ของผม และชี้เช่นกันว่าเศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะหดตัว

เหตุที่จีดีพีในภาพรวมเป็นเช่นนั้น เพราะประเทศเราชะลอการนำเข้าอย่างรุนแรงจนทำให้เกิด Recession Type Surplus อธิบายสั้นๆ ว่า การนำเข้าลดลง 8.6% ในไตรมาสแรก และลดลงเพิ่มขึ้นเป็น 9.2% ในไตรมาส 2 การลดลงของการนำเข้าทำให้การคำนวณตัวเลขอัตราการขยายตัวของจีดีพีออกมาดังที่ประกาศ

ตัวเลขเศรษฐกิจจะชี้ว่าขยายตัวหรือหดตัวเช่นไร ก็ช่างมันเถอะ เพราะเวลาผ่านไปเรียบร้อยแล้ว เดือนนี้ ก.ย.แล้ว ตัวเลขเศรษฐกิจมีถึงแค่เดือน ก.ค. เรารวยขึ้นหรือจนลงก็รู้แล้ว ไม่รู้นักเศรษฐศาสตร์เอาเรื่องอดีตมาบอกทำไม จริง หน้าที่ของนักเศรษฐศาสตร์คือวิเคราะห์การเคลื่อนไหวของเศรษฐกิจ และนำทฤษฎีเศรษฐศาสตร์เข้ามาประกบเพื่อจะได้ประมาณการว่าเศรษฐกิจจะมีแนวโน้มต่อไปเช่นไร หากแนวโน้มนั้นไม่เป็นที่ต้องการจะได้ใช้นโยบายการเงินและการคลังเข้ามาแก้ไข แก้ไขไม่ได้ ผ่อนหนักให้เป็นเบาก็ยังดี

ปัญหาของเราคือ การเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจที่ผ่านมาบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจไทยยังจะหดตัวต่อไป ตัวเลขที่น่าเป็นกังวลที่สุดมีอยู่สองชุด คือ การเพิ่มขึ้นของเงินออมและสภาพคล่องส่วนเกินของระบบการเงิน ในภาวะปกติเงินออมจะเพิ่มขึ้นราวเดือนละ 100,000 ล้านบาท ในปี 2554, 2555 และ 2556 เศรษฐกิจไทยมีปริมาณเงินออมเพิ่มขึ้น 1.63, 1.46 และ 1.11 ล้านล้านบาท ตามลำดับ เงินออมนี้จำเป็นเพื่อจะนำไปปล่อยกู้ในเดือนถัดไป เมื่อปล่อยกู้เพิ่มขึ้น การบริโภคและลงทุนก็จะเพิ่มขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การขยายตัวของเศรษฐกิจ แต่ตั้งแต่เดือน มี.ค.ที่ผ่านมา การเพิ่มขึ้นของเงินออมนี้อย่าว่าแต่เพิ่มขึ้นน้อยกว่าแสนล้านบาทเลย ขณะนี้ถึงขั้นติดลบเลย โดยในเดือน มี.ค.มิ.ย.การเพิ่มขึ้นของเงินออมติดลบ 8.9, 59.3, 61และ 41.6 พันล้านบาท ตามลำดับ

เดือน ก.ค. เงินออมกลับมาเป็นบวก 3.7 พันล้านบาท แต่อย่าเพิ่งด่วนดีใจไป เดือนมิ.ย.และ ก.ค. เงินออมของประชาชนดีขึ้น เพราะรัฐบาลปล่อยเงินค้างค่าข้าวชาวนาออกมา 20 และ 45 พันล้านบาท ตามลำดับ หากไม่มีเม็ดเงินนี้ การขยายตัวของเงินออมก็จะติดลบไม่แพ้เดือนก่อนหน้าอย่างแน่นอน

ที่จริงแค่พูดว่า เศรษฐกิจไทยลำบากจนต้องเอาเงินออมออกมาบริโภคก็แย่พอแล้ว แต่ปัญหาของเงินออมไม่พอเพียงมิได้จบแค่นั้น เพราะไม่มีเงินออม ก็ไม่มีสินเชื่อ เมื่อไม่มีสินเชื่อ ก็ไม่มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ชัดเจนไหมล่ะครับ เรื่องที่ว่าเศรษฐกิจกำลังฟื้นตัวปิดประตูไปได้เลย

แต่ปัญหายังมีอีกชั้นหนึ่ง เงินออมที่ลดลงทำให้สภาพคล่องของระบบลดลงตามไปด้วย หากไม่จัดการอะไร ระบบเศรษฐกิจจะแก้ไขตัวเองเพื่อมิให้สภาพคล่องขาดแคลนด้วยการบีบให้การบริโภคและการลงทุนลดลง เศรษฐกิจจึงจะหดตัวไปเรื่อยๆ จนกระทั่งสภาพคล่องในระบบกลับมาพอเพียงอีกครั้ง ทฤษฎีบอกชัดและเรื่องเช่นนี้ได้เกิดขึ้นแล้วกับประเทศไทยหลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 หลังจากสภาพคล่องถูกดึงออกไปจากประเทศ เศรษฐกิจไทยไม่มีทางเลือกนอกจากจะหดตัวเพื่อจะให้มีสภาพคล่องเพียงพอ เมื่อหดตัวได้ที่แล้ว เศรษฐกิจก็กลับมาขยายตัวอีกรอบหนึ่งหลังจากสะสมสภาพคล่องส่วนเกินไว้ได้ที่

ประเทศไทยกำลังขาดแคลนสภาพคล่อง รัฐบาลเกิดอยากจะกระตุ้นเศรษฐกิจก็ไม่สามารถกระทำได้ เพราะไม่ว่ารัฐบาลจะใช้เงินเพิ่มขึ้นเท่าใด ประชาชนก็จะใช้เงินลดลงเท่านั้น เสียเวลาเปล่า เรียกว่า Zero Sum Game ด้วยสภาพคล่องที่จำกัดบีบไม่ให้เศรษฐกิจไปไหน ถ้าอยากจะกระตุ้นเศรษฐกิจจริงๆ ต้องเริ่มต้นที่การแก้ปัญหาสภาพคล่องก่อน อยากรู้ว่าต้องทำเช่นใด ลองโทรถาม Janet Yellen หรือ Haruhiko Kurada ดู อ้อ Christine Lagarde ก็รู้เรื่องนี้ดี

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท