
เส้นแบ่งเสรีภาพวิชาการที่ไม่สุดโต่ง
คำว่า “เสรีภาพทางวิชาการ” นับเป็นประเด็นร้อนที่มีการถกเถียงอย่างมากอยู่ในปัจจุบัน
โดย...เจษฎา จี้สละ
คำว่า “เสรีภาพทางวิชาการ” นับเป็นประเด็นร้อนที่มีการถกเถียงอย่างมากอยู่ในปัจจุบัน หลังจากเกิดกรณีที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงไม่อนุญาตให้นักวิชาการจัดเวทีเสวนาทางวิชาการหัวข้อ “ห้องเรียนประชาธิปไตย : บทที่ 2 การล่มสลายของเผด็จการในต่างประเทศ” ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
ส่งผลให้เกิดความเคลื่อนไหวในกลุ่มนักวิชาการผ่านการร่วมกันลงชื่อในจดหมายเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปิดเสรีภาพทางวิชาการ
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นชวนให้เกิดคำถามที่น่าสนใจว่า เสรีภาพทางวิชาการจะต้องมีขอบเขตขนาดไหนถึงจะเรียกว่ามีเสรีภาพ และการมีเสรีภาพที่ว่านั้นจะต้องอยู่ร่วมกับความรับผิดชอบอย่างไร
ปราชญ์ ปัญจคุณาธร อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะผู้ริเริ่มการทำจดหมายถึง คสช. ให้ทัศนะว่า มาถึงวันนี้ คสช.ยังไม่ยอมให้พูดเรื่องการเมือง ถือเป็นการแทรกแซงงานวิชาการ ทำให้วิชาการไม่บริสุทธิ์ เสรีภาพของนักวิชาการ คือเสรีภาพในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ถกปัญหาโดยไม่ถูกแทรกแซงโดยรัฐหรือใครก็ตาม และความรับผิดชอบต่อเสรีภาพของวิชาการก็ไม่ต่างจากความรับผิดชอบในฐานบุคคลอยู่แล้ว เมื่อนักวิชาการพูดหรือแสดงความคิดเห็น ย่อมต้องรับผิดชอบกับการกระทำของตนเอง ไม่จำเป็นต้องวางหลักเกณฑ์กำหนดขอบเขต ซึ่งที่ผ่านมาก็ไม่พบว่างานวิชาการสร้างผลกระทบด้านลบต่อความมั่นคง
“นักวิชาการแต่ละท่านต้องรับผิดชอบกับการกระทำของตนอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายหรือสังคม ไม่ต้องให้ คสช.หรือใครมากระตุ้นให้รับผิดชอบ”
วิโรจน์ อาลี คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หนึ่งในนักวิชาการที่ลงชื่อในจดหมาย ระบุว่า ทุกสังคมที่พัฒนาแล้ว ล้วนอยู่ในสภาพที่ใช้เหตุผลได้มากขึ้น สังคมโลกหวังว่ามหาวิทยาลัยจะสามารถสร้างคนด้วยเหตุผล เสรีภาพของนักวิชาการจึงเท่ากับการใช้เหตุผล ไม่ว่าจะเป็นการถกเถียง แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ดังนั้นพื้นที่ทางวิชาการต้องเป็นอิสระ กรอบทางวิชาเป็นกลไกควบคุมอยู่แล้ว
ส่วนเรื่องขอบเขตหรือความรับผิดชอบทางวิชาการ อาจารย์วิโรจน์ คิดว่า ถ้าเป็นการพูดฝ่ายเดียวหรือเกิดจากความคิดเห็นด้านเดียว ไม่มีกรอบวิชาการรองรับ อาจเข้าข่ายวิชาการที่ถูกบิดเบือน หากเป็นกระบวนการลักษณะนี้ ก็เป็นสิทธิของผู้เข้าร่วมฟังหรือผู้บรรยายว่าจะเข้าร่วมหรือไม่ อย่างไรก็ตามเนื่องจากมหาวิทยาลัยเป็นพื้นที่แห่งการใช้เหตุผล หากเป็นวิชาการที่ถูกบิดเบือน ย่อมถูกปฏิเสธโดยตัวของมันเอง เป็นกลไกโดยธรรมชาติ จึงไม่ควรมีขอบเขต
“คนควรจะมีสิทธิเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย การมีเสรีภาพไม่ใช่เรื่องผิดปกติ ถ้าอยากจะห้ามก็ควรวางหลักเกณฑ์ที่ทุกฝ่ายรับได้ ไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ใช่วันนั้นจัดได้ วันนี้เราจัดไม่ได้ ถ้ามันขัดกับกฎหมายหรือหลักความมั่นคง ก็ควรจะวางกฎเกณฑ์ที่เป็นทางการ ไม่ใช่ใช้แต่ดุลพินิจ”
ขณะที่ ไชยันต์ ไชยพร คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า นักวิชาการต้องมีเสรีภาพในการสอน เปิดพื้นที่ให้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ไม่ว่าจะสื่อสารต่อนักศึกษาหรือสาธารณะ แต่นักวิชาการต้องไม่เลอะเทอะและไม่ฝักใฝ่ทางการเมืองอย่างสุดโต่ง กล่าวคือ หากจะฝักใฝ่ก็ต้องอยู่ใต้กรอบวิชาการ มีหลักฐาน ประวัติศาสตร์ และข้อมูลรองรับ ไม่ใช่การแสดงความเห็นเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง เสรีภาพในทางวิชาการจึงจะนำมาซึ่งความงอกเงยทางปัญญา
ไชยันต์ กล่าวอีกว่า จุดยืนส่วนตัวคือ ทหารไม่ควรเข้ามาแทรกแซงในมหาวิทยาลัย ผู้ที่ควรรับผิดชอบโดยตรงคืออธิการบดีหรือผู้บริหารมหาวิทยาลัย เนื่องจากก่อนจะจัดเสวนาจะต้องรับรู้อยู่แล้ว เมื่อปล่อยให้จัด ต้องปกป้องเสรีภาพของนักวิชาการ ไม่ใช่ปล่อยให้ทหารเข้ามาแทรกแซง







