
สมชัยใช้เวทีพระปกเกล้าแจงดูงานสกอตแลนด์
กกต.สมชัยนำเสนอประโยชน์ที่ได้หลังไปศึกษาดูการออกเสียงที่สกอตแลนด์ พร้อมให้ตรวจสอบผลาญงบหรือไม่
กกต.สมชัยนำเสนอประโยชน์ที่ได้หลังไปศึกษาดูการออกเสียงที่สกอตแลนด์ พร้อมให้ตรวจสอบผลาญงบหรือไม่
นายสมชัย ศรีสุทธิยากร คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) นำเสนอประโยชน์ที่ได้รับจากการไปศึกษาดูงานต่างประเทศ ในการการออกเสียงของสกอตแลนด์ โดยบรรยายให้กับนักศึกษาหลักสูตรการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยระดับสูง รุ่นที่ 18 ของสถาบัน พระปกเกล้าเมื่อเวลา 09.00-11.30 น.ที่ผ่านมา
สำหรับเนื้อหาของการบรรยายนายสมชัยได้ชี้แจงว่า หากการร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้แล้วจะให้มีการลงประชามติถามความเห็นชอบประชาชน ควรดูแบบอย่างจากสก๊อตแลนด์ ด้วยการใช้เวลา 1 ปีให้ประชาชนรับรู้อย่างทั่วถึงจริงจังก๋อน อย่าใช้การทำประชามติเป็นแค่เครื่องมือพิธีกรรมของฝ่ายปกครอง ซึ่งผลสรุปจากดูงานลงประชามติสกอตแลนด์ เห็นความต่างของวัฒนธรรมการเมือง โดยเฉพาะสปิริตการยอมรับผลการลงคะแนนที่แตกต่างกับประเทศไทย
“ถ้าถามว่าประเทศไทยจะมีการทำประชามติสักเรื่อง อย่างน้อยที่สุดต้องให้เวลา 6 เดือนขึ้นไปถึง 1 ปี ไม่ใช่ร่างรัฐธรรมนูญเสร็จ 1 – 2 เดือนก็มาถามเลยว่าลงประชามติหรือไม่ อย่าทำ คนจะแตกแยกกันมากขึ้นเพราะไม่รู้เรื่องจริง มันต้องเปิดให้ฝ่ายเห็นด้วยเห็นต่างมานำเสนอความเห็นทางทีวี จัดเวทีสัมมนา ให้คนในสังคมได้มีโอกาสรับรู้อย่างเต็มที่ อย่าใช้ประชามติเป็นเพียงเครื่องมือทางพิธีกรรมในการสร้างความชอบธรรมทางอำนาจให้แก่ฝ่ายปกครอง ประเทศไทยเราใช้ประชามติในการปิดปากประชาชน ประชามติต้องมาจากจิตสำนึก การรับรู้ รู้จริงและคิดด้วยตนเอง” นายสมชัยกล่าว
ปัจจัยที่จะทำให้บ้านเมืองสงบได้ทุกอย่างอยู่ที่ฝ่ายการเมือง ต้องยอมรับผลแพ้ชนะ ไม่อาศัยประชาชนเป็นเครื่องมือปลุกปั่นเพื่อให้มีผลแพ้ชนะจนบ้านเมืองปั่นป่วน แต่บ้านเมืองเรานักการเมืองถ้าทำให้อีกเป็นหมาได้เขาก็ทำ มันต้องเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของนักการเมือง ไม่ใส่ความคิดของนักการเมืองผ่านสื่อที่ตั้งขึ้นใส่ความคิดเกลียดชังให้เกิดความแตกแยก เราเปลี่ยนนักการเมืองพวกนี้ไม่ได้ แต่เราทำให้สังคมต้องรู้สึกชิงชังนักการเมืองแบบนี้และให้คำตอบเขากลับไป ให้เขารู้สึกและรู้จักเปลี่ยนตัวเอง
“ผมโดนเยอะ เมื่อเช้าก็มีรูปบรรยายว่ากกต.ไปดูงานต่างประเทศสตง.ว่ายังไง” นายสมชัยโชว์ภาพที่ถูกโพสต์ในเฟสบุ๊ก และระบุว่ามีการเอาภาพที่ไปซานฟรานซิกโกเมื่อ 2 ปีก่อน ก่อนจะมาเป็น กกต.มาโพสต์และกล่าวหาว่าตนไปเที่ยวสก๊อตแลนด์ใช้ภาษีประชาชน โดยนายสมชัยตอบโต้กลับไปว่า “เจอพวกกินหญ้าอีกแล้ว”
ตอนหนึ่งของการบรรยาย นายสมชัยระบุว่า สิ่งที่ตนไปดูงานที่สก๊อตแลนด์ถือเป็นบิ๊กอีเว้นท์ของโลกเพราะมีผลต่อประเทศอังกฤษที่มีความสำคัญด้านเศรษฐกิจระดับโลก ที่มีคนทั้งโลกติดตาม โอกาสที่มีคนไปดูน้อยมาก ต้องปีก 100 ปีถึงจะจัดอีกครั้ง นักรัฐศาสตร์ในประเทศไทยที่สอนเรื่องการเมืองการปกครองที่ครั้งหนึ่งในที่ชีวิตได้ไปดูถือว่านอนตายตาหลับดังนั้นถือว่าที่ได้ไปเป็นโชคดีมหาศาล
“ก่อนเรียนขอเช็คชื่อก่อนว่า คุณพานทองแท้มามั้ยครับวันนี้ คุณสุรพงศ์ (โตวิจักรชัยกุล อดีต รมว.ต่างประเทศ) เป็นสองท่านที่สนใจ ไม่ได้มาหรือครับ” นายสมชัยถามหาคู่กรณีที่โต้กันทางเฟสบุ๊ก
ก่อนหน้านี้นายสมชัยได้นำนักศึกษาหลักสูตร พตส. 5 ที่จัดโดยสำนักงาน กกต. ไปดูงานการลงประชามติแยกหรือไม่แยกสก๊อตแลนด์ที่ประเทศสหราชอาณาจักร เป็นเวลา 5 คน ต่อมามีเฟชบุ๊คที่ใช้ชื่อว่า “โอ๊ค พานทองแท้” และ “นายสุรพงษ์ โตวิจักรชัยกุล”ได้เชียนเฟสบุ๊คทำนองว่าขอให้มีการีตรวจสอบการไปดูงานครั้งนี้ เป็นห่วงว่าสิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดิน และขอให้นายสมชัยกลับมาบรรยายว่าได้อะไรจากสิ่งที่ไปดูงานมา ทั้งนี้ยังมีการพาดพิงทำนองว่านายสมชัยเป็น กกต. คนหนึ่งในช่วงการเลือกตั้งของรัฐบาลที่ผ่านมาที่คัดค้านไม่เห็นด้วยกับการจัดการเลือกตั้ง ขณะที่ กกต. พยายามชี้แจงต่อสาธารณถึงสถานการณ์การปิดล้อมหน่วยลงคะแนน และหากดึงดันเดินหน้าอาจเกิดความรุนแรงและเสียเลือดเนื้อขึ้น
นายสมชัยยังได้ตอบข้อซักถามที่ว่าทางประเทศอังกฤษมีกฎหมาย หรือมาตรการรับมือหากมีการจลาจล ปิดหน่วยเลือกตั้งเกิดขึ้นกับการทำประชามติหรือไม่ว่า ทางประเทศตะวันตกเขามีกระบวนการบังคับใช้กฎหมายที่จริงจังและรุนแรง ถือถ้าทำผิดกฎหมายเตือนแล้วสามครั้ง ถ้าไม่หยุดเขายิง ประสบการณ์บ้านเราที่จัดการเลือกตั้งถามว่าดีใจหรือไม่ที่ไม่มีการนองเลือด เพราะหากใช้กฎหมายจัดการจริง จึงขอยึดอย่างที่ประธาน กกต. พูดคือเลือกตั้งไม่สำเร็จจัดใหม่ได้และคนเสียชีวิตแล้วเอาชีวิตคืนไม่ได้ นี่คือวิธีคิดแบบตะวันออกแบบสังคมพุทธ
ต่อมานายสมชัยได้โพ๊สต์เฟสบุ๊คในทำนองตอบโต้ว่าจะมีการบรรยายที่สถาบันพระปกเกล้าครั้งนี้ และขอเชิญบุคคลที่วิจารณ์ได้มารับฟังการบรรยายตามที่ร้องขอ จึงเป็นที่มาที่นายสมชัยขอเช็คชื่อก่อนเริ่มบรรยายครั้งนี้
นายสมชัยได้บรรยายต่อว่าการลงประชามติของไทยที่ผ่านมาแตกต่างจากที่สก๊อตแลนด์ โดยเฉพาะการลงประชามติเพื่อรับหรือไม่รับรัฐธรรมนูญที่ผ่าสนมา พบว่ามีคนไทยอ่านรัฐธรรมนูญจริง ๆ น้อยกว่า ต่างกับที่สก๊อตแลนด์ซึ่งมีการศึกษาปัญหาที่จะลงประชามติเพื่อแยกประเทศครั้งนี้มาเนิ่นนาน เห็นได้จากการมีนายกท้องถิ่นของสก๊อตแลนด์ และประกาศนโยบายแยกประเทศเป็นเอกราชเมื่อปี 2555 จนนำไปสู่การเจรจากับรัฐบาลอังกฤษ และยอมให้มีการจัดลงประชามติในเดือน ต.ค. 2557 ให้เวลาประชาชนได้วิเคราะห์ถกเถียงข่อดีข้อเสียถึง 2 ปี
"หวังว่าการบรรยายครั้งนี้จะเป็นมาตรฐานของการไปดูงานต่างประเทศของราชการและหน่วยงานต่าง ๆ ว่าไปแล้วจะได้กลับมาบรรยายสรุปถึงประโยชน์ของการดูงานต่อสาธารณะแบบนี้"นายสมชัยกล่าว
ทั้งนี้การบรรยายของนายสมชัยได้มีการใช้พาวเวอร์พอยด์ที่เตรียมมากว่า 20 หน้า และใช้เวลาเกือบ 3 ชั่วโมงในการบรรยายรายละเอียดของการเตรียมงานลงประชามติของสกอตแลนด์ครั้งนี้
นายสมชัยยังได้ยกแผ่นพับแคมเปญ NO และ YES ที่มีการแจกในการลงมติครั้งนี้ขึ้นเปรียบเทียบ ว่าแบบ YES มีการใช้ภายลักษณะมือเด็กในมือผู้ใหญ่ เป็นการใช้ศิลปะจูงใจ ซึ่งเป็น “แบบเพื่อไทย” ขณะที่ NO เป็นตัวหนังสือทื่อ ๆ ที่นายสมชัยบรรยายว่าเป็นแบบประชาธฺปัตย์ ซึ่งเรียกเสียงฮาของนักศึกษาพระปกเกล้าผู้ร่วมฟังการบรรยาย
“เป็นเรื่องตลกเพราะเคมเปญ แจกใบปลิวหน้าหน่วยเลือกตั้งได้ ถ้าเป็น กกต. เมืองไทยคงจัดหนักแจกใบแดงไปแล้ว”นายสมชัยกล่าว
นายสมชัยกล่าวว่าการลงประชามติที่สก๊อตแลนด์ครั้งนี้มีผู้มาใช้สิทธิ์มากกว่า 84.59 % และเป็นบัตรดี 99.91 % บัตรเสียเพียง 0.09 % ขณะที่บ้านเราเสียเฉลี่ยกัน 3.5 %
“Should Scotland be an independent country ? ซึ่งเป็นคำถามของการลงประชามติ ต้องใช้เวลาตรวจสอบวิเคราะห์ ฟังความเห็นจากประชาน นักวิชาการถึง 2 เดือน ไม่ใช่อยู่ ๆ ก็ตั้งคำถามขึ้นมา เพราะคำถามครั้งแรกทางฝ่ายสก๊อตตั้งมาว่า “ท่านเห็นด้วยกับการแยกประเทศหรือไม่” ซึ่งผลการวิเคราะห์พบว่าแนวโน้มจะเป็นลักษณะคำถามนำ และคนจะตอบว่า YES เป็นส่วนใหญ่ แสดงถึงความพิถีพิถันของการทำประชามติ” นายสมชัยระบุ
นอกจากนี้นายสมชัยยังวิเคราะห์สำนักโพลล์ของประเทศอังกฤษ ซึ่งพบว่าผลของโพลล์ห่างกันเพียง 1 % แต่ผลจริง ๆ ห่างกันประมาณ 10 % ซึ่งแสดงว่าโพลล์ต่างประเทศเองก็มีโอกาสผิดพลาดเยอะ
นายสมชัย กล่าวด้วยว่า กกต.ที่อังกฤษให้หลักการสำคัญ 4 ข้อว่า 1. Accessibility คนที่มีสิทธิ์จะต้องมีโอกาสเข้าถึงการลงคะแนนโดยเท่าเทียมกัน จึงมีการขยายทั้งวิธีการ เวลาและสถานที่ 2. Consistency ความเป็นมาตรฐานเดียวกันของการปฏิบัติในการลงวคะแนน 3. Efficiency ต้องมีประสิทธิภาพ จัดการโดยคุ้มค่า ประหยัดเกิดผล และ 4. Integrity ความน่าเชื่อถือ ถูกต้อง เป็นที่ยอมรับ
นายสมชัยยังได้บรรยายรายละเอียดของบทบาทของ กกต. อังกฤษ เรื่องของสิทธิ สถิติตัวเลข การบริหารจัดการ รูปแบบการโหวต การกำหนดวันเลือกตั้ง การกำหนดกรอบอายุผู้มีสิทธืจาก 18 เป็น 16 ปี การหาเสียง การนับคะแนน เป็นต้น
นายสมชัยกล่าวว่ามีรูปแบบการลงคะแนนอย่างหนึ่งที่มันมาก คือ (proxy vote) หรือพร๊อกซี่โหวต ให้ลงคะแนนแทนกันได้ ถามว่าประเทศไทยใช้แบบนี้ได้มั้ย
“สิ่งที่เห็นคือสปิริตของฝ่ายที่แพ้ รัฐมนตรีฝ่ายสก๊อตที่ออกมาพูดยอมรับผลและจะเดินไปในฐานะประเทศเดียวกัน ก่อนที่จะลาออกจากตำแหน่ง ขณะที่ฝ่ายชนะ เดวิต คาเมรอล ก็ประกาศว่าเราได้ยินเสียงของฝ่ายข้างน้อยแล้ว แต่คุณเคยเห็นสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในประเทศไทยหรือไม่ ? นี่คือสปิริต ไม่ใช่แพ้แล้วพาล ชนะแล้วเหยียบ” นายสมชัยกล่าว
“มีความแตกต่างระหว่างฟังกับได้ยิน"พานทองแท้"ฟัง แต่ไม่รู้ว่าจะได้ยินหรือไม่”นายสมชัยย้ำ
ในการบรรยายครั้งนี้นายสมชัยสรุปในช่วงท้ายถึงข้อดีเด่นของการลงประชามติในสก๊อตแลนด์ครั้งนี้ 6 ข้อ ประกอบด้วย1. มีการให้เวลาเพียงพอให้การศึกษาและข่าวสารรอบด้าน เข้าถึงแก่ประชาชน 2. กรรมการเลือกตั้งมีความพร้อม ทำงานอย่างมีระบบ ได้รับความเชื่อถือ 3. พรรคการเมือง นักการเมืองใช้เหตุผลในการเอาชนะ และกล้าเผชิญหน้ากับการตอบคำถาม ซึ่งเราไม่เห็นเลยในประเทศไทย เพราะมีแต่การยกเอาจำนวนคนมาเอาชนะ 4. เปิดโอกาสให้องค์กรเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการรณรงค์อย่างจริงจัง 5. มีวัฒนธรรมของสังคมที่ยอมรับความแตกต่าง ไม่นำมาเป็นประเด็นความแตกแยก ไม่มีการตีกันหรือฆ่ากันแบบอยู่ร่วมกันไม่ได้ 6. มีจิตใจนักกีฬา ยอมรับและแสดงความรับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้น
“ถามว่าถ้าเป็นบ้านเรา กปปช.ชุมนุม นปช. ไปแจกใบปลิวกลางกลุ่ม หรือ นปช. ชุมนุม กปปช. มาแจกใบปลิว อะไรจะเกิดขึ้น ก็ยำใหญ่สิ ของเขามีแต่เฮกันนิดหน่อยเท่านั้น” นายสมชัยทิ้งท้าย
นักศึกษาจาก สตง. ถามว่ามีแนวคิดอะไรไปดูงานแลฃ้วกลับมาใช้กับการเลือกตั้ง นายสมชัยกล่าวว่าถ้าเฉพาะเรื่องประชามติ ตนได้โมเดลที่น่าสนใจหลายเรื่อง เพราะเป็นประชามติระดับโลกที่ไม่เกิดโดยง่าย และจัดโดยประเทศต้นแบบประชาธิปไตย ซึ่งมีแนวโน้มนำมาจัดในประเทศไทยทั้งเรื่องรัฐธรรมนูญ การแยกจังหวัด หรือการรับฟังความเห็นประชาชนในเรื่องสำคัญ เช่นปฏิรูปก่อนหรือเลือกหตั้งก่อน เป็นต้น เราเห็นมุมการเตรียมการ กฎระเบียบข้อบังคับ ระเบียบของประชาชน การรณงค์ ทั้งหมดนี้ถือเป็นประสบการณ์ที่ใหญ่มาก
“อาจารย์สอนรัฐศาสตร์ทั่วประเทศต้องอิจฉาที่ผมได้ไป เพราะคุณสอนรัฐศาสตร์ คุณเคยมั้ยที่ได้ไปดูการลงประชามติของประเทศใหญ่ ๆ ประเทศหนึ่ง และกลับมาถ่ายทอดได้” นายสมชัยกล่าวย้ำ







