
ตื๊อเอกชนตรึงสินค้าต่อ
“ฉัตรชัย” ถกหอการค้าไทยส.อ.ท. ขอเอกชนช่วยตรึงราคาสินค้าต่อเนื่อง
“ฉัตรชัย” ถกหอการค้าไทยส.อ.ท. ขอเอกชนช่วยตรึงราคาสินค้าต่อเนื่อง
นางจินตนา ชัยยวรรณาการ อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ในสัปดาห์นี้ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ จะหารือร่วมกับกับทางภาคเอกชนการณ์ราคาสินค้า โดยในวันที่ 23 ก.ย.นี้ จะหารือเพื่อสอบถามสถานตัวแทน สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย หลังจากนั้นในวันที่ 24 ก.ย. จะหารือกับตัวแทนจากและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) หาแนวทางดูแลราคาสินค้าอุปโภคและบริโภคร่วมกัน
ทั้งนี้ ในเบื้องต้นอาจมีการขอต่อมาตรการตรึงราคาสินค้ากับผู้ประกอบการออกไปอีก แต่จะเป็นระยะเวลาเท่าไหร่ต้องรอข้อสรุปจากการหารือกับภาคเอกชนก่อน “ตอนนี้รมว.พาณิชย์ต้องการให้ประชาชนมีความสุขในการซื้อสินค้าที่ไม่แพงมากนัก ซึ่งแนวโน้มที่จะให้มีการตรึงราคาเป็นไปได้สูงจากเศรษฐกิจโลกไม่ดีนัก ขณะเดียวกันก็ได้สั่งให้กรมติดตามราคาสินค้าอุปโภคบริโภคโดยรวมอย่างใกล้ชิดด้วย
นอกจากนี้ รมว.พาณิชย์ ก็มีนัดหารือกับบริษัทตัวแทนของอุตสาหกรรมกลุ่มต่างๆ เช่น กลุ่มรถยนต์ เครื่องดื่ม วัสดุก่อสร้างอาหาร เป็นต้น โดยขณะนี้ยังไม่มีปัจจัยอะไรที่จะเป็นตัวช่วยผลักดันให้สินค้าในภาพรวมขึ้นราคา เพราะนอกจากเศรษฐกิจโลกยังไม่ดีแล้ว พบว่าราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับที่ไม่สูง ขณะที่การปรับขึ้นราคาแอลพีจีภาคขนส่งให้เท่ากับภาคครัวเรือนนั้นคงไม่ส่งผลกระทบต่อราคาสินค้ามากนัก
สำหรับการสำรวจราคาสินค้าในเทศกาลกินเจราคาผักลดลงเฉลี่ยกิโลกรัมละ 25 บาท ราคาอาหารสำเร็จรูปเฉลี่ยจานละ 3035 บาท
และวัตถุดิบที่ใช้ในการปรุงอาหารและอาหารสำเร็จรูปในช่วงเทศกาลกินเจนั้น ในส่วนภาพรวมราคาสินค้าทั้ง ผักสด และอาหารเจก่อนที่จะถึงเทศกาลกินเจระหว่างวันที่ 24 ก.ย. 2 ต.ค. ล่าสุดสถานการณ์ของราคาผักยัง ไม่ปรับตัวสูงขึ้น มีเพียงบางรายการที่ราคาปรับเพิ่มขึ้นบ้างเมื่อเข้าสู่เทศกาลกินเจ แต่ไม่ได้ผิดปกติมากนัก ส่วนราคาผัก ที่ลดลงนั้น เป็นเพราะเกษตรกรมีการปลูกพืชผักจำนวนมากเพื่อรับรองรับความต้องการเทศกาลกินเจ ประกอบกับปัญหาน้ำท่วมในปัจจุบันไม่ได้ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ปลูกผักส่งผลให้ปริมาณผักออกสู่ตลาดจำนวนมาก
++ “หากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาพบว่าราคาผักในภาพรวมปรับลดลงเฉลี่ย 25 บาทต่อกก. และเมื่อถึงเทศกาลกินเจจริงๆราคาคงไม่ปรับสูงไปกว่านี้มากนัก เพราะหากปรับขึ้นก็จะมีผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค”
++นอกจากนี้ จากการสอบถามพ่อค้าแม่ค้ายังพบว่าพฤติกรรมของผู้บริโภคได้เปลี่ยนไป โดยมีการซื้ออาหารเจสำเร็จรูปกันมากขึ้น เพราะราคาอาหารสำเร็จรูปเจอยู่ที่ประมาณ 30 บาทต่อเจ จึงส่งผลให้ราคาผักไม่ปรับเพิ่มมากนัก ดังนั้นยืนยันในปีนี้อาหารเจไม่แพงเหมือนกับปีก่อนๆ
++รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ แจ้งว่า จากการตรวจสอบพ่อค้าแม่ค้าในตลาดต่างๆ พบว่าราคาผักในปีนี้ยังไม่ขึ้นไม่มากนัก แต่ที่มีการปรับราคาบ้าง ส่วนใหญ่ก็จะเป็นวัตถุดิบในการปรุงอาหารเจได้ปรับตัวขึ้นสูงกว่าช่วงปกติ เช่น โปรตีน เห็ดหอม เต้าหู้ และเครื่องปรุง ปรับราคาขึ้น 510 บาท โดยสินค้าที่ขายปีจะเป็นวัตถุดิบซีฟูดส์และน้ำจิ้มในการทำสุกี้และราดหน้าเจ เป็นต้น
++ขณะที่ย่านเยาวราชซึ่งเป็นชุมชนที่มีคนไทยเชื้อสายจีนอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากของกรุงเทพมหานครนั้นพ่อค้าแม่ค้าระบุว่าในปีนี้บรรยากาศการซื้อขายสินค้าก่อนถึงเทศกาลกินเจ 12 วันยังเงียบเหงา ลูกค้ามาซื้อของน้อยลงกว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งอาจเป็นเพราะราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นบ้าง จึงทำให้คนหันไปกินอาหารเจปรุงสำเร็จมากกว่าจะทำรับประทานเองเหมือนเช่นก่อนหน้านี้
ด้าน นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ในวันที่ 26 ก.ย.นี้ ธปท.จะได้ร่วมหารือกับ รมว.คลัง เพื่อกำหนดกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อในปี 2558 ร่วมกันตามกฎหมาย ยอมรับว่า ธปท.อยากให้เปลี่ยนฐานคำนวณเงินเฟ้อเป็นใช้เงินเฟ้อทั่วไปแทนเงินเฟ้อพื้นฐาน เพื่อให้เงินเฟ้อสะท้อนความเป็นจริง อาจทำให้ตัวเลขเงินเฟ้อของประเทศสูงขึ้นบ้าง แต่จะได้เปลี่ยนหรือไม่ต้องรอผลหารือกับ รมว.คลังก่อน
“เป้าหมายเงินเฟ้อปี 2558 นี้จะใช้เงินเฟ้อทั่วไปหรือไม่ ยอมรับว่ามีแนวคิดและศึกษามาก่อนหน้านี้ แต่การจะใช้หรือไม่ต้องรอผลการหารือผลกับรมว.คลังก่อนจะสรุป“ นายประสารกล่าว
นายประสาร กล่าวว่า การปรับโครงสร้างราคาพลังงานใหม่ ที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งราคาสินค้าจะส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อให้สูงขึ้นบ้าง แต่ไม่มาก คิดว่ารัฐบาลเอาอยู่ ดูแลได้ หรือเรียกภาษชาวบ้านบ้านว่า”เอาอยู่” เพราะราคาพลังงานในตลาดโลกก็ไม่ได้มีแรงกดดันสูงขึ้นมากนักเนื่องจากเศรษฐกิจโลกขยายตัวน้อย มีระดับเงินเฟ้อเพิ่มน้อย และมีความผันผนวนของตลาดการเงินน้อย
บวกกับการดำเนินนโยบายการเงินแบบไม่เซอร์ไพรส์ตลาดของสหรัฐก็ไม่น่าจะทำให้ธปท.เปลี่ยนกรอบหรือทิศทางการดำเนินนโยบยการเงิน โดยธปท.ยังมองว่าระดับดอกเบี้ยนโยบายปัจจุบันที่ 2% ถือว่ามีความผ่อนคลายและเพียงพอในการเอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจแล้ว รวมทั้งไม่เป็นอุปสรรคต่อภาคธุรกิจหากต้องการใช้เงินทุนอย่างไรก็ตามคาดว่าเศรษฐกิจจะมีแนวโน้มฟื้นตัวมากขึ้น จึงเชื่อว่าการใช้นโยบายการเงินในปีนี้อาจมีความจำเป็นน้อยลงกว่าปีก่อน เนื่องจากขณะนี้มีรัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศแล้ว ประกอบกับมีงบประมาณเข้ามาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วย ทำให้มีนโยบายด้านการคลังเข้ามาทำหน้าที่แทนและมีผลทางตรงมากกว่านโยบายการเงิน
“ภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันดอกเบี้ยคงไม่ใช่ทิศทางขาลง เพราะจากการสำรวจความคิดเห็นของผู้ประกอบการทางธุรกิจทั้งขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็กที่ธปท.ทำการสำรวจความเห็น พบว่าเสียงส่วนใหญ่มองว่าอัตราดอกเบี้ยไม่เป็นอุปสรรค หากเขาต้องการเงินทุน และธปท.ก็ยังมองว่าดอกเบี้ยนโยบายที่ 2% ในขณะนี้ยังเหมาะสมต่อภาวะเศรษฐกิจ แต่หากเศรษฐกิจฟื้นตัวได้ดีขึ้นแน่นอนก็ต้องหาจังหวะที่เหมาะสมในการปรับขึ้นดอกเบี้ยให้เหมาะสมด้วย ซึ่งต้องประเมินตามข้อมูลเศรษฐกิจเป็นระยะ” นายประสารกล่าว
ผู้ว่าการ ธปท. กล่าต่อว่า ด้านการจัดทำแผนรับมือเงินทุนเคลื่อนย้ายระยะที่ 2 (แผนเงินทุนเคลื่อนย้าย เฟส 2) ที่จะนำเสนอเพื่อขออนุมัติกระทรวงการคลังเพิ่มเติมนั้น ยังต้องรอให้ดำเนินมาตรการในเฟส 1เรียบร้อยและประเมินผลในเฟส 1 ก่อน จะพิจารณายื่นขออำนาจของกระทรวงการคลังดำเนินการเพิ่มเติมตามความเหมาะสม ซึ่งเรื่องนี้หากได้ความชัดเจนแล้วจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง
สำหรับเรื่องที่คาดการร์กันว่าเงินสกุลอื่น เช่น หยวนจะมาแทนเงินเหรียญสหรัฐนั้น ธปท.มองว่าก็มีความเป็นไปได้น้อย เพราะใช้ทดแทนเงินเหรียญสหรัฐไม่ได้ทุกด้าน ทั้งในแง่การเป็นเครื่องมือในการแลกเปลี่ยนสินค้า การรักษามูลค่า และหน่วยที่นับได้ แต่หยวนคงมีบทบาทในภูมิภาคมากขึ้น ขณะที่ผลจากการปรับโครงสร้างภาษีใหม่นั้น ธปท.มองว่าขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่ากระทรวงการคลังจะปรับอัตราภาษีในใดบ้าง ซึ่งท้ายสุดจะต้องรอความชัดเจนทั้งแพ็คเกจก่อน รวมถึงทิศทางในการปรับภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ด้วย จึงจะบอกได้ว่าส่งผลต่อเศรษฐในแง่ใดบ้าง ขณะนี้ยังไม่สามารถตอบได้







