posttoday
คืนความสุขชาวนาไม่พ้นเป็นภาระงบประมาณ

คืนความสุขชาวนาไม่พ้นเป็นภาระงบประมาณ

22 กันยายน 2557

รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (สนช.)

โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง

รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (สนช.) ยืนยันว่าจะไม่ใช้นโยบายประชานิยม จะเลิกและหันกลับมาใช้วิถีเศรษฐกิจพอเพียงในการดูแลเกษตรกร เปลี่ยนวิธีการช่วยเหลือเกษตรกรจากการอุดหนุนด้านราคา มาเป็นการช่วยด้านปัจจัยการผลิตแทน เช่น ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการซื้อปุ๋ย ยาฆ่าแมลง เมล็ดพันธุ์ ฯลฯ

โดยประกาศเสียงดังฟังชัดว่า วิธีการเหล่านี้ไม่ใช่ประชานิยมแน่นอน เพราะไม่ได้แตะต้องเงินงบประมาณแผ่นดินเลย แต่เป็นการดำเนินการผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่จะเป็นแหล่งเงินในการช่วยเหลือด้านปัจจัยการผลิต ซึ่งตามสำนวน คสช.อาจจะเรียกว่านี่คือนโยบายคืนความสุขให้ชาวนา

ขณะเดียวกัน ในภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอย ยิ่งทำให้ธนาคารพาณิชย์เพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ จนทำให้ขณะนี้ยอดปล่อยกู้ทั้งระบบต่ำที่สุดในรอบ 5 ปี ทำให้ภาระหนักตกอยู่ที่ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ ที่ต้องยื่นมือเข้าไปช่วยลูกหนี้กลุ่มที่ได้รับการปฏิเสธจากธนาคารพาณิชย์ด้วย นอกเหนือจากภาระเดิมที่ต้องดูแลลูกค้าตัวเองไม่ให้เป็นหนี้เสียอีกต่างหาก

ยิ่งหันมาดูฐานะการคลังของประเทศยิ่งลำบาก เพราะการขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลดูไปแล้วสถานการณ์ไม่ดีขึ้นจนทำให้กรมจัดเก็บภาษีทั้ง 3 แห่ง คือ กรมสรรพสามิต กรมสรรพากร และกรมศุลกากร ต้องคิดค้นหาวิธีการรีดภาษีแบบใหม่ๆ แต่เรียกให้ไพเราะในรูปของการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บ สุดท้ายกระทรวงการคลังต้องหันมาใช้มุขเดิม คือ ใช้เงินนอกงบประมาณ ด้วยการใช้แบงก์รัฐให้เป็นมือไม้ในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ถึงจะใช้คำให้ดูดีอย่างไร นี่ก็คือการใช้เงินนอกงบประมาณมาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ โดยแบงก์รัฐจะแยกบัญชีพิเศษขึ้นมาเพื่อลงบัญชีงบที่ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล และสุดท้ายเมื่อนโยบายเหล่านั้นประสบผลขาดทุนขึ้น รัฐบาลก็จะต้องจัดเงินงบประมาณมาปิดบัญชีให้ เพียงแต่จะจัดงบใช้คืนในระยะเวลาช้าหรือเร็วก็ตาม

ก่อนหน้านี้ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ยังคงเป้าหมายการปล่อยสินเชื่อทั้งระบบของแบงก์รัฐทั้งปีนี้ไว้ที่ 1.3 ล้านล้านบาท โดยสินเชื่อหลัก 8090% หรือกว่า 1 ล้านล้านบาท จะเป็นการปล่อยกู้จากธนาคารรัฐ 2 แห่ง คือ ธนาคารออมสิน และ ธ.ก.ส. ที่เหลือเป็นการปล่อยสินเชื่อของธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ส่วนธนาคารรัฐอีก 2 แห่งที่อยู่ระหว่างการฟื้นฟูกิจการ คือ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) คงไม่มีกำลังพอที่จะปล่อยกู้ได้ เพราะเงินกองทุนติดลบ และหนี้ในพอร์ตสินเชื่อทยอยตกชั้นกลายเป็นหนี้เสียเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

จะเห็นว่าจากสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัว เพราะกำลังซื้อของประชาชนลดลงจากปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง ยิ่งทำให้กำลังซื้อของคนลดลง เพราะคนเริ่มประหยัด ไม่กล้าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ไม่กล้าลงทุนใหม่

ธนาคารพาณิชย์ก็ยังหวาดหวั่นกับปัญหาหนี้เสียที่จะเพิ่มขึ้นหากสถานการณ์เศรษฐกิจยังคงซึมๆ อยู่เช่นนี้ ทุกธนาคารเริ่มระมัดระวังเรื่องการปล่อยกู้ใหม่ โดยเฉพาะสินเชื่อบุคคลเลิกไปเลย เพราะกลัวจะเป็นหนี้เสีย และประคองลูกหนี้ที่ส่ออาการไม่ดีไม่ให้เป็นหนี้เสีย สภาวะเช่นนี้ไม่เพียงแต่ธนาคารพาณิชย์ต้องระวัง แบงก์รัฐก็ต้องระวังเช่นกัน ทำให้ความหวังของกระทรวงการคลังที่ต้องการให้แบงก์รัฐเป็นพระเอกในการอัดเงินสินเชื่อกว่า 1.3 ล้านล้านบาท เพื่อช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะช่วยเหลือลูกค้าเอสเอ็มอี ดูท่าจะยากลำบากเหลือเกิน เพราะลำพังตัวแบงก์รัฐเองแค่จะประคองตัวเองก็ลำบากท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้

อย่างไรก็ดี ทุกธนาคารมีความหวังว่าในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2558 รัฐบาลจะรีบกระตุ้นการลงทุนให้เร็ว เพื่อให้เม็ดเงินเข้ามาหมุนเวียนในระบบมากขึ้น แต่ก็ยังไม่สามารถการันตีได้ว่ารัฐบาลจะลงทุนได้ตามที่คาดหวังไว้ได้จริง เพราะการตรวจสอบที่เข้มข้นเพื่อป้องกันและปราบปรามคอร์รัปชั่น จะทำให้การลงทุนไม่ลื่นไหลอย่างที่คิด

การใช้เงินนอกงบประมาณของรัฐบาลประยุทธ์ 1 จะเกิดขึ้นอีก นอกจากการช่วยเหลือด้านปัจจัยการผลิต ที่คาดว่าจะใช้เงิน 5 หมื่นล้านบาท สำหรับสินค้าเกษตรตัวแรก คือ ข้าว ที่เริ่มต้นก็เถียงกันในเรื่องของเงินชดเชย โดยตัวแทนชาวนาคำนวณต้นทุนออกมาไร่ละ 2,200 บาท ขณะที่กระทรวงเกษตรฯ คำนวณต้นทุนได้แค่ไร่ละ 700 บาท หรืออย่างมากไม่เกิน 1,000 บาท และหลังจากนี้เชื่อว่าจะมีตามมาอีกในหลายสินค้า อาทิยาง มันสำปะหลัง เป็นต้น

แม้จะยืนยันว่าการอุดหนุนปัจจัยการผลิตไม่ใช่โครงการประชานิยม แต่ในที่สุดแล้วหากโครงการเสียหาย รัฐก็จะต้องจ่ายงบประมาณชดเชยให้กับแบงก์รัฐอยู่ดี แม้จะใช้คำที่ต่างกันแต่ผลที่ไม่แตกต่างก็ไม่ได้ช่วยลดภาระของรัฐบาลลงแต่อย่างใด จะข้อดีประการเดียว คือ ตัดหัวคิวนักการเมืองและพ่อค้าที่เป็นเหลือบคอยมาสูบเงินรัฐ เงินรั่วไหลน้อย ซึ่งก็ถือว่าดีกว่าประชานิยมแบบนักการเมือง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท