posttoday
โลกรับมือ "ทุนไม่ปรกติ" เมือมหาอำนาจไม่หยุดกระตุ้น

โลกรับมือ "ทุนไม่ปรกติ" เมือมหาอำนาจไม่หยุดกระตุ้น

22 กันยายน 2557

โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ

โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ

ท่ามกลางบรรยากาศของการค่อยๆ ฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก การดำเนินนโยบายผ่อนคลายทางการเงินของบรรดาธนาคารต่างๆ ทั้งการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจและการใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำ แม้จะอยู่ในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้นก็ตามนั้น ได้ส่งผลให้ค่าเงินทั่วโลกเข้าสู่ภาวะความผันผวนตลอดระยะไม่กี่ปีที่ผ่านมา

นำทีมโดย ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ผู้เป็นหัวหอกหลักในการใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินมาตั้งแต่ช่วงหลังวิกฤตการณ์การเงินปี 2009 ด้วยการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจผ่านนโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) มาแล้วถึง 3 รอบ และดำเนินนโยบายดอกเบี้ยต่ำใกล้ศูนย์มาโดยตลอด

ขณะเดียวกับ ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ที่ต่อสู้กับภาวะเงินฝืดมายาวนาน กำลังเริ่มใช้มาตรการอัดฉีดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจผ่านนโยบายเข้าซื้อ “หลักทรัพย์ที่มีสินทรัพย์หนุนหลัง” (เอบีเอส) และ ปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำในอัตราคงที่ให้แก่บรรดาธนาคารพาณิชย์ (ทีแอลทีอาร์โอ) นอกจากนี้ยังกำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ต่ำกว่า –0.20% อีกด้วย

ด้าน ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ยังคงดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลายอย่างต่อเนื่อง เพื่อต่อสู้กับภาวะเงินฝืดและกระตุ้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ซบเซามาตลอด 2 ทศวรรษ

อย่างไรก็ดี จากเศรษฐกิจของสหรัฐที่กำลังฟื้นตัวดีขึ้น ทำให้เฟดได้ประกาศว่าการใช้มาตรการคิวอีรอบที่ 3 กำลังจะยุติลงในเดือน ต.ค.นี้อย่างแน่นอน และยังมีแนวโน้มว่าอาจจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยภายในปีหน้า

ทั้งนี้ จากผลสำรวจผู้มีส่วนในการออกนโยบายของเฟด โดยเฉลี่ยแสดงความเห็นว่าทางเฟดน่าจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างเร็วที่สุดในช่วงปลายปีหน้า ที่ 1.375% ซึ่งปรับตัวสูงขึ้นจากการสำรวจเมื่อเดือน มิ.ย. ที่ 1.125%

ความเคลื่อนไหวของบรรดาธนาคารต่างๆ ที่กำลังดำเนินนโยบายทางการเงินอย่างไร้ทิศทางร่วมกัน โดยแต่ละฝ่ายหวังเพียงแค่อุ้มเศรษฐกิจของตนเอง น่าจะกำลังเป็นสัญญาณที่ทำให้เกิดความผันผวนอย่างรุนแรงในตลาดการเงินโลกในอนาคตอันใกล้นี้อีกครั้งใหญ่

สะท้อนได้จากดัชนีความผันผวนในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจชั้นนำทั้ง 7 (จี7) ซึ่งจัดทำโดย เจพี มอร์แกน วาณิชธนกิจรายใหญ่ของสหรัฐ ที่ปรับตัวสูงขึ้นอยู่ที่ 8.08 จุด ในเดือน ก.ย. ซึ่งนับว่าสูงที่สุดตั้งแต่เดือน ก.พ.ที่ผ่านมา

ทิศทางที่น่าจะเป็นไปได้คือ สกุลเงินเหรียญสหรัฐจะแข็งค่าขึ้น โดยเกิดจากสหรัฐเริ่มดำเนินนโยบายทางการเงินเข้มงวดขึ้น ขณะที่ยุโรปกับญี่ปุ่นกำลังดำเนินนโยบายผ่อนคลาย จะกดดันให้เงินยูโรกับเงินเยนอ่อนค่าลง

นอกจากนี้ ท่าทีที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในเร็ววันนี้ ขณะที่อีซีบีกับบีโอเจยังคงอัตราดอกเบี้ยต่ำ กลายเป็นแรงดึงดูดให้นักลงทุนหันไปลงทุนในสหรัฐเช่นกัน อันเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่เสริมที่ให้สกุลเงินสหรัฐแข็งค่าขึ้นเช่นกัน

เช่นเดียวกัน นอกจากปัจจัยด้านการอัดฉีดเงินของผู้กำหนดนโยบายทางการเงินทั่วโลกแล้ว ยังมีปัจจัยด้านความไม่มั่นคงของการเมืองโลกอีกด้วย โดยเฉพาะ วิกฤตความขัดแย้งในยูเครน ที่กำลังทำให้โลกตะวันตกกับรัสเซียแข่งกันยกระดับการคว่ำบาตรต่อกันอีกด้วย ซึ่งเป็นการผลักดันให้นักลงทุนหลีกเลี่ยงการลงทุนในยุโรปและหันไปลงทุนในตลาดอื่นแทน ยิ่งส่งผลให้ยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเหรียญสหรัฐ

ผลที่ตามมา ความผันผวนจากการถ่ายเทเม็ดเงินของบรรดานักลงทุนย่อมทำให้บางประเทศเกิดภาวะเงินทุนไหลเข้าอย่างฉับพลัน แต่บางประเทศอาจเกิดภาวะเงินทุนไหลออกอย่างฉับพลันเช่นกัน

ด้านกลุ่มประเทศเศรษฐกิจชั้นนำ 20 ประเทศ (จี20) ได้ตระหนักถึงปัญหาในประเด็นนี้เป็นอย่างดี โดยการประชุมครั้งล่าสุด สมาชิกได้เตรียมหารือแผนความร่วมมือเพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

นอกจากนี้ แถลงการณ์ของการประชุม จี20 ยังย้ำถึงความกังวลในความผันผวนทางตลาดการเงินด้วยว่าทาง จี20 กำลังเฝ้าจับตาความเป็นไปได้ของการสร้างความเสี่ยงที่มากเกินไปในตลาดเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบรรยากาศดอกเบี้ยต่ำและความผันผวนต่ำในตลาดสินทรัพย์

ด้าน จาคอบ ลิว ขุนคลังแดนคาวบอย ได้เรียกร้องให้สมาชิก จี20 หลีกเลี่ยงการแทรกแซงค่าเงินเพื่อชิงความได้เปรียบกันเอง

อย่างไรก็ดี กรณีดังกล่าวนับว่าเป็นเรื่องน่าวิตกยิ่งกว่าสำหรับประเทศตลาดเกิดใหม่ที่ยังคงพึ่งพาการลงทุนจากภายนอก เพราะภาวะเงินทุนไหลออกจะเป็นการบีบบังคับให้ผู้ออกนโยบายต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อจูงใจให้นักลงทุนต่างชาติยังคงการลงทุนไว้

ทั้งนี้ การขึ้นดอกเบี้ยก็นับเป็นดาบสองคม เพราะจะทำให้อัตราดอกเบี้ยในการปล่อยสินเชื่อเพิ่มสูงตามไปด้วย ซึ่งจะไม่ส่งผลดีต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจสำหรับประเทศกำลังพัฒนาอย่างแน่นอน

ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาจากภาวะเงินทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ก็คือ เงินจะอ่อนค่าลงอย่างรุนแรง โดยเฉพาะตลาดเกิดใหม่ที่ต้องพึ่งพาการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ที่ราคามักผันผวนตามตลาดโลก

ภาวะเงินอ่อนค่ายังส่งผลกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ต้องรับภาระการชำระหนี้เป็นจำนวนที่มากขึ้นอีกด้วย ขณะที่เศรษฐกิจยังฟื้นตัวได้ไม่ดี จึงเป็นที่น่าวิตกว่าอาจทำให้เกิดการผิดนัดชำระหนี้ได้ในที่สุด เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นกับประเทศไทยมาแล้วในสมัยวิกฤตต้มยำกุ้ง

เพราะฉะนั้น กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความเสี่ยงนี้ตั้งแต่เนิ่นๆ มิฉะนั้นอาจหนีภาวะเศรษฐกิจชะงักงันและผลกระทบระดับหลายริกเตอร์ไม่พ้นในอนาคตอันใกล้นี้!

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง