
อย่าให้ 'บิลลี่' ตายไปจากการรับรู้
เป็นเวลากว่า 5 เดือนแล้ว ที่แกนนำชาวกะเหรี่ยง บ้านบางกลอย จ.เพชรบุรี อย่าง บิลลี่พอละจี รักจงเจริญ หายตัวไป
เป็นเวลากว่า 5 เดือนแล้ว ที่แกนนำชาวกะเหรี่ยง บ้านบางกลอย จ.เพชรบุรี อย่าง บิลลี่-พอละจี รักจงเจริญ หายตัวไป ชนิดที่เต็มไปด้วยคำถามและข้อเคลือบแคลง
ความหวาดกลัว ความเสื่อมศรัทธา และความไม่เชื่อมั่น เข้าปกคลุมบ้านบางกลอยจนทึบสนิท ในคืนวันที่ 17 เม.ย. ซึ่งเป็นคืนแรกที่ “บิลลี่” ศูนย์รวมหัวใจของคนในหมู่บ้านไม่กลับมา
นอกจากช่องทาง “ตามกระบวนการ” ซึ่งอาจถูกปรามาสว่าไม่มีหลักประกันว่าจะคืนความเป็นธรรมให้มนุษย์ผู้นี้ได้ ในเวลาต่อมามีหลากหลายพิธีภายใต้การบริกรรมคาถาของผู้เฒ่าผู้แก่ถูกประกอบสร้างขึ้น หวังคืน “ขวัญกำลังใจ” ให้กันและกัน
ทว่าความจริงมักมีรสขม ... “ขวัญและกำลังใจ” เหล่านั้นเป็นเพียงยาชาประวิงความเศร้าได้ชั่วครู่ชั่วคราว จนกระทั่งพลบค่ำผืนฟ้าเปลี่ยนสีนั่นแหละ บ้านบางกลอยก็กลับเข้าสู่ภวังค์อันหดหู่อีกหนึ่งคืน
“ถึงวันนี้ไม่มีความคืบหน้าอะไรเกี่ยวกับบิลลี่เลย ฉันอยากเจออะไรก็ได้ที่เป็นหลักฐานว่ายังมีชีวิตอยู่หรือไม่มีชีวิตอยู่กันแน่ ไม่อยากให้เงียบหายไปอย่างนี้ ฉันเคยฝันเจอบิลลี่ครั้งหนึ่ง พี่บิลลี่กำลังนอนหลับอยู่ในบ้านหลังหนึ่งกลางป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ แต่ไม่รู้ว่าป่าตรงไหน” ภรรยาสาวของ “บิลลี่” เล่าด้วยน้ำเสียงอมทุกข์
ช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นอีกครั้งที่มีความคืบหน้าในกระบวนการทางกฎหมาย โดย วราภรณ์ อุทัยรังษี ทนายความ ได้เข้ายื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องคดีการหายตัวไปของ “บิลลี่”
“ข้อโต้แย้งคำให้การของพยานแต่ละปากเบิกความไม่ตรงกัน มีพิรุธ ขัดต่อหลักเหตุผล อีกทั้งเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานผู้ที่อยู่กับนายบิลลี่เป็นครั้งสุดท้าย มีเหตุโกรธเคืองกับนายบิลลี่มาก่อน ในกรณีการไล่เผาพื้นที่ของชาวกะเหรี่ยงโป่งลึก บางกลอย ในปี 2554 จนนำไปสู่การฟ้องร้องต่อศาลปกครองกลาง”
“คดีดังกล่าวมีนายบิลลี่เป็นผู้ประสานงาน ประกอบกับประเทศไทยในฐานะรัฐภาคีของอนุสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ด้วยการลงนามอนุสัญญาว่าด้วยการป้องกันบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ ต้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของบุคคล ที่จะไม่ถูกบังคับให้สูญหาย และรัฐมีหน้าที่ต้องค้นหาความจริง” ทนายความรายนี้ ยืนยันในหลักการ
ขณะที่ภรรยาของ “บิลลี่” เคยร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ให้ตรวจสอบดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จากกรณีที่ไม่ยอมส่งตัวบิลลี่ให้ตำรวจ สภ.แก่งกระจาน ดำเนินคดีข้อหาเก็บน้ำผึ้งป่า แต่กลับนำตัวไปสอบสวนเองและเป็นบุคคลสุดท้ายที่พบบิลลี่ก่อนจะหายตัวไปนั้น คณะกรรมการ ป.ป.ท.เพิ่งมีมติให้ตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน
สำหรับการลงพื้นที่เก็บวัตถุพยาน โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม พบ “คราบเลือด” ในรถต้องสงสัย แต่เนื่องจากรถผ่านการทำความสะอาดมาหลายครั้งแล้ว จึงต้องเก็บตัวอย่างเพิ่มและใช้เวลาตรวจต่อไป
เมื่อวันที่ 18 ก.ย.ที่ผ่านมา มูลนิธิผสานวัฒนธรรมและองค์กรเครือข่ายอีก 4 แห่ง ได้ทำหนังสือถึง อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เพื่อขอให้ “พักราชการ” เจ้าหน้าที่ระดับสูงรายหนึ่ง โดยให้เหตุผลว่าเจ้าหน้าที่รายนั้นเป็นจำเลยและเป็นผู้ถูกฟ้อง ทั้งในคดีอาญาและคดีปกครอง และยังเป็นคนสุดท้ายที่อยู่กับบิลลี่
Green Project ฉบับนี้ ขอรื้อฟื้นเรื่องของ “บิลลี่” หวังเพียงให้เขาได้รับความเป็นธรรม ก่อนที่ชื่อของเขาจะหายไปจากหน้าสื่อและการรับรู้ของคนไทยทุกคน







