posttoday
ที่เห็นและเป็นอยู่

ที่เห็นและเป็นอยู่

21 กันยายน 2557

ผมตื่นเต้นที่สังคมออนไลน์หันมาเล่นเฟซบุ๊กแนะนำหนังสือกันอ่าน

ผมตื่นเต้นที่สังคมออนไลน์หันมาเล่นเฟซบุ๊กแนะนำหนังสือกันอ่าน แทนการท้าทายกันเอาน้ำเย็นราดหัวจนเป็นกระแส แต่จับต้องสาระไม่ค่อยได้

วันที่...กุ๊บเอง กุ๊บจิงๆ โพสต์เฟซบุ๊กมาท้า พร้อมบอกเล่าประสบการณ์จากการอ่านหนังสือ 10 เล่ม พลอยทำให้ผมนึกย้อนไปถึงหนังสือเล่มแล้วเล่มเล่าในคืนนั้น...ไม่รู้จบ

ยังไม่ตอบรับคำท้าผ่านเฟซบุ๊ก...กุ๊บเอง กุ๊บจิงๆ แต่ขอใช้พื้นที่นี้บอกเล่าแทนจะดีกว่า (แบบว่าไม่ต้องเขียนสองรอบ555)

ผมมักมีพฤติกรรมการอ่านหนังสือพร้อมกันหลายๆ เล่มในคราวเดียวกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าอ่านเล่มหนึ่งไป 1 บท แล้วเปลี่ยนไปอ่านอีกเล่มสลับไปสลับมาในเวลาไล่เลี่ยกัน

ผมชอบอ่านหนังสือเมื่ออยากอ่าน และก็จะหยิบหนังสือที่อยากจะอ่านมาวางไว้ใกล้ๆ ตัวคราวละ 23 เล่ม วางไว้หัวเตียงบ้าง โต๊ะอ่านหนังสือบ้าง และจะมีความสุขถ้าได้อ่านในบรรยากาศที่เอื้ออำนวย (ไม่ได้หมายความว่าถ้าไม่มีบรรยากาศเอื้อแล้วจะไม่อ่าน)

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมอ่าน “ประวัติศาสตร์ไทยร่วมสมัย” ของ คริส เบเคอร์ และ ผาสุก พงษ์ไพจิตร อย่างเมามัน...ชนิดที่วางไม่ลง เพราะอยู่ในช่วงบรรยากาศของการ “สร้างชาติ” ที่กำลังพลุ่งพล่าน หนังสือเล่มนี้บอกเล่าอดีตการสร้างชาติและการนิยามการดำรงอยู่ของความเป็นชาติไทยได้อย่างออกรส

ที่เห็นและเป็นอยู่

 

...อ่านแล้วเหมือนอดีตกับปัจจุบันเดินมาพบกันโดยมิได้นัดหมาย

“ประวัติศาสตร์ไทยร่วมสมัย” เป็นหนังสือเล่มล่าสุดที่ผมยกขึ้นมาเล่าเพื่อนข้างๆ ว่า...ถ้าได้อ่านแล้วจะวางไม่ลง

...แต่ไม่รู้คนอื่นเป็นเหมือนผมหรือไม่ อ่าน “ประวัติศาสตร์ไทยร่วมสมัย” ยังไม่ทันจบ...ผมไปคว้า “ที่นี่ที่รัก” ของ ทรงกลด บางยี่ขัน มาอ่านรวดเดียวจบ ซะงั้น

อาจเพราะบรรยากาศใน “ที่นี่ที่รัก” โน้มน้าวให้ผมอดใจไม่อยู่จนต้องอ่านโดยพลัน...รอช้ากว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว

อีกเล่มที่ผมอ่านในช่วงความขัดแย้งทางการเมืองกำลังตั้งเค้า (2556) “ขอฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อ” เขียนโดย ณัฐพล ใจจริง ผมอ่านงานเล่มนี้จบในเวลาอันรวดเร็ว และควักเงินซื้อให้น้องที่กำลังลาออกไปอ่านอีกเล่ม

เมื่อรู้ว่าตัวเองมีความรู้เรื่องบทบาทของสถาบันกษัตริย์น้อยกว่าคนอื่น ผมจึงให้ความสนใจเรื่องนี้มากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะความพิการของระบบการเมืองในอดีตยิ่งเป็นเรื่องที่สามารถดึงความสนใจ ผมซื้อหาหนังสือประเภทนี้ติดมือมาเสมอๆ

ขออ้างถึงหนังสือที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์อีกเล่ม เหมือนเช่นที่ supachat lebnak ก็เอามาแนะนำเพื่อนๆ ในเฟซบุ๊ก นั่นคือ The King Never Smiles เขียนโดย Paul Handley ผมไม่ได้อ่านหนังสือต้องห้ามฉบับนี้ผ่านพ็อกเกตบุ๊ก (ถึงมีก็คงอ่านไม่แตกฉานเหมือนเด็กชั้นประถมโรงเรียนนานาชาติ) แต่มิตรน้ำหมึกเอื้อเฟื้อฉบับถ่ายเอกสารมาให้ในช่วงที่หนังสือออกวางขายใหม่ๆ และต้นฉบับก็หายไปอย่างน่าเสียดาย

หนังสือทั้ง 3 เล่มนี้ให้ภาพความเป็นไทยและการสร้างชาติอย่างตรงไปตรงมา...อ่านแล้วทำให้ผมซาบซึ้งถึงความเป็นไทยอย่างบอกไม่ถูก

คนชอบอ่านหนังสือมักบอกต่อให้คนที่ชอบเหมือนๆ กันได้อ่าน เมื่อ 56 ปีที่แล้วผมได้รับหนังสือ Solving Tough Problems ที่ส่งมาจากผู้มีอุปการะคุณ Solving Tough Problems เขียนโดย อดัม คาเฮน ใช้ชื่อภาษาไทยว่า “วิธีสร้างปาฏิหาริย์เมื่อสถานการณ์ถึงทางตัน” แปลโดย พูนลาภ อุทัยเลิศอรุณ

ผมนำเรื่องราวในหนังสือเล่มนี้ ซึ่ง อดัม คาเฮน เล่าถึงประสบการณ์ในการแก้ปัญหาความขัดแย้งในแทบทุกมุมโลก ให้ ดร.สุมิท แช่มประสิทธิ์ ฟัง คุยกันไปคุยกันมา ถัดจากนั้นไม่นานผมจึงชวน ดร.สุมิท ว่าเราน่าจะเชิญ อดัม คาเฮน มาพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์เรื่องความขัดแย้งในบ้านเรา

จากนั้นเราได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมา 1 ชุด ชื่อว่า Scenario Thailand ภายใต้ “โครงการเราจะส่งมอบประเทศไทยแบบไหนให้ลูกหลาน” โดยเชิญ อดัม คาเฮน มาช่วยสร้างกระบวนการออกแบบอนาคตประเทศ ซึ่งขณะนั้นความขัดแย้งการเมืองกำลังเดินเข้าสู่วิกฤต แม้ อดัม คาเฮน จะมีโอกาสได้พูดคุยกับคู่ขัดแย้งและผู้มีส่วนได้เสียในบ้านเราอยู่หลายครั้งในช่วงหลายปี แต่ท้ายที่สุดกระบวนการพูดคุยที่เคลื่อนตัวไปตามลำดับ...ก็มีอันต้องปิดประตูลงด้วยอำนาจไม่พึงประสงค์เสียก่อน

“วิธีสร้างปาฏิหาริย์เมื่อสถานการณ์ถึงทางตัน” เล่มนี้สร้างแรงบันดาลใจให้ผมมหาศาล โดยเฉพาะการเปิดใจให้กว้างเพื่อรับฟังคนอื่นให้มากขึ้น ซึ่ง อดัม คาเฮน ได้ให้ข้อคิดว่า การย้ำคิดย้ำทำในเรื่องเดิมๆ วิธีการเดิมๆ มักไม่ประสบความสำเร็จ ซึ่งก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ

ผมไม่ได้อ่านเฉพาะหนังสือเครียดๆ เกี่ยวกับการเมืองการปกครอง เรื่องอื่นๆ ก็ชอบอ่าน เล่มที่สร้างแรงบันดาลในการทำงานเสมอๆ ก็คือ Pour Your Heart In To It หรือ “รินหัวใจใส่ธุรกิจ” ของ ฮาวาร์ด ชูลท์ซ ซีอีโอ สตาร์บัคส์ ที่ สายฟ้า พลวายุ นำมาแปล

หนังสือเล่มนี้ ฮาวาร์ด ชูลท์ซ เล่าตั้งแต่เขาเองเป็นแค่ลูกจ้าง แต่วันหนึ่งสามารถขายไอเดียจนทำให้มีร้านกาแฟที่ทำให้คนอเมริกันเปลี่ยนพฤติกรรมการชงกาแฟดื่มที่บ้านมานั่งดื่มในร้านแทน

ผมชอบที่ ฮาวาร์ด ชูลท์ซ บอกว่า ร้านสตาร์บัคส์ต้องสร้างบรรยากาศให้คอกาแฟสามารถ Thinks Big ...ซึ่ง ณ วันนี้สตาร์บัคส์ขยายสาขาไปทั่วโลกอย่างยิ่งใหญ่

Being There “ที่เห็นและเป็นอยู่” ของ เจอร์ซี โคซินสกี แปลโดย มโนภาษ เนาวรังสี เป็นหนังสือที่ผมจำไม่ได้แล้วว่าเนื้อหาว่าด้วยเรื่องอะไร แต่ชื่อนี้อยู่ในความทรงจำผมเรื่อยมา ครั้งหนึ่งเคยนำชื่อหนังสือเล่มนี้มาแปลงเป็นชื่อคอลัมน์ว่า “ที่เห็นไม่เป็นข่าว”

IMong Pattara Khumphitak เอาหนังสือเล่มนี้มาเยี่ยมผมตอนที่นอนพักฟื้นผ่าไส้ติ่งอยู่ที่โรงพยาบาล

ผมจำชื่อหนังสือเล่มนี้ได้แม่นแม้จะอ่านมาตั้งแต่ 1718 ปีที่แล้ว เพราะไม่เคยเห็นใครเอาหนังสือไปเยี่ยมคนป่วย

ทุกวันนี้ผมมีหนังสือจำนวนมาก แต่ก็รู้สึกเสียใจทุกครั้งที่มีใครมาพูดให้เข้าหูว่า...หนังสือเล่มนั้นเล่มนี้ดี เสียใจที่หนังสือในครอบครองหลายเล่ม (มาก) นอนแน่นิ่งรอวันผมเปิดอ่าน

ไม่รู้ว่าคนอื่นเป็นเหมือนผมหรือไม่ แทบทุกครั้งที่เข้าร้านหนังสือ ไปงานสัปดาห์หนังสือ เรามักติดไม้ติดมือหนังสือมาไม่หนึ่งก็สองเล่ม หรือมากกว่านั้นถ้ามีความอดทนมากพอในการเบียดเสียดกับมวลมหานักอ่านและนักซื้อในงานสัปดาห์หนังสือ

...ผมขอส่งพลังการอ่านไปยังสังคมก้มหน้าทุกคน รวมถึงตัวผมเองด้วย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท