posttoday
สตฺถา เทวมนุสฺสานํ (6 ก.ย. 2467)

สตฺถา เทวมนุสฺสานํ (6 ก.ย. 2467)

21 กันยายน 2557

เมื่อสิ่งใดเป็นมรรคแล้ว ย่อมได้ผล คือนิโรธ ความดับทุกข์ เมื่อดับทุกข์ได้แล้ว ก็คงเหลือแต่ความสุขความเย็น

เมื่อสิ่งใดเป็นมรรคแล้ว ย่อมได้ผล คือนิโรธ ความดับทุกข์ เมื่อดับทุกข์ได้แล้ว ก็คงเหลือแต่ความสุขความเย็น

ทางที่พระองค์ได้ทรงแนะนำสั่งสอนให้ได้รับประโยชน์นั้น คือประโยชน์ชาตินี้ ประโยชน์ชาติหน้า ประโยชน์อย่างยิ่ง คือพระนิพพาน เพราะพระองค์เป็น สตฺถา เทวมนุสฺสานํ เป็นผู้นำหมู่ชักจูงให้บรรลุคุณสมบัติชั้นสูง

ท่านจึงเปรียบความไว้หลายประเภทว่า สมเด็จพระบรมศาสดาเป็นนายหมู่นำมหาชนให้พ้นทางกันดาร คือ สมุทรสงสารไปได้ ท่านชักเป็นอุปมาอุปไมยไว้หลายประการว่า พ่อค้าเกวียน 500 นำเกวียนเดินทางกันดาร พ่อค้าจำพวกหนึ่งไม่มีความฉลาด ถูกยักษิณีมาล่อลวง ก็พากันลุ่มหลงเดินทางไปไม่ตลอด เพราะไม่มีนายหมู่ที่ฉลาด หาหนทางหลีกเลี่ยงนางยักษิณีไม่ได้

อีกพวกหนึ่งกล่าวถึงพระบรมโพธิสัตว์นำเกวียน 500 ไปภายหลัง ก็ถูกนางยักษิณีล่อลวงอีก แต่ด้วยอำนาจปรีชาฉลาดของพระองค์ ก็หลีกเลี่ยงนางยักษิณีได้ จึงนำเกวียนไปถึงที่มุ่งหมายสมประสงค์

อันนี้เป็นความเปรียบเทียบ ก็ถ้าหากว่าผู้นำหน้าไม่ฉลาดแล้ว ก็ไปไม่สำเร็จได้ เพราะผู้นำเท่ากับเป็นหัวหน้า ท่านสั่งสอนอย่างไร เราก็กระทำตาม ส่วนผู้ที่งมงายอยู่ ก็เรียกว่าถูกกลของนางยักษิณี คือกามกิเลสทั้งหลายมาทำให้เสีย จึงไม่สามารถจะนำตนของตนให้หลุดพ้น และให้ผ่องใสได้ เมื่อเช่นนั้นพุทธบริษัททั้งหลายก็ไปไม่ไหว

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นหัวหน้าอย่างสำคัญ จึงได้นำหมู่พุทธบริษัทตั้งต้นแต่พระสาวกทั้งปวง ให้ข้ามพ้นสังสารวัฏฏ์ได้สังสารวัฏฏ์ก็คือโอฆะทั้ง 4 ที่เป็นประดุจห้วงน้ำอันสำคัญ เมื่อพระองค์ข้ามพ้นหนทางกันดารจนถึงพระนิพพานได้แล้ว จึงทรงสั่งสอนท่านพวกนั้นให้ข้ามถึงฝั่งได้ ผู้ใดประพฤติปฏิบัติตามจึงจะข้ามถึงฝั่งได้ ก็บัดนี้พวกเราที่เป็นพุทธบริษัท ยังเข้ารอยของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้ ยังพากันลุ่มหลงกลของพวกนางยักษิณีอยู่ และยังพากันรุงรังอยู่ เรื่องเหตุขัดข้องจึงมีนับไม่ถ้วนทีเดียว เพราะกามกิเลสนี่เองเป็นหัวหน้าไม่ใช่อื่น คือความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นตัวมหายักษ์ คือยักษิณีอย่างใหญ่โต เมื่ออย่างนี้เราจะตามเสด็จสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้อยู่นั่นเอง

ถ้าหากว่าจะตามไปให้ถึงโลกุตตรธรรม ก็จงประพฤติปฏิบัติให้ได้ตามคำสอนของพระองค์ ที่ว่าประโยชน์ชาตินี้และประโยชน์ชาติหน้าต้องยึดไว้เสียก่อน คือพระองค์ชี้แจงไว้อย่างไรก็จำไว้ ทาน ศีล ภาวนา เป็นประโยชน์ชาติหน้า เช่น ปฏิบัติอุปัชฌายะ ครูบาอาจารย์ มารดาบิดา และเคารพนบนอบแก่ผู้ที่ควรเคารพอย่างนี้ เป็นต้น ต่างว่าเราจะเดินตามเสด็จไม่ถึงก็ตามเถอะ แต่ให้ยึดประโยชน์ทั้งสองนี้ไว้ในกำมือเสียก่อน ถ้าได้แล้วจึงจะเห็นได้ว่าตัวของเรานี้ไม่มีทุคติแล้ว

เบื้องหน้าแต่นี้ต่อไปเราจะเสวยแต่สุคติแน่นอน

ถึงทุกวันนี้เราก็ไม่ได้รับความทุกข์ร้อนอะไรๆ แล้ว เพราะเรามีศรัทธาอยู่ทุกเมื่อ กระทำให้มีความสุขในตนของตนได้แล้ว แต่เมื่อได้เช่นนี้แล้วก็อย่าทอดธุระเสีย เพราะธรรมชั้นสูงยังมีอยู่ให้พากเพียรพยายามไป คือ ศีล สมาธิ ปัญญา นี่เอง

ถ้าศีล สมาธิ ปัญญาหยาบ ก็กำจัดกิเลสอย่างหยาบ คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ออกทางกายวาจาได้

ถ้ากระทำศีล สมาธิ ปัญญา ที่เป็นอย่างกลาง คือ กระทำใจให้สบายขึ้นได้เป็นอย่างกลาง แต่กิเลสอย่างละเอียดยังมีอยู่ ต่อเมื่อได้กระทบอารมณ์เข้าจึงจะปรากฏขึ้น เรียกว่าอนุสัยกิเลส การที่จะกำจัดกิเลสอย่างกลาง อย่างละเอียดได้นั้น ก็ไม่ใช่อื่น คือกำจัดด้วยศีล สมาธิ ปัญญา นี่เองเป็นชั้นๆ ขึ้นไป ก็ถ้าหากว่าเป็นผู้ตั้งใจดำเนินตามกระแสที่พระองค์ทรงแนะนำสั่งสอนได้แล้ว ข้อที่ตนประสงค์นั้นคงจะสำเร็จทีเดียว ไม่ต้องสงสัย

มรรคธรรม ผลธรรม ที่พุทธบริษัทต้องการปรารถนา ไม่ได้อยู่ไกล อยู่ที่ตัวนี่เอง

เมื่อเช่นนี้ควรจะต้องพยายามให้ได้ให้ถึง ถึงไม่ได้มากเพียงเอกเทศก็ยังดี แต่ที่ไปไม่ได้นั้นเพราะขาดความรู้ ถ้าหากความรู้พอแล้ว ก็อาจเดินตามไปจนได้ เพราะพระพุทธเจ้าเป็นผู้นำหมู่ เป็น สตฺถา เทวมนุสฺสานํ เป็นศาสดาครูสั่งสอน ให้พุทธบริษัทพากันประพฤติปฏิบัติตามด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยน้ำใจ อย่างนี้แหละ

ผู้ที่ประพฤติปฏิบัติตามได้สำเร็จมรรคผลนั้น ก็มากมายเหลือหลายนับไม่ถ้วนทีเดียว มาจนบัดนี้ที่พวกเรามาพบมาเห็น กาลล่วงไปถึง 2460 พรรษาเศษแล้ว ก็ไม่เห็นมีอะไรบกพร่อง มีพร้อมบริบูรณ์ทุกอย่าง ผู้ที่รักษาศีลก็พากันรักษาอยู่เสมอ ถึงพระองค์ปรินิพพานนานแล้ว ก็ยังเป็นผู้นำหน้าอยู่นั่นแหละ และผู้ใดเกิดมาประสบพบปะก็ได้สดับตรับฟังเสมอ ผู้ที่เกิดมาภายหลัง ก็ยังได้ยินได้ฟังโอวาทคำสอนของพระองค์อย่างบริบูรณ์ จึงได้พากันประพฤติปฏิบัติตามลำดับๆ มาจนบัดนี้

อันนี้แสดงว่าพระองค์เป็นนายนำหมู่เป็นหัวหน้า บางแห่งท่านว่าเป็น สกฺยปุงฺคโว เป็นศากยะเป็นผู้ประเสริฐ เพียงดั่งโคผู้อุสุภราช เปรียบความว่าเป็นผู้นำฝูงของชาวสักยราช คือเป็นครูสอนของชาวสักยราช ความจริงนั้นพระองค์เป็นศาสดาผู้นำทั่วสกลโลก ไม่ว่าชาติใดภาษาใด ถ้าใครเลื่อมใสแล้วพระองค์ก็ทรงสั่งสอนทั้งนั้น

เหตุนั้นจึงทรงพระนามว่า สตฺถา เทวมนุสฺสานํ

คำที่ว่าเทวดาๆ มีหลายประเภท ที่ท่านจัดไว้อย่างท้าวพระยามหากษัตริย์ อย่างนี้เรียกว่า สมมติเทวดา และเทวดาที่มีอยู่ตามปกติ ก็เรียกว่าเทวดาอีกพวกหนึ่ง และผู้ที่ประพฤติพรหมจรรย์สะอาดบริสุทธิ์แล้ว ก็เรียกว่าวิสุทธิเทวดา ยักษ์ก็เรียกว่าเทวดา เทวดาทุกๆ จำพวกพระองค์เป็นผู้สั่งสอนเสมอไป จึงชื่อว่าพระองค์เป็นผู้นำหน้าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย อย่าว่าแต่เทวดาและมนุษย์เลย แม้แต่สัตว์ดิรัจฉานบางจำพวกอย่างพญานาค พระองค์ยังทรงสั่งสอนจนสำเร็จประโยชน์ได้ ในเมื่อพระองค์ยังทรงพระชนม์อยู่ ก็ทรงสั่งสอนเวไนยสัตว์ตลอดจนปรินิพพาน โอวาทคำสอนนั้นก็ปรากฏมาจนทุกวันนี้

พระองค์เป็นผู้ประเสริฐในทางนำหน้า เปรียบเหมือนนายเรือนำเรือไปในทางมหาสมุทร นายเรือนั้นจะต้องเป็นผู้ชำนิชำนาญในทางแผนที่ รู้ดินฟ้าอากาศ รู้จักที่ได้ที่เสียจึงนำเรือนั้นข้ามมหาสมุทรได้ไม่มีอันตรายฉันใด สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ฉันนั้น พระองค์เป็นผู้ฉลาดในการนำเรือเดินในสังสารวัฏฏ์ดี แต่ไม่ได้เดินเหมือนอย่างเรือ คือดำเนินด้วยข้อปฏิบัติอยู่ที่ตนนี่เอง เอาตนข้ามวัฏฏสงสาร คือหมายสกลกายนี่แหละ คือข้ามความโลภ ความโกรธ ความหลง ที่เป็นทางอันตรายต่างๆ ก็ต้องข้าม พร้อมด้วยทั้งกายวาจาและน้ำใจ พระองค์เป็นผู้พาข้ามทางกายวาจาใจ คือ เมื่อความโลภ ความโกรธ ความหลง อิจฉา พยาบาท พวกนี้ไม่ให้เกิดมีขึ้นในตน จึงได้ชื่อว่าตามเสด็จสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้

ถ้าหากพวกเราจะมาตรองดูว่า สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ฉลาดอะไร? ก็จะรู้ได้ว่าคือความฉลาดของพระองค์ที่สอนให้รู้จักประโยชน์ชาตินี้ ประโยชน์ชาติหน้า ประโยชน์อย่างยิ่ง คือ พระนิพพานนั่นเอง

ควรพุทธบริษัทจะต้องตรวจว่าประโยชน์ชาตินี้เราทำบริบูรณ์แล้วหรือ?

ประโยชน์ชาติหน้ามีในตนของเราหรือไม่?

ประโยชน์ทางพระนิพพานมีแล้วหรือยัง?

ถ้ามีครบแล้ว ก็ชื่อว่าเป็นผู้ตามเสด็จสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในบทว่า สตฺถา เทวมนุสฺสานํ คือพระองค์แนะนำให้ประพฤติอย่างไร เราก็ประพฤติได้อย่างนั้น เมื่อมาปรารภถึงพระคุณอันนี้แล้ว ก็ให้ปรารภถึงตนว่า เรามี พรักพร้อมบริบูรณ์จริงแล้วหรือ ถ้าหากว่ามีพรักพร้อมแล้ว ก็จะถึงพระคุณ คือ สตฺถา เทวมนุสสานํ โดยตรง เมื่อเห็นได้เช่นนี้แล้ว จะเกิดปีติโสมนัสเบิกบานในใจของตนสักเพียงไร เพราะตนเป็นผู้รู้ผู้เห็น จะรู้จะเห็นได้ ก็คือเห็นตนของตนนี่เอง แล้วน้อมพระคุณนั้นเข้ามาสู่ตน จนปรากฏชัดเจนด้วยอาการอย่างนี้ ก็จะถึงพระคุณ คือ สตฺถา เทวมนุสฺสานํ มีเนื้อความย่นย่อ พอสมควรแก่กาลเวลา ด้วยประการฉะนี้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท