ผอ.รพ.สงขลาปัดทำคลอดเด็กตายดูแลเท่าเทียม
มวลชนจี้ตำรวจดำเนินคดีผอ.รพ.สงขลา เจ้าตัวยันทำคลอดปกติ-ดูแลทุกคนเท่าเทียม-เก็บเงินกองทุนถือเป็นทางเลือกของคนไข้
สงขลา-มวลชนจี้ตำรวจดำเนินคดีผอ.รพ.สงขลา เจ้าตัวยันทำคลอดปกติ-ดูแลทุกคนเท่าเทียม-เก็บเงินกองทุนถือเป็นทางเลือกของคนไข้
กลุ่มมวลชนในจังหวัดสงขลาจำนวนหนึ่งไปยืนชูป้ายที่หน้าสภ.เมืองสงขลา เพื่อขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งทำคดี รพ.สงขลา ทำคลอดเด็กเสียชีวิต และพิการ รวมทั้งมีการแจ้งความให้ดำเนินคดีกับโครงการรับบริจาคเข้ากองทุนห้องผ่าตัดที่ไม่โปร่งใส ซึ่งผู้เสียหายมีการแจ้งความร้องทุกข์ไว้แล้วก่อนหน้านี้ที่สภ.เมืองสงขลา
นพ.ปรีชา วงศ์สิรารัตน์ ผอ.โรงพยาบาลสงขลาเปิดเผยผ่านโพสต์ทูเดย์ว่า ไม่ได้นิ่งนอนใจได้ตรวจสอบแล้วพบว่ากรณีการเสียชีวิตของเด็กทารกเกิดจากเด็กมีภาวะแทรกซ้อนคลอดก่อนกำหนด ขณะอายุครรภ์ราว 7-8 เดือน น้ำหนักที่คลอดออกมาเพียง1,600กรัม หรือครึ่งหนึ่งของนำหนักของเด็กปกติเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องคลอดก่อนกำหนด ทำให้เด็กเสียชีวิต ผู้ป่วยและญาติก็ไม่ได้ติดใจเอาความในเรื่องนี้ ณ ช่วงเวลานั้น
นอกจากนี้ทางโรงพยาบาลไม่ได้มีนโยบายที่จะไม่ดูแลรักษาผู้ป่วย กรณีการคลอดตามปกติ หากไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ว่าจะต้องทำการผ่าคลอด ทางโรงพยาบาลทั่วไปจะให้คนไข้คลอดตามธรรมชาติ แต่กรณีที่เกิดขึ้นอีกรายหนึ่งตามที่มีข่าวไปแจ้งความ คนไข้ฝากท้องกับคุณหมอตามคลินิก และต้องการคลอดโดยการผ่าตัดเพื่อความประหยัด ซึ่งหากคลอดโดยวิธีผ่าคลอดตามโรงพยาบาลเอกชน ค่าใช้จ่ายจะสูงไม่ต่ำกว่ารายละ 35,000-50,000บาท โรงพยาบาลจึงขอให้มีการบริจาคเข้ากองทุนรายละ 14,000 บาท
"การมาขอผ่าคลอดที่โรงพยาบาลของรัฐหากไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ที่จะต้องทำการผ่าคลอดแบบฉุกเฉิน และเป็นการคลอดตามปกติตามธรรมชาติจะไม่ต้องบริจาคเข้ากองทุนอยู่แล้ว หรือหากกรณีคนไข้มีความจำเป็นมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ต้องทำการผ่าคลอดฉุกเฉินทางโรงพยาบาลก็จะทำการรักษาตามวิชาชีพ และจรรยาแพทย์โดยไม่มีการเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนแต่อย่างใด เดิมที่ผ่านมาไม่มีการเก็บเลย เราให้เป็นทางเลือกที่คนไข้จะมารักษา และผ่าตัดทำคลอดจึงต้องเก็บเข้ากองทุนเพราะหากไปผ่าตัดที่โรงพยาบาลเอกชนค่าใช้จ่ายสูงกว่ามาก"น.พ.ปรีชา กล่าว
ส่วนเรื่องของคดีที่ผู้เสียหายไปแจ้งความที่โรงพักก็สามารถอธิบายและต่อสู้ทางคดีได้ ซึ่งที่ผ่านมาคนไข้และญาติเข้าใจกรณีเสียชีวิตของเด็กแต่มีแกนนำบางคนที่เป็นตำรวจไม่ต้องการเสียเงินสมทบเข้ากองทุนจึงยุยงให้ทุกคนรวมกันฟ้องร้องทางโรงพยาบาล เราก็จะต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรมต่อไป ขอยืนยันว่าแพทย์พยาบาลที่โรงบาลของรัฐพร้อมให้บริการทุกคนเท่าเทียมกันเชื่อว่าสังคมจะเข้าใจ







