
อย่าทำร้ายคนจนใจเขตป่า
เมื่อวันที่ 14 มิ.ย. 2557 คสช.ออกคำสั่ง ฉบับที่ 64/2557 เรื่อง การปราบปรามและการหยุดยั้งการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ และในอีก 3 วันต่อมาจึงมีคำสั่ง ฉบับที่ 66/2557ณ วันที่ 17 มิ.ย. 2557 โดยมีสาระเพิ่มเติมสำคัญ คือ “การดำเนินการใดๆ ต้องไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้ยากไร้ ผู้ที่มีรายได้น้อย และผู้ไร้ที่ดินทำกิน ซึ่งได้อาศัยอยู่ในพื้นที่เดิมนั้นๆ ก่อนคำสั่งนี้มีผลบังคับใช้ ยกเว้นผู้ที่บุกรุกใหม่จะต้องดำเนินการสอบสวน และพิสูจน์ทราบ เพื่อกำหนดวิธีปฏิบัติที่เหมาะสมและดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป”
เมื่อวันที่ 14 มิ.ย. 2557 คสช.ออกคำสั่ง ฉบับที่ 64/2557 เรื่อง การปราบปรามและการหยุดยั้งการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ และในอีก 3 วันต่อมาจึงมีคำสั่ง ฉบับที่ 66/2557ณ วันที่ 17 มิ.ย. 2557 โดยมีสาระเพิ่มเติมสำคัญ คือ “การดำเนินการใดๆ ต้องไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้ยากไร้ ผู้ที่มีรายได้น้อย และผู้ไร้ที่ดินทำกิน ซึ่งได้อาศัยอยู่ในพื้นที่เดิมนั้นๆ ก่อนคำสั่งนี้มีผลบังคับใช้ ยกเว้นผู้ที่บุกรุกใหม่จะต้องดำเนินการสอบสวน และพิสูจน์ทราบ เพื่อกำหนดวิธีปฏิบัติที่เหมาะสมและดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป”
แต่หน่วยงานรัฐกลับเลือกปฏิบัติเฉพาะคำสั่ง คสช. ฉบับที่ 64/2557 เข้าจับกุม ตัดฟันต้นยางพารา ปักป้ายห้ามทำกิน และไล่รื้อชุมชนในเขตป่าทั่วประเทศ โดยเพิกเฉยต่อคำสั่ง 66/2557
การปราบปรามชุมชนในเขตป่าเริ่มขึ้นโดยฉับพลันทันทีในหลายพื้นที่ จากบ้านเก้าบาตร อ.โนนดินแดง จ.บุรีรัมย์ ในเขตป่าสงวนดงใหญ่ และตามด้วยหลายพื้นที่ เช่น บ้านทับเขือปลักหมู ในเขตอุทยานเขาปู่เขาย่า จ.ตรัง และพัทลุง บ้านบ่อแก้ว และบ้านโคกยาว อ.คอนสาร ชุมชนในเขตอุทยานภูพาน อุทยานภูผาเหล็ก จ.สกลนคร และชุมชนชาวปะเกอกะเญอที่ อ.อมก๋อย จ.แม่ฮ่องสอน อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง และ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่
ในพื้นที่เหล่านั้นเจ้าหน้าที่เข้ามาปักป้ายอุทยานฯ ในพื้นที่ทำไร่หมุนเวียนของชุมชนและสั่งให้ย้ายออกในทันที โดยไม่คำนึงถึงข้อเท็จจริงว่า ชุมชนเหล่านี้ล้วนผ่านกระบวนการแก้ไขปัญหา การตั้งคณะกรรมการที่มีหน่วยงานรัฐร่วมด้วยและหลายพื้นที่อยู่ระหว่างเตรียมการนำร่องโฉนดชุมชน
นอกจากนั้น หัวหน้า คสช.ยังได้อนุมัติ “แผนแม่บทแก้ไขปัญหาการทำลายป่าไม้ การบุกรุกที่ดินของรัฐ และการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน” เมื่อวันที่ 6 ก.ค. 2557 เพื่อ “ยึดคืนผืนป่า” และแก้ปัญหา“ป่าบุกรุกคน” และตั้งเป้าหมายเพิ่มพื้นที่ป่า 40% ของพื้นที่ประเทศหรือประมาณ 128.3 ล้านไร่ ภายใน 10 ปี
ปัจจุบันมีพื้นที่ซึ่งประกาศเป็นเขตป่าของรัฐรวมเนื้อที่ทั้งสิ้น 135.47 ล้านไร่ ซึ่งบางส่วนเป็นการประกาศทับซ้อนชุมชน ทั้งนี้คาดว่าเฉพาะประชากรที่อาศัยอยู่ในเขตป่าอนุรักษ์ในปัจจุบันมีจำนวนประมาณ 12 ล้านคน ในพื้นที่เหล่านี้มีเหลือสภาพป่าอยู่ราว 102.1 ล้านไร่ จึงหมายความว่าจะต้องเพิ่มพื้นที่ป่าขึ้นอีกประมาณ 26 ล้านไร่ แน่นอนว่าพื้นที่นี้ส่วนหนึ่งจะมาจากการยึดคืนผืนป่าจากชุมชนในเขตป่าจำนวนมาก
แผนแม่บทฯ ดังกล่าวใช้มติ ครม. 30 มิ.ย. 2541 ในการจำแนกการอยู่ก่อน/หลังการประกาศเขตป่าสงวนและป่าอนุรักษ์ของชุมชน โดยให้อ้างอิงจากภาพถ่ายทางอากาศ ปี 2545 ถ้าอยู่หลังถือว่าบุกรุกใหม่ให้ดำเนินคดีอย่างเฉียบขาดและสามารถทำลายรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างได้ทันที แต่หากอยู่มาก่อนให้ควบคุมและจำกัดการใช้ประโยชน์อย่างเคร่งครัด
การใช้แผนที่ภาพถ่ายทางอากาศเป็นสรณะในการพิสูจน์สิทธิของชุมชน โดยไม่นำข้อมูลข้อเท็จจริงอื่นๆ มาประกอบ ทำให้มีชุมชนจำนวนน้อยมากที่ผ่านการพิสูจน์สิทธิตามมติดังกล่าว เช่น ผลการพิสูจน์สิทธิในช่วงปี 2541–2548 พิสูจน์สิทธิผ่านเพียง 15.8% ของผู้ที่ยื่นพิสูจน์ทั้งหมด หรือกรณีอุทยานแห่งชาติเขาปู่–เขาย่า (ครอบคลุมพื้นที่นครศรีธรรมราช ตรัง และพัทลุง) มีผู้ที่ผ่านการพิสูจน์สิทธิเพียง 4% เท่านั้น เนื่องจากชุมชนในพื้นที่นี้แต่ดั้งเดิมทำสวนยางพาราผสมผสานกับผลไม้ซึ่งภาพถ่ายทางอากาศที่มองจากด้านบนไม่สามารถแยกแยะพื้นที่สวนไม้ยืนต้นจากพื้นที่ป่าได้
ส่วนการพิสูจน์สิทธิ “ป่าบุกรุกคน” ตามแผนแม่บทฯ ที่เพิ่งอนุมัตินี้ หมายถึงให้เร่งจัดทำแนวเขตป่าไม้ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ 2484 ให้ชัดเจนโดยใช้แผนที่ภาพถ่ายทางอากาศ ปี 24952499 เพื่อแยกแยะแปลงที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยของราษฎรในพื้นที่ป่าทุกประเภท เพื่อพิสูจน์สิทธิและคืนสิทธิในที่ดินให้กับราษฎร หากตรวจสอบพบว่ามีร่องรอยการใช้ประโยชน์มาก่อน
ทั้งนี้ เพื่อทำความเข้าใจปัญหา “ป่าบุกรุกคน” จำเป็นจะต้องย้อนกลับไปดู พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 ซึ่งนิยาม “ป่า” ว่าคือ “ที่ดินที่ยังมิได้มีบุคคลได้มาตามกฎหมายที่ดิน” ดังนั้น หลังประกาศใช้ พ.ร.บ. ดังกล่าว ทำให้ที่ดินทั้งประเทศเข้าข่ายนิยาม “ป่า” ทั้งหมด
เนื่องจาก พ.ร.บ.ประมวลกฎหมายที่ดินประกาศใช้ในปี 2497 จนกระทั่งมีการประกาศใช้ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 โดยมีเหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัตินี้ เพื่อสงวนเนื้อที่ป่าไม้ไว้ให้ได้ร้อยละ 50 หรือ 156 ล้านไร่ จากนั้นรัฐจึงเริ่มทยอยประกาศเขตป่าสงวนมาเป็นลำดับ
ปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้น คือ การประกาศเขตสงวนดังกล่าวได้ทับซ้อนที่ดินทำกินเดิมของชุมชน ซึ่งต่อมาเมื่อมีการประกาศเขตป่าอนุรักษ์ทับซ้อนป่าสงวนอีกชั้นหนึ่ง ในที่สุดชุมชนเหล่านั้นก็กลับกลายเป็นผู้บุกรุกป่าและถูกตราหน้าว่าเป็นผู้บุกรุกทำลายป่าในท้ายที่สุด โดยมิได้ย้อนกลับไปดูว่า จริงๆ แล้วป่าไม้ของประเทศได้ถูกสัมปทานทำไม้ โดยการอนุมัติจากกรมป่าไม้มาเป็นเวลาหลายทศวรรษ
ส่งผลให้พื้นที่ป่าของประเทศถูกทำลายอย่างหนัก โดยเฉพาะในช่วงปี 2515–2525 มีพื้นที่ป่าหายไปถึง 50 ล้านไร่ ถือเป็นช่วง 10 ปีที่มีอัตราการทำลายป่าสูงสุด แต่เรื่องราวการทำลายป่าอย่างถูกกฎหมายเหล่านี้ กลับหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์การป่าไม้ของไทย
สำหรับสิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้ รัฐบาลจำเป็นต้องเข้าไประงับและตรวจสอบหน่วยงานของรัฐ ที่มิได้นำคำสั่งฉบับที่ 66/2557 ไปปฏิบัติ เพื่อป้องกันมิให้ก่อให้เกิดปัญหากับคนจน และคนที่อยู่มาก่อนการประกาศเขตป่าของรัฐ เนื่องจากการคำสั่งฉบับที่ 64/2557 ซึ่งเขียนไว้กว้างๆ ทำให้การตีความในทางปฏิบัติขึ้นกับดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐ
จึงควรมีการสั่งการหรือมีมาตรการอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อคลี่คลายปัญหาการเข้ารื้อถอน ตัดฟัน หรืออพยพชุมชนที่กำลังเกิดขึ้นในหลายพื้นที่อย่างเร่งด่วนควรมีการทบทวนแผนแม่บทฯ อย่างมีส่วนร่วม เพื่อแก้ปัญหาชุมชนในเขตป่าที่ถูกรอนสิทธิมายาวนาน และมีประวัติศาสตร์และความซับซ้อนที่มีรายละเอียดแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่







