
การลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศ
การลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศเป็นการเปิดโอกาสให้นักลงทุนได้มีทางเลือกในการลงทุนมากขึ้น ทั้งในรูปของผลตอบแทนและการกระจายความเสี่ยง
การลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศเป็นการเปิดโอกาสให้นักลงทุนได้มีทางเลือกในการลงทุนมากขึ้น ทั้งในรูปของผลตอบแทนและการกระจายความเสี่ยง
อย่างไรก็ตาม การลงทุนในต่างประเทศย่อมต้องอาศัยข้อมูลและการเตรียมความพร้อมมากขึ้นจากความเสี่ยงที่มากขึ้น ทั้งในรูปของอัตราแลกเปลี่ยน สภาพของประเทศ และตราสารที่ลงทุน จากลักษณะดังกล่าวทำให้ภาครัฐของไทยเราต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีการไปลงทุนในต่างประเทศในลักษณะเป็นขั้นเป็นตอน เริ่มจากนักลงทุนที่มีความพร้อมที่สุด โดยในปี 2543 ได้ผ่อนคลายให้นักลงทุนสถาบันในประเทศสามารถซื้อหลักทรัพย์สกุลเงินตราต่างประเทศจากธนาคารพาณิชย์
สำหรับนักลงทุนทั่วไปสามารถลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศผ่านกองทุน FIF (Foreign Investment Fund) ได้ตั้งแต่ปี 2545 เป็นต้นมา ต่อมาในปี 2551 ได้ผ่อนคลายให้บุคคลทั่วไปสามารถลงทุนในรูปของกองทุนส่วนบุคคล (Private Fund) หรือลงทุนผ่านนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ (Brokers) และได้อนุญาตให้นิติบุคคลที่มีขนาดสินทรัพย์ตั้งแต่ 5,000 ล้านบาท ขึ้นไปสามารถลงทุนในต่างประเทศได้โดยตรง
นอกจากนี้ ได้มีการประกาศผ่อนคลายหลักเกณฑ์ วิธีปฏิบัติ วงเงิน ประเภทผู้ลงทุนและประเภทหลักทรัพย์ที่สามารถลงทุนในต่างประเทศมาอย่างต่อเนื่อง
จากการผ่อนคลายหลักเกณฑ์การลงทุนในต่างประเทศดังกล่าว พบว่า กองทุน FIF ได้เร่งตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง และได้มีการขยายวงเงินให้ ก.ล.ต. เพื่อจัดสรรให้แก่นักลงทุนที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล ซึ่งรวมถึงกองทุน FIF เป็นจำนวนถึง 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยกองทุนที่ฮอตฮิตในประเทศตั้งแต่ปี 2551 ต่อเนื่องถึงปัจจุบัน และเป็นที่คุ้นเคยในแวดวงการเงินไทยคงหนีไม่พ้นกองทุนที่ลงทุนในพันธบัตรเกาหลี หรือที่เรียกกันว่า “กองทุนกิมจิ” นั่นเอง
เชื่อว่าหลายๆ ท่านเคยซื้อ หรือปัจจุบันก็ยังคงลงทุนผ่านกองทุนกิมจิอยู่ ซึ่งจะพบว่ากองทุนรวมที่ลงทุนในพันธบัตรที่ส่วนใหญ่ออกโดยภาครัฐของสาธารณรัฐเกาหลีใต้มีขนาดประมาณ 80% ของกองทุนรวมทั้งสิ้นที่ส่งเงินไปลงทุนในหลักทรัพย์ในต่างประเทศ ซึ่งเป็นผลจากได้รับอัตราผลตอบแทนดีกว่าการลงทุนในประเทศ
จากข้อมูลที่เผยแพร่โดย Financial Supervisory Service (FSS) สาธารณรัฐเกาหลีใต้ พบว่า ประเทศไทยมีสัดส่วนยอดคงค้างการลงทุนในพันธบัตรเกาหลีใต้ประมาณ 6.4% (หรือนักลงทุนไทยถือพันธบัตรจำนวน 6.37 พันล้านวอน จาก 98.0 พันล้านวอน) ของยอดคงค้างการลงทุนในพันธบัตรเกาหลีจากประเทศอื่นๆ ซึ่งสัดส่วนดังกล่าวมีขนาดใกล้เคียงกับหลายประเทศในทวีปยุโรปเลยทีเดียว ส่วนหนึ่งเป็นผลจากอัตราดอกเบี้ยเงินฝากในประเทศค่อนข้างต่ำ ผู้ฝากเงินจึงนำเงินไปลงทุนในต่างประเทศเพื่อหาอัตราผลตอบแทนที่สูงกว่า
แล้วการลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศมีความเสี่ยงหรือไม่?
ผมขอเรียนว่า ขึ้นชื่อว่าการลงทุนทุกชนิดมีความเสี่ยงได้เหมือนกันทั้งหมด แต่ความเสี่ยงจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับประเภทตราสาร ประเทศที่ลงทุน และบางครั้งก็มีปัจจัยหลายอย่างที่ไม่อาจควบคุมได้ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการลงทุนได้
ดังนั้น หลักการสำคัญของการลงทุนคือ เรื่องการกระจายความเสี่ยง (Diversification) เพราะหากมีการลงทุนในลักษณะกระจุกตัว (Concentration) มากเกินไป และเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นอาจทำให้ขาดสภาพคล่องจากเงินที่ลงทุนทั้งจำนวน หรือเปรียบเสมือนกับการวางไข่ไว้ในตะกร้าเดียวกัน เมื่อตะกร้าตกก็อาจทำให้ไข่แตกทั้งตะกร้า
เพื่อให้การลงทุนในต่างประเทศเป็นการสร้างโอกาสและทางเลือกให้กับนักลงทุนไทยในการแสวงหาอัตราผลตอบแทนที่ดีกว่าการลงทุนในประเทศ รวมทั้งเป็นการช่วยกระจายความเสี่ยงการลงทุนให้กับนักลงทุนให้สามารถบริหารและจัดสรรเงินทุนที่มีอยู่อย่างมีประสิทธิภาพ การมีระบบบริหารความเสี่ยงที่ดีจึงจำเป็นต่อนักลงทุน
ในเรื่องนี้ประเด็นที่ควรพิจารณาก็คือการกระจายการลงทุนทั้งในรูปชนิดตราสาร ประเทศที่จะไปลงทุน ช่องทางการลงทุน และระยะเวลาในการลงทุนที่แตกต่างกันอย่างเหมาะสม ทำให้นักลงทุนควรต้องมีความรู้ความเข้าใจในประเด็นความเสี่ยงของประเทศที่จะเข้าไปลงทุน (Country Risk) การเปลี่ยนแปลงของสกุลเงินต่างประเทศ (Currency Risk) การกระจายสินทรัพย์ (Asset Allocation) ที่ลงทุน เพื่อให้มีความหลากหลายและเหมาะสม รวมทั้งติดตามสถานการณ์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเพิ่มมากขึ้น
ดังนั้น มุมมองในการกระจายความเสี่ยงสามารถนำมาใช้พิจารณาได้ทั้งการลงทุนในพอร์ตของตนเอง องค์กร หรือภาพรวมระดับประเทศ







