
‘จีน-ญี่ปุ่น’ตบเท้าลงทุนไทย
บุกพบ‘อุ๋ยจักรมณฑ์’หารือด้านการค้าผู้ประกอบการเอสเอ็มอีพาเหรดเข้ามาแน่
บุกพบ‘อุ๋ยจักรมณฑ์’หารือด้านการค้าผู้ประกอบการเอสเอ็มอีพาเหรดเข้ามาแน่
จีนญี่ปุ่นเคาะประตูเปิดการค้าลงทุนกับไทยเต็มรูปแบบ กลุ่มเอสเอ็มอีพร้อมดาหน้าเข้ามา
คณะทูตจากประเทศจีนและญี่ปุ่นได้เดินทางเข้าพบรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.อุตสาหกรรม เพื่อหารือด้านการค้า การลงทุน เมื่อวันที่ 18 ก.ย.ที่ผ่านมา
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี ด้านเศรษฐกิจ เปิดเผยว่า นายหนิงฟูขุย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย และคณะผู้แทนจีนต้องการที่จะทำการค้าการลงทุนกับไทยเพิ่มขึ้น โดยเสนอให้ฟื้นกลไกความร่วมมือในส่วนคณะกรรมการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทยจีน ที่ตั้งมา 10 กว่าปีแล้ว แต่ไม่เคยมีการประชุมหารือกัน โดยทางจีนเสนอที่จะเป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมครั้งแรกที่กรุงปักกิ่ง และไทยจะเป็นเจ้าภาพในการประชุมครั้งที่ 2
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวว่า ทั้งสองประเทศควรจะฟื้นฟูความร่วมมือทางการค้าการลงทุน เพื่อเพิ่มประโยชน์ทางการค้าของไทยให้มากขึ้น เพราะตอนนี้จีนเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจของเอเชียตะวันออก และยอดการค้าระหว่างไทยจีนได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนปริมาณการส่งออกเพิ่มจาก 2% เป็น 12% ในปัจจุบัน และเป็นสัดส่วนสูงที่สุดเมื่อเทียบกับการส่งออกไปประเทศอื่นๆ ไทยจึงพึ่งจีนได้
อย่างไรก็ตาม ไม่ได้มีการหารือในเรื่องการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน รถไฟฟ้าความเร็วสูง ยางพารา การขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) แต่เรื่องของการส่งออกผลไม้นั้นตอนนี้ตลาดจีนยังขยายตัวได้ดีอยู่แล้ว นอกจากนี้ยังได้หารือกันในเรื่องเอสเอ็มอีจีนที่ต้องการจะมาลงทุนในไทย ซึ่งจะต้องไปดูก่อนว่าจะเปิดให้เข้ามาลงทุนในส่วนไหน
ขณะที่ นายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช รมว.อุตสาหกรรม กล่าวภายหลังนายชิเกะคะสุ ซะโต เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทยเข้าพบ ว่า ญี่ปุ่นได้แสดงความมั่นใจต่อสถานการณ์ในประเทศไทย หลังจากที่ไทยสามารถตั้งรัฐบาลได้ตามกรอบเวลาที่กำหนด จึงได้หารือกันในกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจกว้างๆ เพื่อที่จะลงลึกกับในการหารือกับ รมช.เศรษฐกิจการค้าและอุตสาหกรรมแห่งประเทศญี่ปุ่น (เมติ) ในวันที่ 22 ก.ย.นี้
รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่า ได้มีการหารือกันในเรื่องนโยบายรัฐบาลญี่ปุ่นที่จะส่งเสริมให้เอสเอ็มอีขยายการลงทุนเข้ามายังอาเซียนและประเทศไทยนับหมื่นราย ซึ่งทางญี่ปุ่นไม่อยากให้ผู้ประกอบการในไทยกังวลมากเกินไป เพราะเอสเอ็มอีญี่ปุ่นจะนำเทคโนโลยีและระบบการบริหารงานใหม่ๆ เข้ามา ซึ่งจะกระตุ้นสร้างการแข่งขัน ทำให้เอสเอ็มอีของไทยเข้มแข็งขึ้น
ด้านเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย กล่าวว่า แนวโน้มการลงทุนของญี่ปุ่นในประเทศไทยยังคงจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มบริษัทเอสเอ็มอีที่ต้องการย้ายฐานการผลิตสินค้ามายังภูมิภาคอาเซียน ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศเป้าหมาย ตามมาด้วยอินโดนีเซีย
นายชิเกะคะสุ ชี้แจงว่า กลุ่มอุตสาหกรรมที่เข้ามาลงทุนมีทั้งภาคการผลิตและภาคบริการ เช่น ร้านอาหารญี่ปุ่น ที่นักลงทุนต้องการเข้ามาลงทุนเป็นจำนวนมาก จึงต้องการให้ปรับปรุงขั้นตอนกฎระเบียบราชการ โดยเฉพาะขั้นตอนทางศุลกากรที่มีกระบวนการซับซ้อน และมีค่าใช้จ่ายบางส่วนที่ไม่มีความชัดเจน







