
4ปี ความยุติธรรมที่รอคอย
ใครที่พร่ำบอกว่า ไม่มีชายชุดดำในเหตุจลาจลปี 2553 แต่วันนี้ตำรวจภายใต้รัฐบาล คสช.สามารถจับกุมชายชุดดำได้หลายคน พร้อมพยานหลักฐานมัดตัวแน่น คนพวกนี้ยอมรับว่าพวกตนคือ “ชายชุดดำ” จริงก่อเหตุจริง ซึ่งตำรวจกำลังขยายผลต่อไป ชายชุดดำที่ถูกจับทำให้แกนนำ “คนเสื้อแดง” หลายคนนอนสะดุ้งไปตามๆ กัน และพยายามเอาตัวเองออกห่างจากชายชุดดำให้ไกลที่สุด ขณะเดียวกันก็เป็นการ “ตบหน้า” ใครคนหนึ่งในกรมสอบสวนคดีพิเศษที่แถตลอดมาว่า ไม่มีชายชุดดำ
ใครที่พร่ำบอกว่า ไม่มีชายชุดดำในเหตุจลาจลปี 2553 แต่วันนี้ตำรวจภายใต้รัฐบาล คสช.สามารถจับกุมชายชุดดำได้หลายคน พร้อมพยานหลักฐานมัดตัวแน่น คนพวกนี้ยอมรับว่าพวกตนคือ “ชายชุดดำ” จริงก่อเหตุจริง ซึ่งตำรวจกำลังขยายผลต่อไป ชายชุดดำที่ถูกจับทำให้แกนนำ “คนเสื้อแดง” หลายคนนอนสะดุ้งไปตามๆ กัน และพยายามเอาตัวเองออกห่างจากชายชุดดำให้ไกลที่สุด ขณะเดียวกันก็เป็นการ “ตบหน้า” ใครคนหนึ่งในกรมสอบสวนคดีพิเศษที่แถตลอดมาว่า ไม่มีชายชุดดำ
ความจริงชายชุดดำเป็นเพียง “ตัวละคร” กลุ่มหนึ่งของละครใหญ่เรื่องหนึ่ง ที่มีผู้เขียนบท ผู้กำกับ นายทุนเป็นคนเดียวกัน โดยมีคนแสดงตามบทต่างๆ บางคนแสดงบทเป็นนักการเมือง เป็นแกนนำมวลชน เป็นกองกำลัง เป็นไพร่ เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ เป็นคนจ่ายเงิน จัดหาอาวุธ เป็นวินาศกร เป็นทนายความ เป็นแต่ละคนได้รับบทและออกมาแสดงตามจังหวะเวลาที่ผู้กำกับที่อยู่หลังม่านเป็นคนบอก ละครเรื่องนี้ไม่ใช่แสดงเฉพาะวันที่ 10 เม.ย. 2553 เท่านั้น แต่แสดงตั้งแต่ปี 2552 ต่อเนื่องมาจนถึงเดือน พ.ค. 2553 ที่ปิดฉากชั่วคราว
เราอย่าดูแค่ชายชุดดำซึ่งเป็นเพียงตัวละครฉากหนึ่งในวันที่ 10 เม.ย. 2553เท่านั้น แต่ต้องดูละครทั้งเรื่อง การแสวงหาอำนาจทำให้คนหน้ามืดตามัว ทำได้ทุกอย่างแม้ทำร้ายประเทศชาติ การทำให้บ้านเมืองวุ่นวายเกิดจลาจล การทำให้ผู้บริสุทธิ์ต้องบาดเจ็บล้มตาย ทรัพย์สินของชาติและเอกชนเสียหายชื่อเสียงของประเทศเสียหายยับเยิน เพียงเพื่อหวังอำนาจและเงินทองเท่านั้น แม้มีทางเลือกที่จะป้องกันความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน ชื่อเสียงของประเทศชาติ แต่เขาก็เลือกที่จะให้มีคนตายให้ได้ เพียงเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจทางการเมืองเท่านั้น
วันที่ 10 เม.ย. เพียงวันเดียวก่อให้เกิดความสูญเสียมากที่สุด ทหารตาย 5 นาย รวมทั้ง พล.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม พลเรือนตาย 21 ราย ทหารบาดเจ็บ 265 นาย ตำรวจ 8นาย พลเรือน 569 ราย โดยมีศูนย์กลางความสูญเสียอยู่ที่ถนนดินสอและถนนตะนาว มีการก่อการร้ายเต็มรูปแบบ และก่อการจลาจลทั่ว กทม. เราคงไม่ต้องพูดรายละเอียดอีก เพราะสามารถหาอ่านได้จากรายงาน คอป. ของ ศ.ดร.คณิต ณ นคร ที่เปิดเผยข้อมูลทุกขั้นตอน โดยที่ผู้ก่อการร้ายในคราบของผู้ดีพยายามลดความน่าเชื่อถือรายงานนี้ เช่นเดียวกันและรายงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนรัฐสภา ที่ สว.เสื้อแดงบางคนพยายามขัดขวางไม่ให้เผยแพร่ เพราะเกรงประชาชนจะรู้ความจริงหรือไปถามรายละเอียดจากคุณสมชาย แสวงการ ประธานอนุกรรมาธิการค้นหาความจริงในเรื่องนี้ก็ได้
การที่ตำรวจสมัย คสช.สามารถจับกุมชายชุดดำได้ นอกจากทำให้ประชาชนที่รักความยุติธรรมสบายใจในระดับหนึ่งแล้ว วิญญาณของ พล.อ.ร่มเกล้า และเพื่อนทหารกับประชาชนที่เสียชีวิตในเหตุการณ์จลาจลปี 2553 คงได้รับรู้ถึงความยุติธรรมที่รอคอยมา 4 ปี แม้ยังไม่ใช่ความยุติธรรมที่สมบูรณ์ก็ตาม นอกจากนั้นทหารที่ปฏิบัติการขอคืนพื้นที่ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นฆ่าประชาชนทั้งที่ออกปฏิบัติหน้าที่ถูกต้องตามกฎหมายคงสบายใจในระดับหนึ่ง
คดีก่อการร้าย 150 คดี ขู่บังคับให้รัฐบาลกระทำการใดๆ 22 คดี ทำร้ายประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐ 75 คดี การกระทำต่ออาวุธ ยุทธภัณท์ของทางราชการ 21 คดี รวมคดีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษรับไว้ทำการสอบสวนเป็นคดีพิเศษ จำนวน 268 คดี พอหัวหน้าผู้ก่อการร้ายได้อำนาจ คดีเหล่านี้กลับไม่มีความคืบหน้า ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมได้รับการประกันตัว หรือถูกปล่อยตัว หลักฐานต่างๆ สูญหายไปหรือถูกบิดเบือน เจ้าหน้าที่ที่ทำคดีอย่างตรงไปตรงมาถูกย้ายไปอยู่ที่อื่น ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมได้รับการดูแลอย่างดี โดยมีการจัดเรือนจำพิเศษเป็นที่พำนักอย่างสุขสบายโดยอ้างว่าเป็นนักโทษการเมือง คนที่ใช้อาร์พีจียิงวัดพระแก้วได้รับการประกันตัวและปล่อยตัวในที่สุด เพราะหลักฐานสำคัญที่ผูกมัดหายไป ทั้งที่ดีเอสไอในปี 2553 ยืนยันว่ามีหลักฐานชัดเจน แต่หน่วยงานเดียวกันหลังจากนั้น กลับยืนยันว่า ไม่มีชายชุดดำ ตาม “ธง” ที่ผู้มีอำนาจสั่งมาว่า “ต้องไม่มีชายชุดดำ และหาทางเอาอภิสิทธิ์สุเทพเข้าคุกให้ได้”
ในขณะที่คดีผู้ก่อการร้ายไปช้ามาก หลักฐานสูญหาย เจ้าหน้าที่ไม่เร่งรัดคดี ตรงกันข้าม คดีที่ทหารถูกกล่าวหาว่าทำให้ประชาชนบาดเจ็บล้มตายกลับคืบหน้าอย่างรวดเร็ว ผู้ก่อการร้ายได้รับการจัดหาทนายความมือดีกว่า 20 คนในการทำคดี ในขณะที่นายทหารพระธรรมนูญซึ่งทำหน้าที่สู้คดีให้กับทหารมีจำนวนน้อยมาก ทหารที่ได้รับคำสั่งอย่างถูกต้องให้ไปรักษาความสงบต้องไปขึ้นศาลแทบทุกสัปดาห์ ถูกทนายความของอีกฝ่ายรุกต้อนไปมาแทบจนมุม แม้ทหารรู้ว่าตัวเองเป็นฝ่ายถูก แต่ก็หงุดหงิดที่ต้องเสียเวลาขึ้นศาลและกลยุทธ์ของทนายฝ่ายผู้ก่อการร้าย
ทหารถูกใส่ร้ายป้ายสีว่า ทหารฆ่าประชาชน ทหารฆ่า 6 ศพที่วัดปทุมวนาราม ฯลฯ คนที่ออกมาปกป้องทหารกลายเป็นผู้สื่อข่าวต่างประเทศที่เกาะติดสถานการณ์ก่อการร้ายในช่วงปี 2553 โดยตลอด เขายืนยันตลอดมาว่า ทหารได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรอบคอบ ยับยั้งชั่งใจแบบที่เขาคาดไม่ถึง หากทหารยิงกลุ่ม นปช.จริง ป่านนี้ข่าวต้องออกไปทั่วโลกแล้ว เพราะนั่นคืออาหารอันโอชะของผู้สื่อข่าวต่างประเทศที่รอทำข่าวแบบนี้
หน่วยงานที่เกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมขั้นต้น เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ของ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธ์ม่วง กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ของ พล.ต.อ.ชัชวาลย์สุขสมจิตร์ และกระบวนการยุติธรรมขั้นกลาง คือ สำนักงานอัยการสูงสุด ของคุณตระกูล วินิจฉัยภาค ควรหาตัวคนทำผิดทั้งหมดมาลงโทษให้ได้ และคืนความเป็นธรรมให้กับทหารหลังจากที่ทหารอึดอัดใจมา 4 ปีแล้ว ทหารไม่ต้องการให้ดีเอสไอและตำรวจเป่าคดี หรือบิดเบือนหลักฐานแต่อย่างใด เพียงแต่ขอให้เร่งรัดคดีและทำอย่างตรงไปตรงมา ผิดว่าเป็นผิด ถูกว่าเป็นถูก เท่านั้นเป็นพอ ทหารมีหน้าที่อื่นต้องทำอีกหลายอย่าง ทหารไม่ควรเสียเวลามาขึ้นศาลและตกเป็นเหยื่อให้ทนายจำเลยไล่ต้อนแบบนี้ต่อไป







