posttoday
"ไอแบงก์"หนี้เสียพุ่งเสี่ยงควบรวมรายแรก

"ไอแบงก์"หนี้เสียพุ่งเสี่ยงควบรวมรายแรก

18 กันยายน 2557

หนึ่งในปัญหาระยะกลางของกระทรวงการคลังที่ สมหมาย ภาษี รมว.คลังคนใหม่

โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ

หนึ่งในปัญหาระยะกลางของกระทรวงการคลังที่ สมหมาย ภาษี รมว.คลังคนใหม่ จะเข้ามาชี้เป็นชี้ตายถึงสถานะของสถาบันการเงินเฉพาะกิจที่มีปัญหา คือ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์ และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) ซึ่งถือเป็น 2 ใน 7 รัฐวิสาหกิจที่ต้องส่งแผนฟื้นฟูให้คณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ (คนร.) หรือซูเปอร์บอร์ด พิจารณาใหม่ภายใน 3 เดือนนี้ โดยมีเงื่อนไขว่าทั้งสองแห่งต้องจ้างบริษัทเอกชนที่ได้การรับรองตามมาตรฐานของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เข้าทำการตรวจสอบฐานะทางการเงิน หรือดิวดิลิเจนท์ทั้งหมดใหม่

ไอแบงก์ได้ข้อสรุปเรื่องการจ้างบริษัท ดีลอยท์ ทู้ช โธมัทสุ ไชยยศ สอบบัญชีทำดิวดิลิเจนท์ ส่วนเอสเอ็มอีแบงก์หลังถูก สคร.ปฏิเสธไม่ให้ตรวจฐานะทางการเงินเอง ก็เตรียมเซ็นสัญญากับบริษัทที่อยู่ 1 ใน 4 หรือบิ๊กโฟร์ของวงการนี้อยู่เช่นกัน

คาดว่าผู้บริหารของธนาคารทั้งสองแห่งจะรู้ฐานะทางการเงินที่แท้จริงก่อนสิ้นเดือน พ.ย.นี้ เพื่อนำไปสู่การตัดสินใจของกระทรวงการคลังว่าจะให้ทั้ง สอง แบงก์นี้ดำเนินงานตามพันธกิจของตัวเองต่อไป หรือถ้ามีปัญหาเกินจะเยียวยาคงต้องใช้วิธีการควบรวมกิจการกับธนาคารที่เข้มแข็งกว่า

สาเหตุที่ทำให้ต้องควบรวมกิจการ เพราะคาดว่าหลังจากที่ทำดิวดิลิเจนท์แล้ว จะทำให้ทราบสถานะทางการเงินของทั้งสองแห่ง ซึ่งมีการประเมินว่ายอดหนี้เสียของทั้งสองแห่งสูงกว่ามาตรฐาน โดยเอสเอ็มอีแบงก์คาดว่าจะมีหนี้เสียไม่ต่ำกว่า 3.54 หมื่นล้านบาท หรืออยู่ที่ระดับไม่น้อยกว่า 3840% ของพอร์ตสินเชื่อคงค้างที่หดตัวจาก 9.6 หมื่นล้านบาท เหลือ 8.8 หมื่นล้านบาท

ทั้งนี้ จะต้องใช้วิธีการแยกหนี้ดีกับหนี้เสียออกจากกันก่อน แล้วโอนแต่หนี้ดีไป ส่วนหนี้เสียต้องขายให้บริษัทบริหารสินทรัพย์รับไปจัดการต่อ เพื่อไม่เป็นการสร้างภาระต่อธนาคารที่จะควบรวม และไม่เกิดแรงต่อต้านจากพนักงานและสหภาพ

ปัญหาหนี้เสียของเอสเอ็มอีแบงก์เป็นหนี้เก่าที่ค้างมานับเป็นสิบๆ ปี ตั้งแต่เป็นบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อม (บอย.) หลังจากนั้นก็ถูกใช้ให้ทำโครงการตามนโยบายของรัฐบาลจนเจ๊งไม่เป็นท่า เช่น โครงการแท็กซี่เอื้ออาทร โครงการปล่อยกู้เพื่อเสริมสภาพคล่องผู้ประกอบการต่างๆ มีการเอาพวกพ้องการเมืองมาเวียนเทียนขอสินเชื่อ การปล่อยกู้แบบขาดหลักประกัน จนมีการตั้งข้อสังเกตเรื่องหลักประกันที่มีอยู่ หากมีการนำมาตีมูลค่าใหม่เกรงว่าจะไม่คุ้มมูลหนี้ จนต้องมีการตั้งสำรองเพิ่ม

ด้านไอแบงก์อาการสาหัส เพราะในเดือนที่ผ่านมามีลูกหนี้ตกชั้นถึง 7,000 ล้านบาท ทำให้ยอดหนี้เสียเพิ่มขึ้นเป็น 4.2 หมื่นล้านบาท หรือเป็น 38% ของสินเชื่อคงค้างที่ 1.1 แสนล้านบาท และหากยังใช้ยาไม่ตรงกับโรคหรือไม่เร่งปรับโครงสร้างหนี้ คาดว่าหนี้เสียจะเพิ่มเป็น 5 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็น 50% ของยอดสินเชื่อคงค้างในช่วงสิ้นปีนี้ และในกรณีที่ร้ายแรงยอดหนี้เสียอาจเพิ่มเป็น 80% หากลูกหนี้รายใหญ่พากันชักดาบหมด

เดิมกระทรวงการคลังเล็งว่าจะนำเอาสินทรัพย์ดีของเอสเอ็มอีแบงก์ไปรวมกับธนาคารออมสิน เพื่อให้ดำเนินการต่อไป ส่วนหนี้เสียขายออกให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ของรัฐบาลเข้าไปจัดการ

แต่ทว่าเมื่อดูการด้อยค่าของสินทรัพย์ของทั้งสองธนาคาร พบว่าไอแบงก์มีการด้อยค่าของสินทรัพย์อย่างรวดเร็วมาก หากพิจารณาตามหลักสากลยอดหนี้เสียที่อยู่ที่ระดับ 4050% หรือคิดเป็นครึ่งหนึ่งของยอดสินเชื่อคงค้าง ถ้าเป็นธนาคารพาณิชย์ถือว่า “แบงก์นี้แย่แล้ว” และต้องปิดกิจการ หรือแม้จะเทียบกับแบงก์รัฐด้วยกันอย่างธนาคารออมสิน ก็มีหนี้เสียเพียง 2% ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) มีหนี้เสียอยู่ราว 5% ซึ่งทั้งสองแห่งนี้ก็เน้นปล่อยกู้รายย่อยคนรากหญ้าที่มีความเสี่ยงไม่แพ้กัน

ทั้งนี้ พบว่าหนี้เสียไอแบงก์มากกว่าครึ่งเกิดจากการปล่อยสินเชื่อโดยไม่สุจริตของอดีตผู้บริหารเก่า มีทั้งการตั้งบริษัทกระดาษมาขอสินเชื่อ มีเครือญาติอดีตนักการเมืองระดับประเทศได้รับผลประโยชน์ การอนุมัติสินเชื่อให้นักการเมืองท้องถิ่นในจังหวัดภาคใต้ มีการจับแยกวงเงินมาขอสินเชื่อเพื่อไม่ต้องผ่านการพิจารณาของบอร์ดใหญ่ การส่งคนมานั่งเป็นที่ปรึกษาเพื่อปล่อยกู้ให้ธุรกิจพวกพ้องนักการเมือง ซึ่งมีลูกหนี้หลายรายที่เป็นกลุ่มที่แบงก์อื่นปฏิเสธปล่อยกู้มาแล้วทั้งนั้น นอกจากนี้ปล่อยกู้เพื่อสร้างโรงแรม ซึ่งหากเป็นธนาคารอิสลามจริงๆ ก็ควรจะเลือกธุรกิจที่ปล่อยกู้เพื่อความเหมาะสมด้วย

ขณะที่เรื่องการปล่อยสินเชื่อก็สอบตก ไม่สามารถปล่อยกู้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างที่หวังไว้ สะท้อนจากเอสเอ็มอีแบงก์สินเชื่อหดตัวเป็นหมื่นล้านบาทนับแต่ต้นปีที่ผ่านมา ลูกหนี้รายเก่าขอรีไฟแนนซ์ออกไปใช้บริการแบงก์อื่น ส่วนรายใหม่ก็กู้ไม่ได้เพราะเจ้าหน้าที่ไม่กล้าปล่อยกู้ ส่วนไอแบงก์นับแต่เจอกรรมการผู้จัดการคนก่อนแช่แข็งสินเชื่อ ล่าสุดยอดสินเชื่อคงค้างทรงตัวอยู่ที่ระดับ 1 แสนล้านบาทมาเป็นปีๆ ไม่มีเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ การรุกสินเชื่อของไอแบงก์กลับไม่ได้รับความสนใจจากกลุ่มมุสลิม แต่พบว่าจากยอดสินเชื่อกว่า 80% กลับเน้นเรื่องสินเชื่อธุรกิจ ปล่อยกู้รีไฟแนนซ์หนี้บัตรเครดิต ปล่อยกู้แม่ค้าพ่อค้า ปล่อยกู้อเนกประสงค์รายเป็นล้านๆ ปล่อยกู้ซื้อบ้านสูงสุดถึง 20 ล้านบาท ส่งผลให้ภาพรวมสัดส่วนสินเชื่อของลูกค้าอิสลามมีอยู่เพียง 20% ของพอร์ต

จะเห็นว่าสถานะของแบงก์รัฐทั้งสองแห่ง มีปัญหาหนี้เสียที่รุมเร้ามานาน หากกระทรวงการคลังยังยืนยันที่จะเก็บสองแบงก์นี้ไว้ ก็จะต้องเตรียมใส่เงินเพิ่มทุนอีก จากที่ยังค้างเงินเพิ่มทุนของเอสเอ็มอีแบงก์อยู่ 2,000 ล้านบาท และของไอแบงก์อีก 4,500 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นเงินที่คลังต้องจ่าย 2,000 ล้านบาท ส่วนเหลือเป็นของธนาคารออมสินในฐานะผู้ถือหุ้น 39% อีก 2,000 ล้านบาท ที่เหลือ 500 ล้านบาทจะมาจากธนาคารกรุงไทย

เมื่อดูจากฐานะการเงินและการแก้ไขปัญหาแล้ว เดิมทีที่คลังคิดว่าเอสเอ็มอีแบงก์อาจจะถูกแก้ไขปัญหาด้วยการนำไปรวมกิจการกันก่อน แต่เมื่อดูจากความเสื่อมค่าของสินทรัพย์แล้ว อาจจะกลายเป็นไอแบงก์ที่ถูกรวมกิจการก่อน เพราะยิ่งปล่อยไว้รัฐอาจจะได้รับความเสียหายเพิ่ม

เวลานี้จึงถือเป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุดที่จะแก้ปัญหาแบบถอนรากถอนโคน หากกระทรวงการคลังยังพยายามที่จะปิดตาข้างหนึ่ง แล้วปล่อยให้แก้ปัญหาแบบเดิมๆ ยอมให้มีการซุกหนี้ไว้ใต้พรมแก้ปัญหาทางบัญชีมากกว่าจะผ่าตัด จนเป็นภาระเพิ่มทุนต่อคลังมากเกินไป สุดท้ายหากหนี้เสียเพิ่มมากจนเกินเยียวยา ความเสียหายจะตกมาที่การนำเอาภาษีประชาชนไปโปะความล้มเหลวในการบริหารจัดการแบงก์รัฐ ซึ่งควรจะเลิกแก้ไขปัญหาเช่นนี้ได้แล้ว

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท