
แอบส่อง...ท่องเที่ยวโลก
บริษัท Messe กรุงเบอร์ลิน ซึ่งเป็นผู้จัดมหกรรมการท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดในโลก เปิดเผยว่า ปัจจุบัน 1 ใน 3 ของมนุษย์โลกได้เข้าสู่กิจกรรมการเดินทางแล้ว ไม่ว่าจะเดินทางในหรือระหว่างประเทศ นี่หมายถึงเดินทางอย่างถูกต้องตามกฎหมายนะครับ ไม่นับประเภทลักลอบหรืออพยพลี้ภัย
บริษัท Messe กรุงเบอร์ลิน ซึ่งเป็นผู้จัดมหกรรมการท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดในโลก เปิดเผยว่า ปัจจุบัน 1 ใน 3 ของมนุษย์โลกได้เข้าสู่กิจกรรมการเดินทางแล้ว ไม่ว่าจะเดินทางในหรือระหว่างประเทศ นี่หมายถึงเดินทางอย่างถูกต้องตามกฎหมายนะครับ ไม่นับประเภทลักลอบหรืออพยพลี้ภัย
ธุรกิจเกี่ยวกับการเดินทางจึงได้เข้าสู่ทำเนียบผู้สร้างเศรษฐกิจของชาติต่างๆ อย่างผ่าเผยยิ่ง
ชนชั้นกลางรุ่นใหม่เติบโตขึ้นมากในชาติกำลังพัฒนา และได้กลายเป็นผู้เดินทางของโลกเชิงปริมาณภายในเวลาอันรวดเร็ว เช่น จีน (+26%) รัสเซีย (+12%) บราซิล (+6%) เป็นต้น ทำให้ปริมาณผู้เดินทางคับคั่งขึ้นอย่างคึกคัก จนบางครั้ง น่าอึดอัดในบางครั้ง
ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวในโลกตะวันตกที่ค่อยๆ คืนชีพกลับขึ้นมา (ยกเว้นกรีซ) ได้ทำให้ “บิ๊กทรี” ในการส่งออกนักเดินทาง คือ เยอรมนี สหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักร ยังคงยืนหยัดอยู่ใน “ท็อปไฟว์” ต่อไปได้
ที่หลุดจากลำดับ 5 ไปเป็นลำดับที่ 6 7 บ้างแล้วคือ ฝรั่งเศส และแคนาดา
แต่ก็ยังเดินทางกันชุกชุมอยู่ดี และเพิ่มขึ้นด้วย พูดง่ายๆ นักเดินทางผมดำพุ่งทะยานไม่หยุด ส่วนนักเดินทางผมทองก็ไม่อ่อนกำลังแล้วในการออกเที่ยว สำรวจ หรือพักผ่อน
สถาบัน IPK International บริษัทวิจัยทางการตลาดด้านการท่องเที่ยวระดับนานาชาติ ซึ่งติดตามทำข้อมูล World Travel Monitor พบว่า ปัจจุบันพื้นที่ปลายทางของการเดินทางท่องเที่ยวของโลกเปลี่ยนไป
ที่หมายอันดับ 1 คือ ไปเยือนเมืองหรือมหานครเพิ่มมากขึ้นถึง 47% ส่วนที่วางเป้าหมายไปหาดทราย ชายทะเล โตเพียง 12% แต่ที่น่าคิดเลยได้แก่ การหดตัวของการไปเที่ยวย่านชนบทนอกเมือง ซึ่งหดลดลงไป 10%
นี่เป็นภาพรวมระดับโลกของการเดินทางท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไป คนชั้นกลางเพิ่งรวยถนัดที่จะไปแหล่งความเจริญทางวัตถุมากกว่า
มาดูข้อมูลและแนวโน้มด้านที่พักแรมบ้าง
ใน 34 ปีมานี้ แม้โรงแรมยังครองสัดส่วนที่พักเดินทางราว 60% อยู่ แต่นักเดินทาง 40% ที่เหลือแยกไปเช็กอินบ้านพักสุดสัปดาห์ 20% กับไปหาที่พักประเภทอื่นๆ อีก 20% เช่น อพาร์ตเมนต์ หรือที่พักที่เจ้าของห้องปล่อยเช่ารายวันทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งกลุ่มหลังนี่เองที่กำลังโตอย่างรวดเร็วถึง 31% แย่งแขกจากโรงแรมไปมากขึ้น โรงแรมจึงขยับตัวหนีจากความจำเจเดิมๆ ไปสู่ที่พักชนิดหรูหรา ซึ่งโตขึ้นถึง 19%
อีกเซ็กเมนต์ของโรงแรมโลกที่โตขึ้น คือ กลุ่มโรงแรมโลว์คอสต์ ซึ่งโตอีก 15% ทิ้งประเภท 2 ดาว 3 ดาวทั่วๆ ไป ให้เหลือการเติบโตเพียง 8%
แต่ 8% ก็โตเยอะกว่าเศรษฐกิจเฉลี่ยของโลกตั้งหลายเท่าล่ะ
นี่จึงทำให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวผงาดยืนบนแท่นดาวรุ่งเศรษฐกิจที่สายอุตสาหกรรมต้องยอมปรบมือให้ World Travel & Tourism Council (WTTC) อธิบายว่า ในปี 2013 อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเป็นสัดส่วนราว 2.9% ของ GDP โลก และว่าการลงทุนภาคโรงแรมชะลอตัวจากเศรษฐกิจโลก แปลว่าถ้าเศรษฐกิจโลกไม่ตกสะเก็ด ป่านนี้โลกจะได้เห็นภาคโรงแรมขยายตัวมากกว่านี้ด้วยซ้ำ
WTTC ยกย่องอุตสาหกรรมท่องเที่ยวว่าเป็นภาคที่ก่อให้เกิดตำแหน่งงานสำคัญๆ ทางเศรษฐกิจแก่สตรีและวัยรุ่นหนุ่มสาวมากมาย ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวก็ยาวมากพอที่จะช่วยพยุงคนเล็กคนน้อยอีกนับไม่ถ้วนทั่วโลก
เรายังจะได้เห็นรัฐและเอกชนในประเทศต่างๆ จับมือทำงานเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตผ่านนโยบายการท่องเที่ยวอีกเยอะ เมืองต่างๆ ทั่วโลกเร่งพัฒนาแบรนด์กันมากมายโดยเฉพาะในเอเชีย ซึ่งนอกจากจะแข่งกันเองแล้ว ชาวตะวันตกก็ห่วงว่าวัฒนธรรมเอเชียยังมีบุคลิกเด่นด้านความอ่อนน้อมในการดูแล “แขก” ผู้มาเยือนมากกว่าวัฒนธรรมตะวันตกมาก และมีแนวโน้มจะยังขยายการลงทุนด้านท่องเที่ยวของทุนเอเชียสู่แดนต่างๆ ทั่วโลกเต็มไปหมด
แบรนด์ท่องเที่ยวของเจ้าของชาวเอเชียจึงไต่ขึ้นสู่ระดับสากลมากขึ้นเรื่อยๆ นี่จึงเป็นโอกาสอันดีของแบรนด์ท่องเที่ยวและบริการไทย ในการเอื้อมขึ้นไปจับจองที่มั่นอันสำคัญนี้ คนทั่วโลกรู้ว่านวดไทยนั้นเป็นของมีครู มีสำนัก แต่แบรนด์นวดไทยอย่างเฮลท์แลนด์นั้นอาจไปได้ไกลขึ้นอีก แบรนด์ทำเล็บและแต่งผมของชลาชลอาจแรงขึ้นอีก S&P อาจแรงขึ้นได้อีก รวมทั้งอีกหลายๆ แบรนด์สุดฮิตในไทยอีกมากมายหลายหลาก
ฤดูท่องเที่ยวปีนี้มาถึงแล้ว ไทยมีรัฐมนตรีท่องเที่ยวเป็นสุภาพสตรีคนแรกและมีประสบการณ์ด้านความสร้างสรรค์ และการบริหารที่หลากหลายอย่างน่าสนใจและน่าชื่นชม
ผมมั่นใจว่า เราจะได้เห็นการก้าวหน้าในวงการอย่างมีคุณภาพ ท่านรัฐมนตรีกอบกาญจน์ บอกว่าจะไม่ทำเมกะโปรเจกต์ ถูกแล้วครับ ทำเรื่องการเชื่อมการต่อยอดนี่แหละถูกกว่า ถูกต้อง และถูกใจ ได้เสน่ห์ของท่องเที่ยวที่เมืองไทยควรมีครับ







