
จับตา "จีน" ทุ่มอัดฉีดเดิมพันใหญ่ฟื้นศก.
มีประเด็นน่าสนใจให้ต้องเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิดอีกแล้ว นอกเหนือจากผลการประชุมคณะกรรมการกำกับนโยบายการเงิน (เอฟโอเอ็มซี)
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
มีประเด็นน่าสนใจให้ต้องเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิดอีกแล้ว นอกเหนือจากผลการประชุมคณะกรรมการกำกับนโยบายการเงิน (เอฟโอเอ็มซี) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ระหว่างวันที่ 1617 ก.ย.นี้ ที่นักวิเคราะห์หลายสำนักต่างคาดการณ์ว่าเฟดน่าจะส่งสัญญาณบอกใบ้เรื่องการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยให้รับทราบทั่วหน้ากัน
เหตุผลเพราะเมื่อช่วงคืนที่ผ่านมาเว็บไซต์ซินารายงานแถลงการณ์ของธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) ซึ่งระบุชัดว่าจะออกมาตรการกระตุ้นด้วยการอัดฉีดเงิน 5 แสนล้านหยวน (ราว 2.6 ล้านล้านบาท) ผ่านการปล่อยสภาพคล่องระยะ 2 วัน ให้กับธนาคารและสถาบันการเงินขนาดใหญ่ 5 แห่งของรัฐ
ยิ่งไปกว่านั้น ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ ยังมีขึ้นเพียง 4 วันหลังจากที่ข้อมูลเศรษฐกิจของทางการจีนสะท้อนให้เห็นภาคอุตสาหกรรมการผลิตของพญามังกรที่ขยายตัวต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2008
เรียกได้ว่า หลังจากที่ภาพรวมการเติบโตของประเทศมีแนวโน้มเสี่ยงชะงักงันอย่างหนัก จีนจำเป็นต้องหาทางเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจและเหล่านักลงทุนอีกครั้ง โดยการอัดฉีดเม็ดเงินมูลค่ามหาศาลครั้งนี้ถือเป็นการส่งสัญญาณเริ่มต้นกระตุ้นเศรษฐกิจที่เหล่านักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญจากหลายสำนักแสดงความเห็นสอดคล้องตรงกันว่า นับต่อจากนี้ทั่วโลกน่าจะได้เห็นรัฐบาลแดนมังกรออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกหลายชุดให้ใจเต้นระทึกอีกหลายระลอก
แม้ฟังดูจะเป็นเสมือนข่าวดีที่จีนแสดงท่าทีและส่งสัญญาณผลักดันสภาพเศรษฐกิจของประเทศให้สามารถขับเคลื่อนต่อไปข้างหน้าได้ แต่ก็ไม่มีอะไรรับประกันรับรองได้ว่า การอัดฉีดครั้งนี้จะให้ผลลัพธ์ทางบวกหรือเป็นประโยชน์ต่อพญามังกรและนานาประเทศที่ต้องพึ่งพาการขยายตัวของจีนเสมอไป
และเป็นเสมือนหน้าที่หรือกลไกป้องกันที่ภาครัฐและเอกชนทุกประเทศจะเตรียมตัวเตรียมใจพร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลงจากมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดันสองของโลกครั้งนี้
ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจเสียก่อนว่า มาตรการอัดฉีดเงินครั้งนี้จะช่วยให้ภาคธนาคารปรับสภาพคล่องของตนเองด้วยการกู้ยืมกับทางพีบีโอซีได้ และเป็นการสร้างกลไกที่จะจำกัดความผันผวนของอัตราดอกเบี้ยในตลาดให้อยู่ในระดับที่สถาบันการเงินนั้นๆ จะรับได้
หลุยส์ คูจิส นักเศรษฐศาสตร์ด้านเศรษฐกิจจีนจากอาร์บีเอส ระบุว่า ผลลัพธ์ครั้งนี้พุ่งเป้าไปที่การผลักดันให้แดนมังกรขยับตัวโตได้ เพราะเป็นการเพิ่มความสามารถให้ภาคธนาคารขยายการปล่อยสินเชื่อของตนเอง
ความเห็นของคูจิสสอดคล้องกับผู้เชี่ยวชาญอีกส่วนหนึ่งซึ่งมองเห็นความเคลื่อนไหวในครั้งนี้เป็นหนึ่งในนโยบายผ่อนคลายทางการเงินระยะสั้น ก่อนที่ทั่วโลกจะได้ออกมาตรการผ่อนคลายอื่นๆ เช่น นโยบายสนับสนุนโครงสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน และนโยบายหนุนตลาดอสังหาริมทรัพย์ในประเทศจีนเอง
ด้าน เฉินเจียนกวง หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประจำภูมิภาคเอเชียของมิซูโฮะ ในฮ่องกง ระบุว่า การตัดสินใจอัดฉีดครั้งนี้ก็คือการใช้นโยบายผ่อนคลายแบบลับๆ ซึ่งอาจช่วยให้จีนหลีกเลี่ยงภาวะฮาร์ดแลนดิ้งได้ ขณะที่ ซงหยู นักวิเคราะห์จากโกลด์แมน แซคส์ ประจำกรุงปักกิ่ง ยอมรับว่าปฏิกิริยาของพีบีโอซีครั้งนี้แสดงท่าทีที่ชัดเจนที่สุดและรวดเร็วที่สุดนับตั้งแต่รายงานเศรษฐกิจประจำเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นสภาวะการเติบโตที่อ่อนแอลง
แน่นอนว่า เมื่อพิจารณาจากความคิดเห็นข้างต้น การกระทำของธนาคารกลางจีนครั้งนี้ น่าจะเผื่อแผ่อานิสงส์บวกให้กับประเทศตนเองและคู่ค้า เนื่องจากสภาพคล่องที่มีมากขึ้นจะช่วยให้ธนาคารสามารถปล่อยสินเชื่อได้มากขึ้น เพื่อกระตุ้นการลงทุนและการใช้จ่าย นอกเหนือจากการมุ่งฟื้นความเชื่อมั่นของนักธุรกิจและนักลงทุน ว่าจีนจะไม่ยอมปล่อยให้เศรษฐกิจโตต่ำโตชะลอจนเข้าขีดอันตรายแน่นอน
อย่างไรก็ตาม ใช่ว่ามาตรการผ่อนคลายความเข้มงวดทางการเงินในครั้งนี้จะให้ผลดีแต่เพียงอย่างเดียว เนื่องจากเมื่อเปิดทางให้ธนาคารมีสภาพคล่องจนสามารถปล่อยสินเชื่อได้มากขึ้น ย่อมหมายความว่า ปริมาณหนี้ของจีนมีสิทธิปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นจากเดิมที่อยู่ในระดับสูงจนน่ากลัวอยู่แล้ว
นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่ง รวมถึง คูจิส จากอาร์บีเอส ระบุว่า การใช้มาตรการดังกล่าวท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่โตช้าจะไม่เป็นปัญหาแต่อย่างใด หากว่าก่อนหน้านี้จีนจะไม่มีการบังคับใช้มาตรการหลายข้อเพื่อจัดการปัญหาฟองสบู่ในตลาดอสังริมทรัพย์ หรือปัญหาหนี้รัฐบาลท้องถิ่น
ส่งผลให้หลายฝ่ายเกรงว่า การยื่นมือแทรกแซงระบบของรัฐบาลจีนครั้งนี้ อาจทำให้แนวทางปฏิรูปการเงินของพญามังกรเพื่อให้ระบบการเงินประเทศอิงกับตลาดมากขึ้นเป็นปัญหาได้ และจะส่งผลต่อการเติบโตของจีนในระยะยาวเอง
พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ จีนกำลังวางเดิมพันครั้งใหญ่ระหว่างการกระตุ้นเพื่อให้เศรษฐกิจโตกับการจัดการบริหารระดับหนี้เพื่อไม่ให้เป็นปัจจัยคุกคามการขยายตัวของประเทศในอนาคต
แถมขณะเดียวกัน นักเศรษฐศาสตร์ส่วนหนึ่งยังมองว่าการกระทำของธนาคารกลางจีนในครั้งนี้ จะให้ผลลัพธ์ไม่ต่างจากมาตรการที่พีบีโอซีประกาศใช้ก่อนหน้านี้อย่างการประกาศตัดลดสัดส่วนทุนสำรองของธนาคาร
ยิ่งไปกว่านั้น นักวิเคราะห์อีกส่วนหนึ่งยังมองว่าการใช้มาตรการครั้งนี้ยังมีขึ้นในฐานะเครื่องมือเตรียมรับการขาดสภาพคล่องในระยะสั้นของประเทศจีน ซึ่งกำลังจะเข้าสู่ช่วงเทศกาลหยุดยาว (โกลเด้น วีก) ในวันที่ 1 ต.ค.นี้
จูไห่บิน นักวิเคราะห์จากเจพีมอร์แกน เชส แอนด์ โค ระบุในรายงานว่า ด้วยภาวะเศรษฐกิจอ่อนแอบวกกับวันหยุดยาวที่ชาวจีนจะมีการใช้จ่ายมากขึ้น ทำให้ภาคการเงินของแดนมังกรเสี่ยงเกิดปัญหาสภาพคล่องเอาได้ง่ายๆ นั่นเอง
ดังนั้น การประกาศใช้มาตรการดังกล่าว จึงไม่เพียงมุ่งไปที่การกระตุ้นเศรษฐกิจจีนแต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังน่าจะหมายถึงการเตรียมพร้อมรับมือกับปัญหาสภาพคล่องเพื่อป้องกันผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจจีนในภาพรวม
ทั้งนี้ ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นไปในทางใด สิ่งสำคัญที่ต้องจับตามองกันต่อไปก็คือ เดิมพันของจีนครั้งนี้จะสามารถเรียกความเชื่อมั่นได้มากน้อยแค่ไหน และการกระทำของมหาอำนาจแห่งเอเชียซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลกครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อนานาประเทศไปในทิศทางใด







