
อีคอมเมิร์ซ7แสนล.เฟื่อง
หากรัฐบาลเดินหน้าดิจิทัลอีโคโนมีเต็มที่คาดโตเพิ่มจากปกติได้อีกถึง20%
หากรัฐบาลเดินหน้าดิจิทัลอีโคโนมีเต็มที่คาดโตเพิ่มจากปกติได้อีกถึง20%
ภาคเอกชนเชื่อ ดิจิทัล อีโคโนมี ดันธุรกิจอีคอมเมิร์ซปีละ 7.4 แสนล้าน โตเพิ่มอีก 20%
นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ กรรมการผู้จัดการและผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ราคูเท็น ตลาดดอทคอม เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจอีคอมเมิร์ซน่าจะเติบโตอีก 10-20% จากปกติที่โตอยู่แล้วปีละ 20-25% มูลค่าตลาดรวม 7.4 แสนล้านบาท หากรัฐเริ่มเดินหน้านโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล เพราะจะทำให้ภาครัฐและเอกชนในไทยเปลี่ยนจากการทำธุรกิจการค้าทำธุรกรรมที่ต้องมีกระดาษ เป็นการมาใช้อีคอมเมิร์ซมากขึ้น
“ภาพรวมธุรกิจเทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอที) น่าจะโตขึ้นแน่ จากเดิมคนที่เคยพูดเรื่องไอทีเป็นเพียงระดับรัฐมนตรี แต่ครั้งนี้ระดับรองนายกรัฐมนตรีเห็นความสำคัญเรื่องนี้ นำทุกองค์กรภาครัฐมารวมกันในไอทีระบบเดียว จะทำให้ทุกองค์กรรัฐมาเชื่อมกันบนระบบไอที เดินนโยบายไปในทิศเดียวกันได้ดีขึ้น” นายภาวุธ กล่าว
สำหรับกลุ่มที่น่าจะได้ประโยชน์แน่นอน คือ ผู้ประกอบการระบบไอทีไทยรายเล็กๆ เพราะจากนโยบายดึงสมาคม ชมรมต่างๆ เข้าร่วมมือด้วย ขณะที่ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ก็คงมีต่างชาติสนใจเข้ามาในตลาดมากขึ้น เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีในไทยรองรับมากขึ้น
นายศักดิ์ เสกขุนทด ผู้อำนวยการสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรืออีจีเอ กล่าวว่ายุทธศาสตร์ดิจิทัล อีโคโนมีที่รัฐบาลออกมานั้น จะช่วยผลักดันผู้ประกอบการเอกชนในเรื่องอีโคซิสเต็มส์มากขึ้น ซึ่งทางอีจีเอเห็นด้วยกับการที่ภาครัฐจะปรับเปลี่ยนมาเป็นรัฐบาลยุคดิจิทัล (Digital Government) ช่วยผลักดันตลาดซอฟต์แวร์และไอทีเติบโตขึ้น เพราะเป็นการลดภาระของภาครัฐในเรื่องใช้กระดาษและประหยัดเวลาการทำงานมากขึ้น
ทั้งนี้ การสนับสนุนของภาครัฐ ถือว่าช่วยลดงบประมาณด้านการลงทุนระบบของเอกชน รวมทั้งยังต่อยอดให้ธุรกิจออนไลน์และอีคอมเมิร์ซเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว จากการให้บริการแอพพลิเคชั่นภาครัฐที่เปิดให้บริการในปีที่ผ่านมา พบว่ายังไม่โตเท่าที่ควรและปัญหาความคล่องตัวโครงข่ายยังไม่พอ แต่การหันมาสนับสนุนและพัฒนาด้านไอทีอย่างเต็มที่ จะเป็นโอกาสที่ช่วยให้ตลาดไอทีโตขึ้นแน่นอน
นอกจากนี้ หน่วยงานราชการต่างๆ อาจจะหันมาใช้บริการจีคลาวด์ (GCloud) เพิ่มขึ้น เพราะเริ่มเล็งเห็นความสำคัญในการใช้ระบบออนไลน์ ปัจจุบันมีหน่วยงานราชการใช้งานอยู่ประมาณ 500 ระบบ ซึ่งทางเราได้ปรับเปลี่ยนระบบการชำระเงินจากเดิมที่ต้องรองบประมาณมาเป็นการจ่ายตามการใช้งานจริงหรือการใช้งาน SAAS (Software as a service) เพื่อลดภาระในการชำระค่าใช้จ่าย และเพิ่มประสิทธิภาพด้านระบบรักษาความปลอดภัยจากการใช้งานระบบไอทีให้มากขึ้น







