
พผ.ชี้โหวตสวนไม่ได้กดดัน
เพื่อแผ่นดินเริ่มอ่อนลงย้ำโหวตสวนเป็นเอกสิทธิ์ ยึดประโยชน์ประชาชน ชี้ไม่ได้กดดันลาออก แค่ให้ปรับการทำงาน เชื่อความขัดแย้งภท-พผ. ประสานรอยร้าวได้
เพื่อแผ่นดินเริ่มอ่อนลงย้ำโหวตสวนเป็นเอกสิทธิ์ ยึดประโยชน์ประชาชน ชี้ไม่ได้กดดันลาออก แค่ให้ปรับการทำงาน เชื่อความขัดแย้งภท-พผ. ประสานรอยร้าวได้
นพ.อลงกต มณีกาศ ส.ส.นครพนม ในฐานะโฆษกพรรคเพื่อแผ่นดิน (พผ.) กล่าวว่า ผลจากการลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคเพื่อแผ่นดินในวันนี้ ขอยืนยันว่า ได้ยึดถือผลประโยชน์ ของประชาชนเป็นหลัก โดยมติดังกล่าวถือเป็นดุลยพินิจของ ส.ส.แต่ละคน ซึ่งถือว่ามีวุฒิภาวะในการใช้วิจารณาญาณวินิจฉัยคำชี้แจงของ คณะรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายด้วยตัวเอง
ส่วนปัญหาความขัดแย้งระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อแผ่นดินเชื่อว่าจะ สามารถจบลงด้วยดี และคงไม่กระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล พรรคเพื่อแผ่นดินเชื่อว่าจะสามารถทำงานร่วมกันได้ และหลังจากนี้คงต้องมีการปรับความเข้าใจกัน
โฆษกพรรคเพื่อแผ่นดิน กล่าวอีกว่า ส.ส.ทุกคนในสภา ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลก็ต้องทำหน้าที่ด้านนิติบัญญัติ ในการตรวจสอบการทำงานร่วมกัน อย่างไรก็ตามเมื่อผลการลงมติเป็นเช่นนี้ รัฐมนตรีที่ได้คะแนนเสียงไม่เป็นปกติก็ควรต้องปรับกระบวนการทำงาน หรือปรับแนวทางการบริหารราชการ เพราะอย่างน้อยเสียง ส.ส.ก็คือเสียงตัวแทนของประชาชน โดยการลงมติไม่ไว้วางใจไม่ได้หมายความว่ารัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทยทำงานผิด พลาดหรือบกพร่องอย่างรุนแรง เพียงแต่ต้องการเสนอความคิดเห็นเพื่อเป็นกระจกเงาเท่านั้น
นพ.อลงกต กล่าวถึง กรณีที่นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รมว.อุตสาหกรรม ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน แสดงออกชัดเจนโดยให้ประชาธิปัตย์ยึดเก้าอี้รัฐมนตรีจากกระทรวงมหาดไทยและ กระทรวงคมนาคมคน จนทำให้เกิดรอยร้าว ตนคิดว่าเป็นเพียงความเห็นส่วนตัวมากกว่า ส่วนกระแสข่าวที่จะมีการปรับพรรคเพื่อแผ่นดินออกจากพรรคร่วมรัฐบาลนั้น ตนเห็นว่าคงเป็นไปไม่ได้ เพราะรัฐบาลต้องการเสียง ส.ส.เป็นจำนวนหนึ่ง เพื่อไม่เสียงปริ่มน้ำ อีกทั้งเชื่อว่ามีความเป็นไปได้มากที่พรรคประชาธิปัตย์จะดึง ส.ส.กลุ่ม พ.ต.อ.ประชา พรหมนอก ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อแผ่นดิน และพรรคประชาราช เข้ามาร่วมรัฐบาลด้วย เพราะทั้งสองกลุ่มโหวตสนับสนุนนายกรัฐมนตรี
เมื่อถามถึงการปรับคณะรัฐมนตรีในพรรคว่า นพ.อลงกต กล่าวว่า ต้องมีการปรับเปลี่ยนอย่างแน่นอน เพราะพรรคต้องร่วมแก้ปัญหาประเทศในภาวะวิกฤต โดยพรรคต้องหาผู้ที่มีความสามารถบริหารงานเข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ซึ่งอาจจะมีการปรับเปลี่ยนบุคคลที่ไม่เคยนั่งเป็นรัฐมนตรีมานั่งในตำแหน่ง รัฐมนตรีด้วย







