
อภ.ตั้งกรรมการสอบเคลียร์ปัญหาภายใน
องค์การเภสัชกรรมตั้งกรรมการสอบสวน หลัง 8 เครือข่ายสุขภาพจี้ปลดผอ.เซ่นผลิตยาส่งไม่ทัน
องค์การเภสัชกรรมตั้งกรรมการสอบสวน หลัง 8 เครือข่ายสุขภาพจี้ปลดผอ.เซ่นผลิตยาส่งไม่ทัน
เมื่อวันที่ 17 ก.ย. ที่องค์การเภสัชกรรม พล.ท.ศุภกร สงวนชาติศรไกร ประธานคณะกรรมการองค์การเภสัชกรรม (อภ.) ได้เชิญตัวแทน 8 เครือข่ายองค์กรสุขภาพ อาทิ ชมรมแพทย์ชนบท นายนิมิตร์ เทียนอุดม มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ มูลนิธิสาธารณสุชกับการพัฒนา เข้าร่วมหารือเกี่ยวกับการบริหารจัดการภายในอภ. หลังพบปัญหาผลิตยาไม่ทัน รวมถึงการก่อสร้างโรงงานวัคซีนล่าช้า
พล.ท.ศุภกร เปิดเผยว่า ได้รับฟังข้อเสนอของทั้ง 8 องค์กรสุขภาพเรียบร้อย รวมถึงได้มอบหมายให้อภ. ไปปรับปรุงสายการผลิตให้ทันตามความต้องการใช้ยา โดยเฉพาะยาต้านไวรัสเอดส์ นอกจากนี้ ในส่วนของยาที่ขาดแคลน ได้ให้โรงงานพระราม 6 เร่งผลิต เพื่อให้ประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ขณะที่โรงงานวัคซีนทั้งที่ทับกวาง และที่รังสิตนั้น อยู่ระหว่างเร่งก่อสร้างตามขั้นตอน โดยโรงงานที่รังสิตนั้น อยู่ระหว่างการรอสำนักงานอัยการสูงสุดตอบกลับว่าจะเริ่มดำเนินการต่อได้เมื่อใด ส่วนโรงงานที่ทับกวางนั้น หากไม่มีปัญหาทางกฎหมายใดๆ ก็น่าจะสร้างเสร็จทันในช่วงต้นปี 2558
ส่วนข้อเสนอที่ทั้ง 8 องค์กร ร้องเรียนเรื่องประสิทธิภาพการดำเนินงานของ นพ.สุวัช เซียศิริวัฒนา ผู้อำนวยการอภ. นั้น พล.ท.ศุภกร กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูล ส่วนปัญหาทั้งหมดที่ 8 องค์กรสุขภาพร้องเรียนมานั้น จะมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนรวมถึงหาแนวทางแก้ไขตามระบบต่อไป
นายอภิวัฒน์ กวางแก้ว ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย กล่าวว่า จากการบริหารงานที่ผิดพลาดของผู้บริหาร อภ.ในช่วงที่ผ่านมาทำให้การสั่งซื้อวัตถุดิบ การสั่งผลิตและจัดหายาวิกฤตอย่างหนัก รวมถึงการก่อสร้างโรงงานรังสิตที่ล่าช้า ทำให้ตอนนี้ผู้ติดเชื้อในหลายพื้นที่ได้รับผลกระทบอย่างมาก
"จากเดิมโรงพยาบาลสามารถจ่ายยาให้ครั้งละ 2-3 เดือน ปัจจุบัน โรงพยาบาลหลายแห่งต้องจ่ายยาเป็นรายสัปดาห์ นอกจากนี้ บางแห่งยังลดจำนวนสั่งจ่ายยาลงครึ่งหนึ่ง เช่น จาก 1 เดือน เหลือเพียง 15 วัน ทำให้คนไข้ไปรับยาเพิ่มที่สภากาชาด ซึ่งการขาดยาต้านไวรัสมีความหมายถึงชีวิตของผู้ติดเชื้อ ทั้งนี้ ได้เสนอให้บอร์ดสอบสวนหาสาเหตุ เพื่อหาผู้กระทำผิดและนำไปสู่การพัฒนา อภ."นายอภิวัฒน์กล่าว
ขณะที่ ภญ.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี ตัวแทนมูลนิธิสาธารณสุชกับการพัฒนา ก ที่ผ่านมา ผู้บริหาร อภ. บริหารงานโดยไม่ได้วางแผน รวมถึงลดการผลิตยาที่ตัวเองถือครองตลาดไว้มาก รวมถึงลดหรือเลิกผลิตยาที่ทำกำไรน้อย จนเกิดปัญหาการจัดหายาของสถานพยาบาล และก่ออันตรายแก่ผู้ใช้ยาด้วย
“ภารกิจรัฐวิสาหกิจด้านยา ไม่ใช่มุ่งแสวงหากำไร แต่ต้องช่วยสังคม ดังนั้น นอกจากเรื่องการผลิตจัดการยาแล้ว ยังต้องรวมถึงการเร่งโรงงานวัคซีน และการมุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนา เพื่อตอบสนองความมั่นคงด้านยา”ภญ.นิยดา ระบุ
ขณะที่ นายนิมิตร์ เทียนอุดม กล่าวว่า ได้ขอเข้าพบ นพ.สุวัช ตั้งแต่เดือน เม.ย.ที่ผ่านมา แต่จนถึงขณะนี้ ยังประสบปัญหาขาดแคลนยา รวมถึงการบริหารจัดการในหลายๆ เรื่อง ทั้งนี้ ข้อเสนอของ 8 เครือข่ายสุขภาพนั้น ระบุว่า หาก นพ.สุวัช ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ก็ขอให้คณะกรรมการอภ. ปลด นพ.สุวัช ออกจากตำแหน่ง เพื่อหาคนที่มีความสามารถมาทำหน้าที่ต่อไป
นพ.สุวัช เซียศิริวัฒนา ผู้อำนวยการอภ. กล่าวว่า ยาต้านไวรัสเอดส์ ที่ 8 เครือข่ายสุขภาพ ระบุว่าผลิตไม่ทัน หรือไม่เพียงพอนั้น ได้จัดส่งให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เกือบครบทั้งหมดแล้ว โดยที่ไม่ครบมีเพียง 2 รายการ ซึ่งคาดว่า ภายในสัปดาห์หน้าจะสามารถจัดส่งได้ทั้งหมด ขณะที่การจัดสร้างโรงงานที่รังสิตนั้น เป็นปัญหาเรื้อรังตั้งแต่ก่อนรับตำแหน่ง เนื่องจากการจัดสร้างไม่เป็นไปตามทีโออาร์ โดยขั้นตอนล่าสุด ยังคงรอหนังสือตอบกลับจากสำนักงานอัยการสูงสุดว่าสามารถเดินหน้าต่อได้หรือไม่
ขณะที่โรงงานวัคซีนทับกวาง จ.สระบุรี นั้น นพ.สุวัช กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ในระหว่างเสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติวงเงินเพิ่มเติม เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงวงเงินจากเดิมที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 60 ล้านบาท ซึ่งหากมีการอนุมัติ อภ.ก็สามารถเดินหน้าก่อสร้างต่อได้ทันที ส่วนการเช่าโรงพยาบาลมหาสารคามอินเตอร์ของที่ปรึกษาอภ. เพื่อจัดเก็บน้ำยาล้างไต นั้น ไม่ได้เป็นเองผลประโยชน์ทับซ้อน แต่เป็นการดำเนินการเพื่อดูแลผู้ป่วยเพิ่มเติม รวมถึงดำเนินการตามระเบียบพัสดุอย่างเคร่งครัด เพื่อบริการผู้ป่วยได้ดียิ่งขึ้น ไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้เจ้าของโรงพยาบาล โดยเป็นการขอความร่วมมือ เนื่องจากเห็นว่ามีความเชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการเรื่องโรคไต
ผู้อำนวยการอภ. กล่าวอีกว่า ตลอดระยะเวลาของการบริหารงาน อภ.มีกำไรกว่า 860 ล้านบาท ซึ่งเป็นระดับเดียวกับ 10 เดือนแรกของปี 2556 ทั้งที่ในช่วง 3 เดือนแรกที่เข้ามา มีปัญหาการบรรจุยาสลับซอง จนส่งผลให้อภ.ต้องปรับปรุงสายการผลิต และหยุดผลิตยาบางชนิด จนเกิดภาวะขาดทุนในช่วงแรก ทั้งนี้ คาดว่าจนถึงปลายปี 2557 อภ.จะได้กำไรในระดับเดียวกับปี 2556 ที่ผ่านมา







